ครืดดดด.. ครืดดด...
ร่างบางขมวดคิ้วยุ่งเมื่อตัวเองที่กำลังจดจ่ออยู่กับการเเฮกข้อมูลในห้องนิรภัย ณ บริษัทแแห่งหนึ่งที่มีระบบป้องกันข้อมูลขั้นสูงถูกขัดจังหวะเพราะมือถือที่อยู่ใต้สาบเสื้อยังคงสั่นไม่หยุด เธอยังคงเมินเฉยต่อสายเรียกเข้าที่เอาเเต่โทรเข้ามาไม่หยุดจนเกือบทำลายสมาธิของเธอ
แต่ก.. เเต่ก... เเต่ก...
ติ๊งง..!!
'ดาวโหลดเสร็จสิ้น'
ร่างบางรัวนิ้วลงบนคีร์บอร์ดอยู่สักพักจากนั้นไม่นานก็มีข้อความปรากฏขึ้นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ เธอจึงรีบดึงเเฟลชไดท์ออกทันทีและรีบล้วงมือเข้าใต้สาบเสื้อเพื่อหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกหาเบอร์ที่เพิ่งโทรเข้ามาเมื่อสักครู่
[นี้!! ยัยกระต่ายไม่กลัวตายหรือไงห้ะ?! ทำไมโทรไปไม่ยอมรับสาย!!] มาโค่ตวาดเสียงใส่เอรีนทันทีหลังจากที่เธอกดรับสาย
"โทษที" ฉันตอบสั้นๆ พร้อมกับรีบเร่งฝีเท้าให้วิ่งลงบันไดทางหนีไฟเร็วกว่าเดิม เพราะหลังจากที่ดึงข้อมูลออกจากระบบเสร็จสิ้นเเล้วสัญญาณเตือนภัยก็ดังขึ้นทันที
[โทษที?! เห้ ~ ยัยหนูเธอไม่กลัวอะไรเลยสินะ...] ยังไม่ทันทีมาโค่ได้พูดจบ มิกิรีบเเย่งโทรศัพท์ไปทันที
[หุบปากได้เเล้วมาโค่.. รีบมาเลยยัยตัวดี รถจอดอยู่ตรงข้ามตึก] มิกิพูดด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ
"รู้แล้วๆ ก็รีบวิ่งอยู่เนี่ย เเค่นี้ก่อนนะ"
ติ๊ด!
ฉันกดตัดสายหลังจากพูดจบพร้อมกับตัดการเชื่อมต่อสัญญาณทันทีก่อนจะสอดโทรศัพท์เข้าใต้สาบเสื้อตามเดิม แต่สองเท้ายังคงขยับรีบเร่งฝีเท้าให้มุ่งหน้าไปต่อ ฉันวิ่งลัดเลาะหลบเหล่าบอดี้การ์ดที่วิ่งกรูเข้ามาตามสัญญาณเตือนภัยก่อนจะหยุดฝีเท้าให้เดินเป็นปกติเมื่อปลายเท้าหยุดยืนหน้าประตูทางออกพร้อมกับสูดหายใจเข้าเต็มปอดและปรับท่าทางให้เป็นปกติก่อนจะรีบผลักประตูให้เปิดออกและทอดสายตามองไปยังรถคันเป้าหมายที่จอดอยู่ฝั่งตรงข้าม ฉันอาศัยจังหวะที่รถติดไฟแดงรีบวิ่งขึ้นรถยนต์คันหรูคันนั้นทันที
ปึก!
"รอดแล้ว... เเฮะ!!!!" ฉันพูดขึ้นขณะที่กระโดดเข้ามานั่งในรถยนต์คันหรู แต่ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นภาพตรงหน้า
"โอ้.. อะไรเนี่ย~ มีกระต่ายหลงเข้ามาด้วยแฮะ" ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีบลอนด์ทองพูดขึ้นหลังจากละริมฝีปากออกจากซอกคอของนางแบบสาว คำพูดของเขาทำให้เพื่อนที่นั่งข้างๆ ต้องหันมามองตาม เว้นเสียเเต่อีกคนหนึ่งที่นั่งฝั่งตรงข้ามกับพวกเขาที่เอาเเต่คลอเคลียซอกอกนุ่มๆ ของสาวข้างกายอย่างไม่ลืมหูลืมตา
‘ให้ตายสิ! ทำไมฉันโง่แบบนี้น่ะ!!!’ ฉันได้แต่ด่าตัวเองในใจก่อนจะรีบพูดอีกครั้งเพราะสังเกตว่าพวกเขาดูเหมือนจะไม่ใช่คนธรรมดา
"เอ่อ.. ขอโทษนะคะ ขอลงข้างหน้าได้หรือเปล่าคะ?" เอรีนถามขึ้นหลังจากที่โดนสายตาของชายหนุ่มทั้งสองจ้องมองอย่างไม่วางตาจนเธอเริ่มทำตัวไม่ถูกและพวกเขาก็ดูเหมือนไม่มีท่าทีจะส่งเธอกลับเลยด้วยซ้ำ
"นี้..!! หนูน้อยรู้หรือเปล่าว่าพวกเราเป็นใคร ขึ้นรถสุ่มสี่สุ่มห้าเเบบนี้ไม่กลัวตายหรือไง?!" ดิเอโก้พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกโดยไม่สนคำถามของร่างบาง เขาเอาแต่จ้องมองเธอด้วยแววตาสีเหลืองอำพันอย่างไม่วางตา
“มันน่าสงสัยเนอะว่าไหม.. ดึกดื่นป่านนี้จะมีเด็กที่ไหนวิ่งแจ่นอยู่กลางถนน” เซบาสเตียนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกพร้อมกับใช้มือเท้าคางจ้องมองไปยังร่างบางที่นั่งกำสายสะพายของกระเป๋าเป้ตัวเองไว้แน่น
“วันนี้หนูมีติวตอนดึกค่ะ แล้วก็เผอิญว่ารถของคุณลุงเป็นรุ่นเดียวกันกับที่พ่อแม่ใช้คะ” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้วทั้งๆ ที่หัวใจของฉันเต้นไม่เป็นส่ำ แต่ดูเหมือนดิเอโก้จะไม่ยังไม่เชื่อฉันสักเท่าไหร่เพราะเขาเอาแต่จ้องมองฉันด้วยสายตาคาดคั้น
“…..”
“…..”
“ถ้าไม่เชื่อ.. จะดูบัตรนักเรียนของหนูก็ได้นะคะ” ฉันพูดเสียงใสพร้อมกับรูดซิปกระเป๋าเป๋ให้เปิดออกก่อนจะล้วงบัตรนักเรียน ณ โรงเรียนแห่งหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเป้และยื่นไปตรงหน้าของเซบาสเตียน ฉันมักจะพกของพวกนี้ติดตัวไว้ตลอดเพราะอาจจะเกิดเหตุการณ์คับขันอย่างเช่นครั้งนี้
“เดียน่า ออแกนด์ โรงเรียนเซนต์ลอเบเรีย อายุ 18…” ดิเอโก้พูดขึ้นเสียงเรียบหลังจากอ่านป้ายชื่อบนบัตรนักเรียน แต่ไม่ใช่ว่าฉันจะไม่มีตัวตนจริงๆ สักหน่อย เพราะต้องปฏิบัติภารกิจเกี่ยวกับโรงเรียนแห่งนั้น บอสจึงสั่งให้ฉันที่หน้าเด็กสุดๆ แอบเข้าไปเรียนที่นั้น
“คะ..” ฉันตอบสั้นๆ พร้อมกับเอียงคอมองชายหนุ่มด้วยเเววตาใสซื่อแต่หัวใจฉันกลับเต้นโครมครามไม่ยอมหยุด
“หืม..!! 18 ปีแล้วเหรอ!!!!” เซบาสเตียนพูดขึ้นด้วยท่าทางตกใจ
“คะ.. ปีหน้าก็ 19 แล้วคะ” ฉันตอบพร้อมรอยยิ้มอย่างใสซื่อ
“งั้นหยุดสอบสวนกันเท่านี้เถอะ.. บอกมาสิบ้านเธออยู่ไหน ฉันจะไปส่ง” ดิเอโก้พูดขึ้นพร้อมกับถอดหายใจออกมาแผ่วเบา
“เอ่อ.. ส่งหนูลงที่เดิมก็ได้คะ”
“บอกมาเถอะน่า~” ดิเอโก้เริ่มขมวดคิ้วยุ่งเมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กยังคงดื้อดึง
“นั้นสิ.. บอกมาเถอะ ถือว่าเป็นการขอโทษที่พาเธอนั่งรถมาตั้งไกล” เซบาสเตียนพูดเสริมและในขณะที่พวกเขารบเร้าจะไปส่งร่างบางให้ได้นั้น สายตาของพวกสาวๆ ที่พวกเขาพามาด้วยต่างก็จ้องมองไปทางคนตัวเล็กด้วยแววตาที่ไม่พอใจ บ้างก็เบะปากใส่เธอ
“งั้นไปส่งที่คอนโด A เขต 1 ก็ได้คะ” ฉันตอบเสียงเรียบพร้อมกับในใจที่นึกขอโทษมาโค่ เพราะที่บอกไปคือที่อยู่ของมาโค่นั้นเอง
“โอเคร.. นายไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม.. ไรเนล?” ชื่อคุ้นเคยที่ดังออกมาจากปากของเซบาสเตียนทำเอาฉันต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจและลอบกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ก่อนจะหลับตาแน่นพร้อมกับภาวนาในใจว่าขอให้ไม่ใช่พี่ไรเนลที่ฉันรู้จัก!
“หืม.. ส่งเด็กนี้นะเหรอ..?” ไรเนลผงกหัวออกจากซอกอกนุ่มของคามิเลียก่อนจะหันไปมองสาวน้อยที่ยกฮูดขึ้นคลุมศีรษะตัวเองอย่างรวดเร็วแต่ด้วยความใหญ่ของตัวฮูดนั้นทำให้ปกฮูดคลุมบดบังใบหน้าของเธอไว้ครึ่งหนึ่ง ไรเนลที่เห็นอย่างนั้นจึงเอื้อมมือไปคว้าคอเสื้อของร่างบางและกระชากเข้าหาตัวอย่างรวดเร็วด้วยท่าทางที่ป่าเถื่อนจนเพื่อนหนุ่มของเขาต้องรีบห้ามปราม
“เฮ้ยๆ ไอ้เนลเบาๆ สิว่ะ นั้นเด็กนะโว้ยยย!!!” เซบาสเตียนพูดขึ้นด้วยท่าทางร้อนรน
“นั้นดิ.. แล้วเป็นอะไรของมึงอีก ปล่อยมือน้องได้แล้ว” ดิเอโก้รีบพูดเสริมเมื่อเห็นว่าไรเนลหยุดชะงักไปชั่วครู่ซึ่งพวกเขาเองไม่เคยเห็นท่าทีแบบนี้ของเพื่อนตัวเองมาก่อน
“ลืมตาสิ.. สาวน้อย ให้ลุงคนนี้ได้เห็นดวงตาเธอหน่อย” ไรเนลพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกพร้อมทั้งแสยะยิ้มมุมปาก