ดินยืนมองธารคุยกับมั่นอยู่เนิ่นนาน เมื่อเห็นธารปล่อยให้มั่นจับไหล่ถึงเนื้อถึงตัวดูใกล้ชิดก็อดไม่ได้ที่จะไม่พอใจ ดินเดินตรงดิ่งเข้ามาดึงธารออกมาพลางจ้องหน้ามั่นเขม็งไม่พอใจที่มาถึงเนื้อถึงตัวธารขนาดนี้ ธารตกใจที่จู่ ๆ ดินก็โผล่มา
“ข้ามีเรื่องจะคุยกับเอ็ง”
ดินพูดจบก็ดึงธารให้ไปด้วยกัน มั่นมองดินกับธารเดินออกไปก็ยิ้มเบา ๆ พอจะดูออกว่าสองคนนี้คงไม่ใช่เพื่อนกันธรรมดา ๆ
“ไอ้นั่นมันเป็นใคร!?”
ดินถามธารด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด สองคนยืนคุยกันอยู่ในป่าช้าหลังวัดเพราะกลัวว่าจะมีใครมาเห็น
“พี่มั่น ลูกแม่บุญมี”
“หึ!! คงสนิทสนมกันมากสินะถึงเรียกพี่ ซ้ำยังให้ถึงเนื้อถึงตัวขนาดนั้น” ดินพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดแกมน้อยใจ
“ถ้าเอ็งจะมาพูดจาหาเรื่องข้า ค่อยมาคุยกันวันหลังก็แล้วกัน”
ธารพูดจบก็จะเดินออกไปเพราะไม่อยากทะเลาะกับดินและตอนนี้ก็ไม่มีอารมณ์ที่จะอธิบายอะไร
“เอ็งพูดกับข้าแบบนี้ได้ยังไง เอ็งยืนคุยกับไอ้หมอนั่นแถมให้มันจับเนื้อจับตัวจะให้ข้าคิดยังไง”
“เอ็งไม่ควรคิดอะไรแบบนั้น ถ้าเอ็งเชื่อใจข้า”
ธารเสียงดุทำเอาดินที่หงุดหงิดถึงกับต้องเย็นลง เพราะไม่บ่อยนักที่ธารจะเสียงดุแบบนี้ และมันก็จริงอย่างที่ธารพูด …ใช่!! เขาควรจะเชื่อใจธาร
“ข้าขอโทษ ข้าแค่ไม่ชอบใจที่เห็นใครมาใกล้ชิดเอ็งแบบนั้น” ดินพูดเสียงอ่อย รู้ตัวว่าใช้อารมณ์มากเกินไป
"คราวหลังเอ็งอย่าทำแบบนี้ก็แล้วกัน คนจะนึกสงสัยเอาได้”
ดินพยักหน้ารับก่อนจะยื่นซองเงินที่ได้มาจากการเอาโฉนดบ้านไปจำนองให้ธาร ธารมองซองที่ดินยื่นมาให้สงสัยว่าอะไร
“ข้าเอาเงินมาให้เอ็งไปรักษาพ่อ เอ็งจะได้ไม่ต้องไปคัดตัวทำงานที่บ้านเ**ก”
ธารรับซองมาเปิดดูเห็นเงินปึกใหญ่ก็แปลกใจว่าดินไปเอาเงินมาจากไหนในเวลาไม่ทันข้ามวัน
“เอ็งเอาเงินมาจากไหนมากมายขนาดนี้”
“ข้าจะเอามาจากไหนก็ช่างเถอะ ถ้ามันจะทำให้เอ็งไม่ต้องจากข้าไป ข้ายอมทำทุกอย่างเพื่อเอ็ง”
“เงินมากมายขนาดนี้ข้ารับไว้ไม่ได้หรอก” ธารเอาเงินใส่มือดินคืนไป
“ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะไปคัดตัวกับแม่ซื้อ”
ดินมองธารไม่อยากจะเชื่อว่าธารจะตัดสินใจแบบนี้ ธารเองรู้ดีว่าดินคงไม่พอใจแน่ ๆ
“ถ้าเอ็งรักข้า เอ็งต้องรอข้า”
