เยาวราช... ยามพลบค่ำยังคงคึกคักไปด้วยแสงโคมแดงและเสียงตะโกนขายของ แต่ในมุมหนึ่งของย่านนั้น มีตรอกแคบ ๆ ซ่อนตัวอยู่หลังร้านทองริมถนน ธารและหนุ่ม ๆ ที่ถูกคัดเลือกมา เดินตามไอ้มั่นและแม่ซื้อเข้าไป ตรอกนั้นแคบจนต้องเดินเรียงเดียว เสียงผู้คนด้านนอกค่อย ๆ จางลง แทนที่ด้วยเสียงฝีเท้าของตัวเองที่ก้องอยู่ในตรอกแคบ
เมื่อเดินลัดเลาะผ่านตรอกแคบเข้าไปจนสุดทางก็พบกับ ประตูไม้สีแดงเลือดหมูที่สลักลวดลายจีนเอาไว้อย่างวิจิตร ที่นี่คือ “โรงน้ำชาหย่งฉิน” ดูไม่ต่างจากร้านน้ำชาเก่าแก่ทั่วไปในย่านนี้ โต๊ะไม้กลมจัดวางเป็นระเบียบ กลิ่นชาอู่หลงลอยกรุ่น พนักงานหญิงวัยกลางคนในชุดกี่เพ้าคอยชงชาเสิร์ฟลูกค้าประจำ... ทุกอย่างดูธรรมดา
แต่สำหรับคนบางคนที่รู้ทางเข้า... ประตูไม้บานเล็กข้างห้องครัวจะเปิดออก นำทางเข้าสู่ตรอกแคบ ๆ ด้านหลัง ธารและหนุ่ม ๆ ที่ถูกคัดเลือกมา เดินตามไอ้มั่นก้าวเข้าไปในตรอกหลังโรงน้ำชา ไม่ใช่ทุกคนจะเดินผ่านประตูนั้นได้ ต้องมี "ผู้พาเข้า" และได้รับ "อนุญาต" เท่านั้น
ทางเดินแคบมืดนั้นคือ ประตูสู่ “อีกโลก” เรือนจีนไม้สักสองชั้น ซ่อนตัวอยู่ภายในกำแพงสูง ล้อมด้วยระเบียงเดินได้รอบ ตรงกลางเป็นลานหินประดับกระถางบอนไซ ที่นี่คือ “บ้านเ**ก” ที่ใครลือกันว่ารับเฉพาะ “ชายหนุ่มรูปงาม” มาทำงาน จริง ๆ แล้วคือสถานที่ซึ่งเปลี่ยนชีวิตของเด็กหนุ่มไปตลอดกาล
ม่านผ้าไหมสีเลือดนกปลิวเบา ๆ ตามลมจากหน้าต่างชั้นสอง เสียงหัวเราะของชายหนุ่มลอดออกมา เคล้ากับเสียงพิณจีนที่บรรเลงคลอ ทุกอย่างดูสงบ... หรูหรา... และอันตราย
ประตูเปิดช้า ๆ ... เผยให้เห็นโลกอีกใบ ธารก้าวผ่านประตูเข้าไป กลิ่นกำยานจาง ๆ ลอยแตะปลายจมูก เสียงเพลงพิณจีนบรรเลงเบาคลอ แสงตะเกียงแดงที่ห้อยเรียงรายอยู่ริมเฉลียงส่องไหว เหมือนดวงตานับร้อยคู่ที่กำลังจ้องมองเขาอยู่เงียบ ๆ
พื้นบ้านขัดมันเป็นเงา ภายในตกแต่งด้วยผ้าม่านโปร่งสีแดงหม่นประดับพู่ห้อย ราวกับฉากโรงงิ้วที่ถูกดัดแปลงให้กลายเป็นห้องรับแขกของคนชั้นสูง มีสายตาของคนลอดออกมาจากชั้นบน ไม่เห็นหน้า แต่ชวนขนลุก
ธารเงยหน้าขึ้นมอง ก็พานพบกับดวงตาคู่หนึ่งที่มองลงมาจากชั้นบนของตัวบ้านผ่านผ้าม่านสีเลือดนก ดวงตาคู่นั้นซ่อนอยู่หลัง “หน้ากากสีแดงสด” ที่ปิดหน้าไว้เพียงครึ่ง แววตา... นิ่ง แฝงความลึกลับเอาไว้
“อยู่ที่นี่...ไม่ต้องถามอะไรทั้งนั้น แค่ทำตามที่บอก”
ไอ้มั่นพูดเพียงสั้น ๆ ขณะพาทุกคนเข้าไปในห้องพักเล็ก ๆ ด้านหลังตึกใหญ่ที่เดินผ่านมาเมื่อครู่
ห้องนอนรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า คับแคบแต่จัดแต่งอย่างประณีต ผนังกรุด้วยไม้ทาสีแดงหม่น บนผนังมีโคมไฟกระจกฝังลวดลายมังกรจีนติดอยู่ เตียงไม้สักแคบ ๆ สามเตียงวางเรียงขนานกัน ฝั่งปลายเตียงมีโต๊ะวางอ่างล้างหน้าเล็ก ๆ และตู้เสื้อผ้าไม้ที่ใช้ร่วมกัน ผ้าม่านบางสีเลือดนกกั้นเตียงแต่ละเตียงไว้ลวก ๆ พอให้รู้ว่า คนในนั้นมีพื้นที่ส่วนตัว...แต่ไม่มีความเป็นส่วนตัวจริง ๆ
ธารวางกระเป๋าผ้าลงข้างเตียง ก่อนจะทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างหมดเรี่ยวแรง ไม่ใช่แรงกายแต่เป็นแรงใจ แม้ภายนอกดูเงียบสงบ แต่ธารกลับรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ด้วยสายตาของเพื่อนร่วมห้อง แต่จาก "ใครบางคน" ที่มองอยู่จากที่มืด...
เสียงเพลงพิณจีนยังคงบรรเลงแผ่วเคล้ากับกลิ่นกำยานที่ลอยอ้อยอิ่งในห้องโถงชั้นบน ชายผู้ซ่อนตัวอยู่หลังผ้าม่านสีเลือดนกยังคงมองลงไป แววตาไม่กะพริบ เขาขยับริมฝีปากเอ่ยเบา ๆ
“ไอ้หนุ่มนั่น...น่าสนใจ อย่าเพิ่งให้ใคร”
เสียงพูดแผ่วเบาแต่เจือความเด็ดขาดแววตาภายใต้หน้ากากสีแดงเข้ม... เต็มไปด้วยความหื่นกระหายและแรงปรารถนาที่ซ่อนลึก แม่ซื้อยืนอยู่ข้าง ๆ ยิ้มรับอย่างพอใจ สินค้ารายใหม่กำลังจะเป็นที่ต้องการ
“มีอีกหลายคนที่จับจองมันไว้ อั๊วอาจจะต้องเปิดประมูล”
แม่ซื้อเธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงลื่นไหลของพ่อค้าผู้ช่ำชองการค้าเจรจรต่อรองให้ได้ผลกำไรมากเท่าที่จะมากได้ แต่คนที่ยืนอยู่ในเงามืดกลับหัวเราะเบา ๆ อย่างไม่สะทกสะท้าน
