ณ.ทุ่งบางกะปิ เสียงโหวกเหวกของนายเลิศดังลั่นหน้าบ้านของดิน
“ลูกมึงเอาโฉนดที่ดินมาจำนองกับกู ครบสามเดือนแล้ว มึงต้องไสหัวออกไปจากที่นี่!”
“กูไม่เชื่อ!”
นางทิพย์แย่งสัญญามาดู พอเห็นชื่อดินในกระดาษจริง มือก็สั่น น้ำตารื้น
“ไม่จริง... ไม่จริง”
“ไม่เชื่อก็ถามลูกชายมึงนั่น มันมานั่นแล้ว!”
ดินเพิ่งกลับจากทำนา ยังไม่ทันตั้งตัว นางทิพย์ก็ปรี่เข้าไปหา
“ไอ้ดิน! เอ็งเอาที่ดินไปจำนองจริงเหรอ?”
ดินนิ่ง ไม่ทันได้ตอบ นางทิพย์ตะโกนเสียงสั่น
“มึงเคยบอกกูว่าจะไม่ขาย! มึงจะให้กูไปนอนวัดหรือไงฮะ!?”
“ใจเย็น ๆ นะแม่ เหลือเวลาอีกตั้งหลายเดือน หน้านานี้ขายข้าวหมดเอาเงินมาไถ่ก็ได้แล้ว”
“มันครบกำหนดแล้ว! มันมาไล่เราออกจากบ้านแล้วโว้ย!!”
ดินคว้าสัญญามาดู พอเห็นรายละเอียดก็เข้าใจทันที เขาโดนหลอก! เขาพุ่งเข้าไปจะชกนายเลิศ แต่ลูกน้องนายเลิศพุ่งเข้ามากันไว้ทัน ดินถูกจับกดนั่งกับพื้น ดิ้นจนสุดแรง
“มึงไอ้ขี้โกง!!”
“ปล่อยลูกกู!!”
นางทิพย์แม้จะโกรธลูกแต่ก็ยังเป็นแม่ เธอก้าวเข้ามาจะตีหัวลูกน้องของนายเลิศแต่โดนผลักล้มกลิ้งไปกองกับพื้น
“แม่!!” ดินร้องลั่นจะลุกไปช่วยแม่ แต่แรงยังสู้ไม่ได้
“มึงต้องย้ายออกภายในสามวัน ไม่งั้นกูจะแจ้งจับข้อหาบุกรุก!” นายเลิศยิ้มเยาะก่อนเดินจากไป
ยามเย็น…ดินนั่งหน้าเครียดอยู่ที่แคร่หน้าบ้าน นางทิพย์มานั่งข้าง ๆ
“ชั้นขอโทษนะแม่...ชั้นมันโง่ มันหลอกว่าภายในหนึ่งปีจะให้ไถ่คืนได้ แต่แม่...มันโกงชั้น”
นางทิพย์เงียบไป ก่อนพูดเสียงเรียบ
“เอ็งเอาเงินไปทำอะไร?”
ดินนิ่ง...ไม่รู้จะตอบยังไง เขาเอาเงินทั้งหมดไปช่วยพ่อของธาร แต่จะอธิบายไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา เงียบเสียดีกว่าที่จะต้องพูดอะไรออกไป
“ไม่อยากบอกก็ไม่ต้องบอก กูจะได้ไปเก็บเสื้อผ้าไปนอน ศาลาวัดให้มันรู้แล้วรู้รอด” นางทิพย์ลุกเดินกลับเข้าบ้าน ทิ้งดินไว้กับความอับจนในใจ
ร้านนายเลิศ วันต่อมา...