“ข้าจะต้องรอเอ็งไปถึงเมื่อไหร่ แค่ข้าไม่ได้เจอเอ็งแค่ข้ามคืน ข้าก็คิดถึงใจแทบขาด ข้าทนไม่ได้แน่ เอ็งเอาเงินนี่ไปแล้วก็ไม่ต้องไปพระนคร”
ดินพูดด้วยแววตาขอร้อง ธารทนสายตาที่บ่งบอกให้เห็นถึงความเสียใจของดินไม่ได้ ถึงกับต้องเบือนหน้าหนีเพราะกลัวว่าตัวเองจะใจอ่อน
“ข้าตัดสินใจแล้ว”
“ทำไมวะธาร ข้าแก้ปัญหาให้เอ็งแล้ว เอ็งต้องการเงินมารักษาพ่อ ข้าก็หามาให้แล้ว ทำไมเอ็งต้องไป”
“เพราะข้าไม่อยากให้เอ็งลำบากไง ไม่รู้เมื่อไหร่พ่อข้าจะหาย ต้องใช้เงินอีกเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ข้าไม่อยากเป็นภาระให้เอ็ง”
“เอ็งไม่ได้เป็นภาระของข้า เอ็งเป็นคนที่ข้ารัก ข้าต้องดูแลเอ็งไม่ว่าลำบากแค่ไหน ข้าก็ยอม”
“แต่ข้าไม่ยอม ข้าทนไม่ได้ที่ต้องเห็นคนที่ข้ารักลำบาก ให้ข้าไปเถอะ ถ้าข้าเก็บเงินได้มากพอ ที่บ้านไม่ลำบาก เราก็จะมีเงินไปที่ไหนซักแห่ง ที่ไม่ต้องทำให้เราต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ แบบนี้”
มั่นที่ยืนแอบดูสองคนคุยกันก็ยิ้มเบา ๆ และคิดว่าคนที่เหมาะกับการไปทำงานที่บ้านเ**กก็คงจะเป็นธารนี่แหละ
ธารเดินกลับมาที่ศาลาวัดหน้าตาเคร่งเครียด นางเฟ้อกับน้ำรินรีบเดินเข้ามาหาธาร
“ไอ้ธารเอ็งหายไปไหนมา ตอนนี้พ่อเอ็งอาการไม่ค่อยดี เอ็งกับน้ำรินต้องรีบไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้เลย เดี๋ยวข้าจะไปขอกู้เงินกับไอ้เลิศก่อน ถ้าเอ็งได้ไปทำงานที่บ้านเ**กแล้วค่อยเอาไปคืนเค้า” นางเฟ้อพูดจบก็รีบเดินออกไป...
“เดี๋ยวแม่”
“อะไรของเอ็งข้ากำลังรีบ”
“แม่กับน้ำรินไปที่โรงพยาบาลก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าไปหาเงินมาให้เอง”
“เอ็งจะไปเอามาจากไหน”
“ข้ามีก็แล้วกัน”
ธารพูดจบก็รีบเดินออกไปทันที ธารรู้ดีว่าการที่จะไปกู้เงินกับนายเลิศไม่ใช่เรื่องดีแน่จึงตัดสินใจกลับไปหาดินแทน ธารกำลังเดินเพื่อไปหาดิน จังหวะนั้นเองดินก็มายืนหน้าธารแล้วก็ยื่นซองเงินให้ ธารรู้สึกละอายใจเพราะเพิ่งปฏิเสธดินไปเมื่อครู่ แต่ก็จำใจรับซองเงินมาจากดิน
“ข้าจะรีบหามาคืนเอ็ง”
“เรื่องนั้นไว้ทีหลังเถอะ รีบเอาเงินนี่ไปช่วยพ่อเอ็งก่อน”
“ขอบใจเอ็งมากนะ”
ธารยิ้มให้ดินน้ำตาคลออยากจะกอดดินแทนคำขอบคุณแต่ก็ทำไม่ได้เพราะกลัวว่าคนจะมาเห็น
“โชคดีที่ยังพอได้เงินมารักษาพ่อมึง”
นางเฟ้อพูดขณะที่กำลังเดินเข้าบ้านมาหลังจากกลับจากโรงพยาบาล
“แล้วนี่เอ็งเอาเงินมาจากไหนเหรอ?”
“เพื่อนจ่ะ”
“ใคร? เอ็งมีเพื่อนรวย ๆ แบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” นางเฟ้อถามขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ
“บอกไปแม่ก็ไม่รู้จักหรอก”
“เออ งั้นเอ็งก็ไปขอบใจเพื่อเอ็งแทนข้าด้วย ยังไงถ้าเอ็งคัดตัวไปทำงานที่บ้าเ**กได้ ก็ค่อยทำงานเอาเงินมาใช้เค้า ข้าไม่อยากเป็นหนี้ใครนาน”
“แม่ ยังไงเราก็มีเงินพอที่จะรักษาพ่อแล้ว ข้าไม่ไปทำงานที่บ้านเ**กได้มั๊ย”
“เอ็งไม่ไปแล้วจะเอาเงินที่ไหนมาใช้หนี้เพื่อนเอ็ง?”
“เพื่อนข้าไม่รีบ ค่อยทยอยใช้ก็ได้”
“เอ็งคิดว่าไอ้เงินที่ได้มา มันจะรักษาพ่อเอ็งได้ซักกี่น้ำ เงินเอ็งที่ยืมมาก็ต้องหาเงินใช้หนี้เค้า แล้วบ้านเราจะอยู่กันยังไงเงินทองไม่มีเหลือเก็บ ซักวันเถอะจะได้ไปนอนอยู่ข้างถนน”
ธารได้ยินนางเฟ้อพูดก็หน้าเศร้า
“ยังไงเอ็งก็ต้องไปคัดตัวกับแม่ซื้อไปทำงานที่บ้านเ**ก” นางเฟ้อมองธารอย่างจับผิดว่าธารมีอะไรกันแน่ถึงไม่อยากไปทำงานที่บ้านเจ๊ก
ตกเย็นนางเฟ้ออยู่ในครัวทำอาหารเย็น มีน้ำรินเป็นลูกมือคอยหยิบจับทำโน่นทำนี่
“ไอ้ธารมันหายหัวไปไหนของมัน จวนจะค่ำมืดยังไม่กลับบ้านอีก”
“ชั้นเห็นออกไปกับไอ้บื้อ สงสัยจะเอาไอ้บื้อไปกินหญ้าแถวริมคลองโน่นแหละแม่”
“ทำไมเอาไปกินไกลนัก”
“สงสัยจะไปดักปลาด้วยมั้งแม่ เห็นวันก่อนก็ได้ปลากลับมาไม่น้อยเลยนะแม่”
น้ำรินพูดออกไปไม่ได้คิดอะไร ส่วนนางเฟ้อนึกสงสัยเพราะปกติธารไม่ใช่คนที่จะจับปลาเก่งขนาดที่ว่าจะได้ปลาเยอะอย่างวันก่อน
ไอ้บื้อกินหญ้าอยู่แถวคันนาใกล้ชายคลอง ส่วนธารนั่งหน้าเศร้ากอดเข่าอยู่ที่ริมตลิ่งถอนหายใจเฮือกฮากไปมา เพราะไม่อยากไปคัดตัวกับแม่ซื้อ
“พ่อเอ็งเป็นยังไงบ้าง”
เสียงของดินดังขึ้นพร้อมกับนั่งลงข้าง ๆ ธาร ธารถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะซบลงตรงไหล่ของดิน
“พ่อเอ็งยังไม่ดีขึ้นเหรอ” ดินถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง
“ข้าต้องไปคัดตัวกับแม่ซื้อ”