“แกก็รู้... ไม่มีใครเคยชนะชั้น”
เจ้าของประโยคพูดด้วยความมั่นใจ เขาคือ...เจ้าสัวน้อยแห่งเยาวราช ลูกค้าประจำของโรงน้ำชาหย่งฉิน ไม่มีใครรู้ชื่อจริงของเขา ไม่มีใครเคยเห็นหน้าเต็ม ๆ และไม่มีใครกล้าทำให้เขาไม่พอใจ ที่นี่ทุกคนรู้จักเขาในนาม... “คุณชายแดง” ชายลึกลับผู้สวมหน้ากากสีแดงเข้มตลอดเวลา แต่เบื้องหลังฉายา...ชื่อจริงของเขาคือ “หงเซี่ยน” เจ้าสัวน้อยรูปงาม ลูกชายสุดรักสุดหวงของ “เจ้าสัวตงเฉิน” บุคคลผู้ร่ำรวยและทรงอิทธิพลที่สุดในย่านนี้
เช้าวันต่อมา...ทุกคนถูกปลุกให้ไปยังสถานที่เรียนรู้งาน เด็กหนุ่มสามคนรวมทั้งธารถูกไล่เดินเรียงแถวลงบันไดแคบ ๆ ที่ซ่อนอยู่หลังกำแพงไม้ในห้องเก็บของ ธารเดินตามหลังไอ้มั่นลงไปในความมืดแบบไม่รู้ปลายทาง
บรรยากาศเย็นเยียบ กลิ่นอับของไม้เก่าผสมกลิ่นหอมของดอกกระดังงาแห้ง คลุ้งอยู่ในอากาศ เมื่อสุดทางบันได บานประตูเหล็กบานใหญ่ก็ถูกผลักออก ด้านในคือ “ห้องโถงลับ” พื้นปูด้วยเสื่อทอมือ ผ้าม่านสีแดงเข้มคลุมฝาผนังรอบห้อง มีโซฟาหนังสีดำเรียงอยู่ครึ่งวงกลม ตรงกลางวางโต๊ะไม้เตี้ยที่มีวัตถุประหลาดวางเรียงอยู่ น้ำมันหล่อลื่น เชือกผ้า ปลอกมือ และอุปกรณ์ที่เด็กหนุ่มบางคนไม่เคยเห็นมาก่อน
“ยืนเรียงกัน!”
เสียงห้วนของไอ้มั่นดังขึ้น ธารกับเด็กใหม่อีกสองคนรีบยืนเข้าแถวโดยไม่ทันตั้งตัว ชายร่างล่ำสวมเสื้อกล้าม เดินเข้ามาพร้อมแส้หนังเส้นยาวพาดบ่า รอยสักภาพวาดจีนเต็มแขนขยับตามจังหวะกล้ามเนื้อใต้ผิว เขาหยุดยืนต่อหน้าพวกเด็กใหม่ ดวงตานิ่ง เย็นชา และปราศจากความเห็นใจ
“พี่เค้าคือครูฝึกที่จะสอนงานให้พวกเอ็ง ไม่ต้องถาม... แค่ทำตาม”
มั่นพูดสั้น ๆ ก่อนเดินไปนั่งที่มุมห้อง เขาหยิบยาเส้นขึ้นมาสูบ พ่นควันออกจากปากช้า ๆ แววตาว่างเปล่า เหมือนคนที่เคยเห็นเรื่องพวกนี้มานับครั้งไม่ถ้วน จนไร้ความรู้สึก
“ถอดเสื้อผ้าออกให้หมด”
คำสั่งจากครูฝึกทำให้ทุกคนชะงัก ธารหันมองหน้าเพื่อนอีกสองคน ดวงตาเต็มไปด้วยความงุนงงปนหวาดระแวง
“กูสั่งให้ถอด!”