“ชั้นมาไถ่โฉนดให้แม่ทิพย์” จันทร์ยื่นซองเงินตรงหน้านายเลิศ
“พ่อเอ็งรู้มั้ย ว่าเอ็งเอาเงินมาไถ่ที่ไร้ราคาแบบนี้?” นายเลิศเปิดซองนับ ยิ้มเยาะ
“ถ้าไร้ราคา ลุงคงไม่หาทางโกงเอาไปหรอก” เมื่อถูกย้อนตรง ๆ นายเลิศก็หน้าเจื่อน
“ถ้าจะเอาคืน จ่ายมาอีกเท่าหนึ่ง”
จันทร์มองนายเลิศอย่างเหนื่อยใจเพราะรู้ดีว่าคนขี้โกงอย่างนายเลิศต้องมาไม้นี้ แต่ไม่คิดว่าจะเรียกเยอะขนาดนี้ จันทร์ถอดสร้อยทองเส้นโตวางลง
“เอาไปก่อน วันพรุ่งชั้นจะเอาเงินมาให้”
วันถัดมา...
“ไม่ต้องย้ายแล้วนะพี่ดิน ชั้นไถ่ที่คืนให้แล้ว”
จันทร์พูดพร้อมกับเดินเข้ามาหาดินที่นั่งหน้าเครียดอยู่ริมทุ่ง ดินมองกระดาษในมือจันทร์ รู้สึกอับอายที่ต้องให้ผู้หญิงมาไถ่ที่ให้
“เอ็งไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้...”
“ถ้าชั้นไม่ทำ แล้วพี่จะไปอยู่ไหน? จะให้แม่พี่ไปนอนศาลาวัดเหรอ” ดินเงียบ ถอนหายใจ จันทร์ยัดโฉนดใส่มือเขา
“ชั้นรักพี่นะ พี่ดิน ชั้นทำได้ทุกอย่างเพื่อพี่”
“พี่ขอบใจเอ็ง พี่จะหาเงินคืนให้ภายในหนึ่งปี”
น้ำเสียงของดินทำให้จันทร์รู้ว่าเขาไม่ยอมรับความช่วยเหลือของเธอ จันทร์นิ่งไป น้ำตาคลอ
“แล้วถ้าชั้นบอกว่าไม่ล่ะ?” แววตาของจันทร์แข็งกร้าวขึ้นอยากรู้นักว่าดินยังจะปฏิเสธอีกหรือเปล่า
“งั้นเอาโฉนดไป พี่จะพาแม่ไปอยู่พระนคร อย่างน้อยที่นั่นยังมีงานให้ทำ”
“พี่รังเกียจชั้นมากขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“พี่ไม่ได้รังเกียจ...แต่พี่ไม่ได้รักเอ็งแบบนั้น”
คำพูดนั้นปักกลางใจ จันทร์กัดฟันกลั้นน้ำตา ในใจทั้งเสียใจและน้อยใจ ที่ดินไม่คิดจะเห็นใจเปิดใจรักเธอบ้างเลยซักนิด หัวใจเธอร้อนเหมือนไฟ ราวกับจะเผาทุกความรู้สึกอ่อนหวานให้มอดไหม้
เธอไม่เคยอ้อนวอนใครขนาดนี้มาก่อน แต่วันนี้...เธอกลับแพ้ แพ้ให้กับผู้ชายที่ไม่เคยหันมามองเธอด้วยสายตารักใคร่ แพ้ให้กับความรักที่เธอไม่อาจควบคุม ดวงตาของจันทร์แข็งกร้าว น้ำตาถูกกลืนลงคอ
“ได้! ถ้าภายในหนึ่งปีพี่ยังหาเงินมาไม่ได้ ชั้นจะขายที่คืนให้ลุงเลิศ แต่แม่พี่ต้องอยู่ที่นี่ เป็นตัวประกันว่าพี่จะไม่ผิดสัญญา!”