ธารบอกดินด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย ดินได้ยินที่ธารพูดก็หันตัวมาที่ธารจับไหล่ธารเอาไว้ มองหน้าธารอย่างไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
“แม่ข้ายืนยันว่ายังไงข้าก็ต้องไปคัดตัว”
“ข้าให้เอ็งไปคัดตัวก็ได้”
ธารมองหน้าดินว่าทำไมถึงยอมง่าย ๆ
“แต่เอ็งไม่จำเป็นต้องชนะ”
ดินยิ้มให้ธารอย่างเจ้าเล่ห์ให้ธารใช้แผนนี้เพื่อที่จะได้ไม่ต้องผิดใจกับนางเฟ้อ
“ไม่ได้!!” ดินมองธารอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมธารถึงปฏิเสธแผนนี้
“ถ้าเงินที่ข้าให้ไปไม่พอ ข้าจะหามาให้อีก” ดินเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“แม่ข้าไม่ได้ต้องการเงินเพื่อประทังชีวิตไปวัน ๆ แต่แม่ข้าอยากมีฐานะที่มั่นคง ไม่ต้องมานั่งลุ้นว่าพรุ่งนี้ มะรืนนี้ เดือนนี้ ปีนี้ ปีหน้าจะมีกินหรือเปล่า ส่วนเอ็งยังมีแม่ต้องดูแล จะต้องมาดูแลบ้านข้าอีกเป็นภาระเอ็งเปล่า ๆ”
“ข้าบอกแล้วไงว่าเอ็งไม่ใช่ภาระของข้า”
ดินมองธารด้วยความรักที่มีอยู่เต็มเปี่ยมอ้อนวอนไม่อยากให้ธารต้องจากไปไหนไกล ดินยกมือกร้านขึ้นแตะที่หน้าอกข้างซ้ายของธาร
“เอ็งคือหัวใจของข้า ขาดเอ็งไปข้าคงต้องตาย” ดินพูดกับธารเสียงเศร้า ธารยกมือขึ้นแตะที่หน้าอกของดิน
“หัวใจของเอ็งก็เช่นกัน ถ้าข้าต้องห่างกับใจของตัวเอง ข้าก็คงเจ็บปวดทรมานไม่แพ้เอ็ง”
“งั้นก็อย่าไป ข้าจะทำทุกวิถีทางเพื่อหาเงินมาให้แม่เอ็ง จะเหน็ดเหนื่อยแค่ไหนต่อให้ข้าตายข้าก็ยอม” ธารเอามือปิดปากธาร ส่ายหัวเบา ๆ เป็นเชิงปฏิเสธ
“อย่าพูดแบบนี้ ข้าจะยอมให้เอ็งตายได้ยังไง ข้ารักเอ็ง ถ้าเอ็งรักข้า เอ็งอดทนเพื่อเราได้มั๊ย ถ้าข้าหาเงินได้มากพอ แม่ข้าไม่ต้องกังวลอะไรอีกแล้ว ถึงวันนั้นข้ากับเอ็งจะได้หนีไปจากที่นี่ ไปอยู่ด้วยกันสองคน ใช้ชีวิตที่อยากเป็น บอกให้โลกทั้งโลกรู้ว่าเรารักกันแค่ไหน”
“ถึงวันนั้นข้าคงตายก่อน” ดินพูดเสียงเศร้า
“เอ็งห้ามตาย นี่คือคำสั่ง!!” ธารพูดด้วยน้ำเสียงเข้มจริงจัง
ธารเลื่อนมือไปจับใบหน้าของดินจ้องมองดินราวกับว่าจะไม่ได้เห็นใบหน้านี้อีก
“อดทนเพื่อข้านะดิน ข้าจะกลับมา”
“ข้ากลัว กลัวว่าเอ็งจะลืมข้า”