เสียงตะคอกดังขึ้นอีกครั้ง ครูฝึกอีกคนเดินเข้ามา เสียงรองเท้ากระทบพื้นดังหนักเหมือนย้ำอำนาจในทุกย่างก้าว ธารขยับตัวถอยช้า ๆ ทันใดนั้นเสียง โครม! ดังลั่น เด็กหนุ่มคนหนึ่งโดนกระบองฟาดเต็มใบหน้า ล้มฟุบลงกับพื้น เลือดซึมจากมุมปาก
“กูบอกให้ถอด ไม่เข้าใจรึไง!” ครูฝึกกระชากตัวไอ้บุญขึ้นมาอย่างไม่ปรานี แล้วลงมือฉีกเสื้อผ้าออกจากตัวเด็กหนุ่ม
“อย่า...” เสียงห้ามของไอ้บุญเบาราวลมหายใจ เขานอนตัวสั่น เปลือยเปล่าท่ามกลางสายตาตกตะลึงของธารและไอ้ทิว เด็กหนุ่มผู้ถูกเลือกด้วยความฝันจะมีอนาคตที่ดีในพระนคร แต่มันอาจไม่ใช่อย่างที่เขาคิด
“ถ้าไม่อยากเจ็บตัวก็ทำตามที่ข้าสั่ง มาถึงนี่แล้ว เอ็งไม่รอดหรอก ตั้งใจเรียนรู้ซะ”
“มันงานอะไรกันแน่...”
ธารถามเสียงขุ่น กลั้นอารมณ์ไม่อยู่ ครูฝึกหันขวับมามอง เขารู้ดีว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าคือ “ของแพง” ที่ใครหลายคนจับจ้อง ทำรุนแรงไม่ได้...เขายิ้มมุมปาก แล้วเอื้อมมือมาไล้นิ้วช้า ๆ บนแก้มของธาร ธารปัดมือออกทันที ครูฝึกหัวเราะเบา ๆ อย่างคุ้นชินกับความดื้อของเด็กใหม่
“งานของพวกเอ็ง... ก็คือ ขายตัว!” ประโยคนั้นเหมือนเสียงระฆังที่ทุบความหวังแตกกระจาย
“แต่นี่มันไม่ใช่ซ่องแบบที่เอ็งคิด” เสียงของครูฝึกเรียบเย็น
“ที่นี่ไม่ต้อนรับผู้หญิง คนที่มา... มันเป็นพวกชายรักชาย” เขาเว้นวรรคสั้น ๆ ให้ความเงียบอึดอัดแทรกตัวเข้ามา ก่อนจะทิ้งประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“พวกเอ็งต้องเรียนรู้วิธีดูแลพวกมัน... ให้ดี”
ไอ้ทิวเด็กหนุ่มอีกคนสะดุ้งเฮือก ก่อนหมุนตัววิ่งหนีไปทางประตูทันที แต่ยังไม่ทันถึง ร่างเขาก็ถูกคว้าไว้โดยครูฝึกอีกคน แล้วเหวี่ยงกลับกลางห้อง เสียงแส้ฟาดลงบนเนื้อเปล่า เพี้ยะ! เพี้ยะ! ร่างบาง ๆ ของทิวช้ำระบมในเวลาไม่กี่อึดใจ เสื้อผ้าถูกฉีกกระชากหลุดออกจนเปลือยเปล่า เสียงร้องของเขาดังลั่น... แล้วเงียบไปในที่สุด
ธารมองภาพทั้งหมดนั้นนิ่ง เสียงหวีดร้องของไอ้ทิวยังดังก้องอยู่ในหู มือเขากำแน่น จนเล็บจิกเข้าฝ่ามือ หัวใจเต้นช้าและหนักราวกับจะดับลงกลางห้องนี้
ณ วินาทีนั้น...ใบหน้าของไอ้ดินก็ผุดขึ้นมา ดวงตาซื่อ ๆ ที่เคยยิ้มให้ เสียงหัวเราะในทุ่งนา คำสัญญาต่อหน้าศาลเจ้าพ่อต้นไทร
“ไอ้ดิน... เอ็งอยู่ไหน ช่วยข้าที...”
เสียงโหยหาก้องอยู่ในหัวใจ...
เสียงที่ไม่มีใครได้ยิน นอกจากตัวเอง...
---จบบทที่ 8---