คำพูดสุดท้ายของเธอปิดกั้นความเจ็บไว้ในใจไม่อยากให้ใครเห็น
เช้าตรู่ ที่ท่าน้ำ สายลมอ่อนพัดผ่านผิวน้ำ เกิดระลอกเบา ๆ ที่สะท้อนเงาเรือจ้างจอดนิ่งอยู่ริมท่าน้ำ หมอกบางคลุมท้องน้ำไว้ราวม่านแห่งความไม่แน่นอน เสียงนกแซ่ซ้องเป็นระยะ ราวกับขับกล่อมลาทั้งคู่ในยามเช้า
ดินย่อตัวลงก้มกราบที่เท้าของนางทิพย์ มือของแม่ลูบศีรษะเขาเบา ๆ ไม่พูดคำใด แต่หัวใจส่งถึงกันหมด นางทิพย์กลั้นน้ำตาไม่ไหว โอบกอดลูกชายแน่น
“รักษาตัวดี ๆ นะลูก แล้วส่งข่าวมาหาแม่บ้าง”
บรรยากาศเงียบจนได้ยินเสียงน้ำกระทบไม้ของโป๊ะเรือ ดินลุกขึ้นยืน สบตาแม่ครั้งสุดท้าย แล้วก้าวขึ้นเรือ...เสียงพายจ้วงน้ำดังแผ่วเบา เรือจ้างค่อย ๆ ล่องออกจากท่า
“ไอ้ธาร...เอ็งจะเป็นยังไงบ้าง ข้าคิดถึงเอ็งสุดหัวใจ...”
ดินพึมพำเบา ๆ กับสายน้ำ เสียงหัวเราะของธารลอยมากับสายลม ภาพหนึ่งผุดขึ้นในใจ...ภาพของเด็กหนุ่มสองคนในวัยยังเยาว์
ใต้ต้นไม้ใหญ่กลางทุ่งบางกะปิ ดินกับธารนอนเอนหลังแนบหญ้าแห้ง แสงแดดลอดผ่านใบไม้แผ่วเบา เสียงธารหัวเราะกลั้วลม
“เอ็งอย่าทิ้งข้านะ ไอ้ดิน”
“ข้าไม่ไปไหนหรอก”
มือของธารยื่นมากุมมือของดินไว้อย่างแน่น สัมผัสนั้นยังอุ่นอยู่ในความทรงจำ การเดินทางครั้งนี้...ไม่ใช่แค่เพื่อใช้หนี้ แต่เพื่อไปตามหาหัวใจ อย่างน้อยในความทุกข์และมืดมน ก็ยังมีใครบางคนรอเป็นความสว่างอยู่ที่ปลายทาง
พระนคร...
กลิ่นควันจากปล่องรถรางลอยปะปนกับกลิ่นข้าวแกงจากปากตรอก เสียงล้อเกวียน เสียงแตรรถ เสียงหัวเราะของเด็กวิ่งเปลือยครึ่งตัวริมฟุตบาท ทุกอย่างผสานกันเป็นเสียงของเมือง...
ดินยืนนิ่งอยู่ข้างถนน ดวงตาสอดส่ายไปทรอบตัวอย่างคนไม่รู้ว่าจะไปทางไหนดี ตึกแถวสีหม่นปลูกเรียงรายต่างจากท้องนาที่มันเคยเห็น
"นี่เหรอวะ…พระนคร"
เขาพึมพำกับตัวเองไม่คิดไม่ฝันว่า พระนครมันจะเจริญหูเจริญตาแบบนี้ แต่สีหน้าของเขาเริ่มตึงเครียดไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดี
“แม่ซื้อเค้ามาคัดตัวพวกคนหนุ่มไปทำงานอยู่ บ้านเ**กอยู่แถวเยาวราช” เสียงของชาวบ้านที่คุยกันเรื่องแม่ซื้อผุดขึ้นในความทรงจำ
“เยาวราช? อยู่ที่ไหนวะ”
สีหน้าของดินครุ่นคิดหันซ้ายหันขวาไปเจอสามล้อรับจ้างจึงเดินเข้าไปถาม
“พี่ชาย รู้จักเยาวราชมั้ยจ๊ะ”
“บาทนึง”
ดินตกใจกับค่าจ้างสามล้อ
“บาทนึงชั้นไม่มีหรอกพี่ พอจะบอกทางให้เดินไปได้มั้ย?”
“ไม่จ้างก็หาทางไปเองแล้วกัน…”
ดินสูดลมหายใจลึก หันกลับไปมองถนนอีกครั้ง แล้วจึงตัดสินใจเดิน มุ่งหน้าไปเยาวราช แม้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันอยู่ตรงไหน
โรงน้ำชาหย่งฉิน...
ภายในห้องรับรองคุณชายแดงนั่งอยู่ที่โต๊ะเปลือยท่อนบน ใบหน้ายังคงสวมหน้ากากแดงไว้
“เธออยากออกไปข้างนอกบ้างมั๊ย”
“ผมไปไม่ได้ถ้าไม่ได้รับอนุญาต”
คุณชายแดงหัวเราะเบา ๆ กับท่าทีที่ดูซื่อ ๆ ของธาร ธารพูดพลางรินชาจีนร้อนให้คุณชายแดงอย่างประณีต
“ชานี่แม่ซื้อเอามาจากเมืองจีน เห็นว่าผสมสมุนไพรบำรุงกำลัง”
ธารพูดพลางรินชาจีนร้อนให้คุณชายแดงอย่างประณีต เขาไม่สนว่าจะได้ไปเที่ยวที่ไหน เขาสนใจแค่เมื่อไหร่จะได้กลับไปที่ทุ่งบางกะปิ...ไปหาคนรัก
“เธอไม่คิดหนีบ้างเลยเหรอ” คุณชายแดงพูดพลางจิบชาร้อนที่ธารรินให้
“ไม่ครับ หนีไปก็ไม่พ้นอยู่ดี แถมคนที่บ้านยังต้องเดือดร้อนอีก”
“แต่ถ้าหนีพ้น เธอก็จะไป” คุณชายพูดขึ้นอย่างรู้ทัน
“ไม่มีใครชอบการถูกกักขัง”
“วันนี้ชั้นจะให้เธอเป็นอิสระ...”
ธารมองคุณชายอย่างแปลกใจ
“ไปชมพระนครกับชั้น”
คุณชายพูดพลางยิ้มบางให้ธาร สายตานั้นดูเป็นมิตร จริงใจ และอ่อนโยนกว่าครั้งไหน
เย็นมากแล้ว... ดินเดินถามผู้คนถึงทางที่จะมายังเยาวราช และตอนนี้เบื้องหน้าของเขาคือถนนสายยาวที่มีตัวอักษรจีนเต็มไปหมด สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงเบียดเสียดกันไม่เว้นช่องไฟ ป้ายไม้สลักอักษรจีนแขวนเรียงรายเหนือศีรษะ
คนเดินสวมเสื้อผ้าแพรและเสื้อกุยเฮงปะปนกับชาวบ้านในเสื้อผ้าฝ้าย เด็กเร่ขายขนมหวานและหนังสือพิมพ์ส่งเสียงเจื้อยแจ้วแข่งกับเสียงตีเหล็ก เสียงเคาะกระทะจากร้านบะหมี่ริมทางลอยคลุ้งผสมกลิ่นน้ำมันงาและเครื่องเทศ
สามล้อถีบขับสวนกันไปมา เสียงกระดิ่งจากจักรยานแว่วจากตรอกด้านใน ข้างทางมีโรงน้ำชาเปิดไฟสว่าง แม้พระอาทิตย์กำลังลับขอบตึกแต่ชีวิตที่นี่กลับเหมือนเพิ่งเริ่มต้น
“ที่นี่สินะ เยาวราช”
ดินสูดหายใจลึก ยิ้มออกมาเบา ๆ ความหวังที่จะได้เจอคนรัก...อยู่เบื้องหน้าแล้ว
---จบบทที่ 14---