“ข้าจะลืมหัวใจตัวเองได้ยังไง”
ธารยิ้มให้ดินพลางเคลื่อนหน้าเข้าไปจูบดินเบา ๆ แล้วถอนออกมามองหน้าดินด้วยสายตาที่บ่งบอกถึงความรักอย่างสุดซึ้ง
“รอยจูบของเอ็ง รสสวาทที่เอ็งมอบให้ข้ามันตราตรึงอยู่ในหัวใจและฝังลึกลงไปบนตัวข้า...ข้าไม่มีวันลืมว่าเอ็งเคยมอบความรัก ความสุขให้กับข้ามากขนาดไหน ไม่มีวัน...ที่ข้าจะลืมรอยจูบและรอยรักนี้ไปได้”
ภาพแห่งความสุขฉายชัดอยู่ในความทรงจำของทั้งสองคน ไม่ว่าจะในสายน้ำที่สองคนว่ายน้ำด้วยกันดำผุดดำว่าย เคล้าคลอเคลียจูบดูดดื่มกายสัมผัสความพิสวาสของกันและกัน
เสียงครวญคราญแห่งความสุขที่รับแรงกระแทกจากแก่นกาย ผลัดกันรุกผลัดกันรับ จากเพิงพักกลางนาท้ายทุ่ง หรือแม้แต่ในดงกล้วยข้างศาลเจ้าพ่อต้นไทร ทุกที่ในทุ่งบางกะปิแห่งนี้ล้วนเป็นที่ระเริงรักของดินและธาร ต้นไม้ทุกต้น ปลาทุกตัวในสายน้ำ แม้แต่ไอ้บื้อควายตัวโปรดก็นับว่า เป็นพยานรักของทั้งสองคนอย่างปฏิเสธไม่ได้
ธารมองหน้าดินอย่างเนิ่นนานใจไม่อยากจากไป แต่ก็ไม่อยากให้คนรักต้องลำบากเพราะตัวเอง หากครอบครัวสบาย เขาและดินจะได้หนีจากท้องทุ่งแห่งนี้ไปให้ไกลแสนไกล ไปใช้ชีวิตที่ไหนซักแห่งบนโลกที่สามารถใช้ชีวิตคู่ด้วยกันไปตราบนิรันดร์
ดินรู้ว่าธารรักเขามากมายเพียงใด แต่ในใจก็แอบหวั่นไม่ได้เพราะที่พระนครมีอะไรตื่นตาตื่นใจมากมาย รวมถึงผู้คนที่อาจจะมีรสนิยมเดียวกันกับเขาและธาร ที่อาจทำให้ใจของคนที่อยู่ตรงหน้าตอนนี้เปลี่ยนไปก็เป็นได้ ธารมองดินก็รู้ว่าดินคิดอะไร
“ถ้าเอ็งยังกลัว ไปสาบานต่อหน้าศาลเจ้าพ่อต้นไทรกันมั๊ย?”
“เจ้าพ่อต้นไทรศักดิ์สิทธิ์ จนไม่มีใครกล้าไปสาบาน เอ็งไม่กลัวเหรอ”
“จะกลัวทำไม ในเมื่อทั้งเอ็งและข้าไม่มีวันผิดคำสาบาน!”
น้ำเสียงของธารหนักแน่นเช่นเดียวกับสายตาที่มุ่งมั่นมองไปยังดินอย่างหนักแน่นในความรักของตน
แม้คำสัญญาสาบานจะน่ากลัวเพียงใดเขาก็ไม่กลัวเลยซักนิด เพราะไม่ว่าอะไรก็มิอาจพรากหัวใจของเขาไปจากชายที่อยู่ตรงหน้าได้
“รักอย่างสุดใจ สุดชีวิต แม้ตัวตายก็มิอาจพรากความรักอันเป็นนิรันดร”
--- จบบทที่ 4 ---