ตอน4:การตัดสินใจ

2315 Words
ดินยืนมองธารคุยกับมั่นอยู่เนิ่นนาน เมื่อเห็นธารปล่อยให้มั่นจับไหล่ถึงเนื้อถึงตัวดูใกล้ชิดก็อดไม่ได้ที่จะไม่พอใจ ดินเดินตรงดิ่งเข้ามาดึงธารออกมาพลางจ้องหน้ามั่นเขม็งไม่พอใจที่มาถึงเนื้อถึงตัวธารขนาดนี้ ธารตกใจที่จู่ ๆ ดินก็โผล่มา “ข้ามีเรื่องจะคุยกับเอ็ง” ดินพูดจบก็ดึงธารให้ไปด้วยกัน มั่นมองดินกับธารเดินออกไปก็ยิ้มเบา ๆ พอจะดูออกว่าสองคนนี้คงไม่ใช่เพื่อนกันธรรมดา ๆ “ไอ้นั่นมันเป็นใคร!?” ดินถามธารด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด สองคนยืนคุยกันอยู่ในป่าช้าหลังวัดเพราะกลัวว่าจะมีใครมาเห็น “พี่มั่น ลูกแม่บุญมี” “หึ!! คงสนิทสนมกันมากสินะถึงเรียกพี่ ซ้ำยังให้ถึงเนื้อถึงตัวขนาดนั้น” ดินพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดแกมน้อยใจ “ถ้าเอ็งจะมาพูดจาหาเรื่องข้า ค่อยมาคุยกันวันหลังก็แล้วกัน” ธารพูดจบก็จะเดินออกไปเพราะไม่อยากทะเลาะกับดินและตอนนี้ก็ไม่มีอารมณ์ที่จะอธิบายอะไร “เอ็งพูดกับข้าแบบนี้ได้ยังไง เอ็งยืนคุยกับไอ้หมอนั่นแถมให้มันจับเนื้อจับตัวจะให้ข้าคิดยังไง” “เอ็งไม่ควรคิดอะไรแบบนั้น ถ้าเอ็งเชื่อใจข้า” ธารเสียงดุทำเอาดินที่หงุดหงิดถึงกับต้องเย็นลง เพราะไม่บ่อยนักที่ธารจะเสียงดุแบบนี้ และมันก็จริงอย่างที่ธารพูด …ใช่!! เขาควรจะเชื่อใจธาร “ข้าขอโทษ ข้าแค่ไม่ชอบใจที่เห็นใครมาใกล้ชิดเอ็งแบบนั้น” ดินพูดเสียงอ่อย รู้ตัวว่าใช้อารมณ์มากเกินไป "คราวหลังเอ็งอย่าทำแบบนี้ก็แล้วกัน คนจะนึกสงสัยเอาได้” ดินพยักหน้ารับก่อนจะยื่นซองเงินที่ได้มาจากการเอาโฉนดบ้านไปจำนองให้ธาร ธารมองซองที่ดินยื่นมาให้สงสัยว่าอะไร “ข้าเอาเงินมาให้เอ็งไปรักษาพ่อ เอ็งจะได้ไม่ต้องไปคัดตัวทำงานที่บ้านเ**ก” ธารรับซองมาเปิดดูเห็นเงินปึกใหญ่ก็แปลกใจว่าดินไปเอาเงินมาจากไหนในเวลาไม่ทันข้ามวัน “เอ็งเอาเงินมาจากไหนมากมายขนาดนี้” “ข้าจะเอามาจากไหนก็ช่างเถอะ ถ้ามันจะทำให้เอ็งไม่ต้องจากข้าไป ข้ายอมทำทุกอย่างเพื่อเอ็ง” “เงินมากมายขนาดนี้ข้ารับไว้ไม่ได้หรอก” ธารเอาเงินใส่มือดินคืนไป “ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะไปคัดตัวกับแม่ซื้อ” ดินมองธารไม่อยากจะเชื่อว่าธารจะตัดสินใจแบบนี้ ธารเองรู้ดีว่าดินคงไม่พอใจแน่ ๆ “ถ้าเอ็งรักข้า เอ็งต้องรอข้า” “ข้าจะต้องรอเอ็งไปถึงเมื่อไหร่ แค่ข้าไม่ได้เจอเอ็งแค่ข้ามคืน ข้าก็คิดถึงใจแทบขาด ข้าทนไม่ได้แน่ เอ็งเอาเงินนี่ไปแล้วก็ไม่ต้องไปพระนคร” ดินพูดด้วยแววตาขอร้อง ธารทนสายตาที่บ่งบอกให้เห็นถึงความเสียใจของดินไม่ได้ ถึงกับต้องเบือนหน้าหนีเพราะกลัวว่าตัวเองจะใจอ่อน “ข้าตัดสินใจแล้ว” “ทำไมวะธาร ข้าแก้ปัญหาให้เอ็งแล้ว เอ็งต้องการเงินมารักษาพ่อ ข้าก็หามาให้แล้ว ทำไมเอ็งต้องไป” “เพราะข้าไม่อยากให้เอ็งลำบากไง ไม่รู้เมื่อไหร่พ่อข้าจะหาย ต้องใช้เงินอีกเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ข้าไม่อยากเป็นภาระให้เอ็ง” “เอ็งไม่ได้เป็นภาระของข้า เอ็งเป็นคนที่ข้ารัก ข้าต้องดูแลเอ็งไม่ว่าลำบากแค่ไหน ข้าก็ยอม” “แต่ข้าไม่ยอม ข้าทนไม่ได้ที่ต้องเห็นคนที่ข้ารักลำบาก ให้ข้าไปเถอะ ถ้าข้าเก็บเงินได้มากพอ ที่บ้านไม่ลำบาก เราก็จะมีเงินไปที่ไหนซักแห่ง ที่ไม่ต้องทำให้เราต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ แบบนี้” มั่นที่ยืนแอบดูสองคนคุยกันก็ยิ้มเบา ๆ และคิดว่าคนที่เหมาะกับการไปทำงานที่บ้านเ**กก็คงจะเป็นธารนี่แหละ ธารเดินกลับมาที่ศาลาวัดหน้าตาเคร่งเครียด นางเฟ้อกับน้ำรินรีบเดินเข้ามาหาธาร “ไอ้ธารเอ็งหายไปไหนมา ตอนนี้พ่อเอ็งอาการไม่ค่อยดี เอ็งกับน้ำรินต้องรีบไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้เลย เดี๋ยวข้าจะไปขอกู้เงินกับไอ้เลิศก่อน ถ้าเอ็งได้ไปทำงานที่บ้านเ**กแล้วค่อยเอาไปคืนเค้า” นางเฟ้อพูดจบก็รีบเดินออกไป... “เดี๋ยวแม่” “อะไรของเอ็งข้ากำลังรีบ” “แม่กับน้ำรินไปที่โรงพยาบาลก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าไปหาเงินมาให้เอง” “เอ็งจะไปเอามาจากไหน” “ข้ามีก็แล้วกัน” ธารพูดจบก็รีบเดินออกไปทันที ธารรู้ดีว่าการที่จะไปกู้เงินกับนายเลิศไม่ใช่เรื่องดีแน่จึงตัดสินใจกลับไปหาดินแทน ธารกำลังเดินเพื่อไปหาดิน จังหวะนั้นเองดินก็มายืนหน้าธารแล้วก็ยื่นซองเงินให้ ธารรู้สึกละอายใจเพราะเพิ่งปฏิเสธดินไปเมื่อครู่ แต่ก็จำใจรับซองเงินมาจากดิน “ข้าจะรีบหามาคืนเอ็ง” “เรื่องนั้นไว้ทีหลังเถอะ รีบเอาเงินนี่ไปช่วยพ่อเอ็งก่อน” “ขอบใจเอ็งมากนะ” ธารยิ้มให้ดินน้ำตาคลออยากจะกอดดินแทนคำขอบคุณแต่ก็ทำไม่ได้เพราะกลัวว่าคนจะมาเห็น “โชคดีที่ยังพอได้เงินมารักษาพ่อมึง” นางเฟ้อพูดขณะที่กำลังเดินเข้าบ้านมาหลังจากกลับจากโรงพยาบาล “แล้วนี่เอ็งเอาเงินมาจากไหนเหรอ?” “เพื่อนจ่ะ” “ใคร? เอ็งมีเพื่อนรวย ๆ แบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” นางเฟ้อถามขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ “บอกไปแม่ก็ไม่รู้จักหรอก” “เออ งั้นเอ็งก็ไปขอบใจเพื่อเอ็งแทนข้าด้วย ยังไงถ้าเอ็งคัดตัวไปทำงานที่บ้าเ**กได้ ก็ค่อยทำงานเอาเงินมาใช้เค้า ข้าไม่อยากเป็นหนี้ใครนาน” “แม่ ยังไงเราก็มีเงินพอที่จะรักษาพ่อแล้ว ข้าไม่ไปทำงานที่บ้านเ**กได้มั๊ย” “เอ็งไม่ไปแล้วจะเอาเงินที่ไหนมาใช้หนี้เพื่อนเอ็ง?” “เพื่อนข้าไม่รีบ ค่อยทยอยใช้ก็ได้” “เอ็งคิดว่าไอ้เงินที่ได้มา มันจะรักษาพ่อเอ็งได้ซักกี่น้ำ เงินเอ็งที่ยืมมาก็ต้องหาเงินใช้หนี้เค้า แล้วบ้านเราจะอยู่กันยังไงเงินทองไม่มีเหลือเก็บ ซักวันเถอะจะได้ไปนอนอยู่ข้างถนน” ธารได้ยินนางเฟ้อพูดก็หน้าเศร้า “ยังไงเอ็งก็ต้องไปคัดตัวกับแม่ซื้อไปทำงานที่บ้านเ**ก” นางเฟ้อมองธารอย่างจับผิดว่าธารมีอะไรกันแน่ถึงไม่อยากไปทำงานที่บ้านเจ๊ก ตกเย็นนางเฟ้ออยู่ในครัวทำอาหารเย็น มีน้ำรินเป็นลูกมือคอยหยิบจับทำโน่นทำนี่ “ไอ้ธารมันหายหัวไปไหนของมัน จวนจะค่ำมืดยังไม่กลับบ้านอีก” “ชั้นเห็นออกไปกับไอ้บื้อ สงสัยจะเอาไอ้บื้อไปกินหญ้าแถวริมคลองโน่นแหละแม่” “ทำไมเอาไปกินไกลนัก” “สงสัยจะไปดักปลาด้วยมั้งแม่ เห็นวันก่อนก็ได้ปลากลับมาไม่น้อยเลยนะแม่” น้ำรินพูดออกไปไม่ได้คิดอะไร ส่วนนางเฟ้อนึกสงสัยเพราะปกติธารไม่ใช่คนที่จะจับปลาเก่งขนาดที่ว่าจะได้ปลาเยอะอย่างวันก่อน ไอ้บื้อกินหญ้าอยู่แถวคันนาใกล้ชายคลอง ส่วนธารนั่งหน้าเศร้ากอดเข่าอยู่ที่ริมตลิ่งถอนหายใจเฮือกฮากไปมา เพราะไม่อยากไปคัดตัวกับแม่ซื้อ “พ่อเอ็งเป็นยังไงบ้าง” เสียงของดินดังขึ้นพร้อมกับนั่งลงข้าง ๆ ธาร ธารถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะซบลงตรงไหล่ของดิน “พ่อเอ็งยังไม่ดีขึ้นเหรอ” ดินถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง “ข้าต้องไปคัดตัวกับแม่ซื้อ” ธารบอกดินด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย ดินได้ยินที่ธารพูดก็หันตัวมาที่ธารจับไหล่ธารเอาไว้ มองหน้าธารอย่างไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น “แม่ข้ายืนยันว่ายังไงข้าก็ต้องไปคัดตัว” “ข้าให้เอ็งไปคัดตัวก็ได้” ธารมองหน้าดินว่าทำไมถึงยอมง่าย ๆ “แต่เอ็งไม่จำเป็นต้องชนะ” ดินยิ้มให้ธารอย่างเจ้าเล่ห์ให้ธารใช้แผนนี้เพื่อที่จะได้ไม่ต้องผิดใจกับนางเฟ้อ “ไม่ได้!!” ดินมองธารอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมธารถึงปฏิเสธแผนนี้ “ถ้าเงินที่ข้าให้ไปไม่พอ ข้าจะหามาให้อีก” ดินเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “แม่ข้าไม่ได้ต้องการเงินเพื่อประทังชีวิตไปวัน ๆ แต่แม่ข้าอยากมีฐานะที่มั่นคง ไม่ต้องมานั่งลุ้นว่าพรุ่งนี้ มะรืนนี้ เดือนนี้ ปีนี้ ปีหน้าจะมีกินหรือเปล่า ส่วนเอ็งยังมีแม่ต้องดูแล จะต้องมาดูแลบ้านข้าอีกเป็นภาระเอ็งเปล่า ๆ” “ข้าบอกแล้วไงว่าเอ็งไม่ใช่ภาระของข้า” ดินมองธารด้วยความรักที่มีอยู่เต็มเปี่ยมอ้อนวอนไม่อยากให้ธารต้องจากไปไหนไกล ดินยกมือกร้านขึ้นแตะที่หน้าอกข้างซ้ายของธาร “เอ็งคือหัวใจของข้า ขาดเอ็งไปข้าคงต้องตาย” ดินพูดกับธารเสียงเศร้า ธารยกมือขึ้นแตะที่หน้าอกของดิน “หัวใจของเอ็งก็เช่นกัน ถ้าข้าต้องห่างกับใจของตัวเอง ข้าก็คงเจ็บปวดทรมานไม่แพ้เอ็ง” “งั้นก็อย่าไป ข้าจะทำทุกวิถีทางเพื่อหาเงินมาให้แม่เอ็ง จะเหน็ดเหนื่อยแค่ไหนต่อให้ข้าตายข้าก็ยอม” ธารเอามือปิดปากธาร ส่ายหัวเบา ๆ เป็นเชิงปฏิเสธ “อย่าพูดแบบนี้ ข้าจะยอมให้เอ็งตายได้ยังไง ข้ารักเอ็ง ถ้าเอ็งรักข้า เอ็งอดทนเพื่อเราได้มั๊ย ถ้าข้าหาเงินได้มากพอ แม่ข้าไม่ต้องกังวลอะไรอีกแล้ว ถึงวันนั้นข้ากับเอ็งจะได้หนีไปจากที่นี่ ไปอยู่ด้วยกันสองคน ใช้ชีวิตที่อยากเป็น บอกให้โลกทั้งโลกรู้ว่าเรารักกันแค่ไหน” “ถึงวันนั้นข้าคงตายก่อน” ดินพูดเสียงเศร้า “เอ็งห้ามตาย นี่คือคำสั่ง!!” ธารพูดด้วยน้ำเสียงเข้มจริงจัง ธารเลื่อนมือไปจับใบหน้าของดินจ้องมองดินราวกับว่าจะไม่ได้เห็นใบหน้านี้อีก “อดทนเพื่อข้านะดิน ข้าจะกลับมา” “ข้ากลัว กลัวว่าเอ็งจะลืมข้า” “ข้าจะลืมหัวใจตัวเองได้ยังไง” ธารยิ้มให้ดินพลางเคลื่อนหน้าเข้าไปจูบดินเบา ๆ แล้วถอนออกมามองหน้าดินด้วยสายตาที่บ่งบอกถึงความรักอย่างสุดซึ้ง “รอยจูบของเอ็ง รสสวาทที่เอ็งมอบให้ข้ามันตราตรึงอยู่ในหัวใจและฝังลึกลงไปบนตัวข้า...ข้าไม่มีวันลืมว่าเอ็งเคยมอบความรัก ความสุขให้กับข้ามากขนาดไหน ไม่มีวัน...ที่ข้าจะลืมรอยจูบและรอยรักนี้ไปได้” ภาพแห่งความสุขฉายชัดอยู่ในความทรงจำของทั้งสองคน ไม่ว่าจะในสายน้ำที่สองคนว่ายน้ำด้วยกันดำผุดดำว่าย เคล้าคลอเคลียจูบดูดดื่มกายสัมผัสความพิสวาสของกันและกัน เสียงครวญคราญแห่งความสุขที่รับแรงกระแทกจากแก่นกาย ผลัดกันรุกผลัดกันรับ จากเพิงพักกลางนาท้ายทุ่ง หรือแม้แต่ในดงกล้วยข้างศาลเจ้าพ่อต้นไทร ทุกที่ในทุ่งบางกะปิแห่งนี้ล้วนเป็นที่ระเริงรักของดินและธาร ต้นไม้ทุกต้น ปลาทุกตัวในสายน้ำ แม้แต่ไอ้บื้อควายตัวโปรดก็นับว่า เป็นพยานรักของทั้งสองคนอย่างปฏิเสธไม่ได้ ธารมองหน้าดินอย่างเนิ่นนานใจไม่อยากจากไป แต่ก็ไม่อยากให้คนรักต้องลำบากเพราะตัวเอง หากครอบครัวสบาย เขาและดินจะได้หนีจากท้องทุ่งแห่งนี้ไปให้ไกลแสนไกล ไปใช้ชีวิตที่ไหนซักแห่งบนโลกที่สามารถใช้ชีวิตคู่ด้วยกันไปตราบนิรันดร์ ดินรู้ว่าธารรักเขามากมายเพียงใด แต่ในใจก็แอบหวั่นไม่ได้เพราะที่พระนครมีอะไรตื่นตาตื่นใจมากมาย รวมถึงผู้คนที่อาจจะมีรสนิยมเดียวกันกับเขาและธาร ที่อาจทำให้ใจของคนที่อยู่ตรงหน้าตอนนี้เปลี่ยนไปก็เป็นได้ ธารมองดินก็รู้ว่าดินคิดอะไร “ถ้าเอ็งยังกลัว ไปสาบานต่อหน้าศาลเจ้าพ่อต้นไทรกันมั๊ย?” “เจ้าพ่อต้นไทรศักดิ์สิทธิ์ จนไม่มีใครกล้าไปสาบาน เอ็งไม่กลัวเหรอ” “จะกลัวทำไม ในเมื่อทั้งเอ็งและข้าไม่มีวันผิดคำสาบาน!” น้ำเสียงของธารหนักแน่นเช่นเดียวกับสายตาที่มุ่งมั่นมองไปยังดินอย่างหนักแน่นในความรักของตน แม้คำสัญญาสาบานจะน่ากลัวเพียงใดเขาก็ไม่กลัวเลยซักนิด เพราะไม่ว่าอะไรก็มิอาจพรากหัวใจของเขาไปจากชายที่อยู่ตรงหน้าได้ “รักอย่างสุดใจ สุดชีวิต แม้ตัวตายก็มิอาจพรากความรักอันเป็นนิรันดร” --- จบบทที่ 4 ---
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD