“ที่นี่...ไม่มีใครเกิดมาอยากเป็นชายขายบริการ แต่เมื่อเป็นแล้วก็ต้องอยู่ให้ได้ นั่นคือทางรอด”
เสียงไอ้มั่นพูดขึ้นเบา ๆ ขณะทำแผลให้ธาร...ตรงนั้น แก่นกายที่ถูกแม่ซื้อกรีดด้วยใบมีดโกน
“อ๊ากกกกกกกกกกก!!”
เสียงของธารตะโกนลั่นทันทีที่คมของใบมีดกรีดลงบนแก่นกาย เลือดไหลเป็นทางยาว แม้จะแค่เป็นการกรีดเพื่อเตือน แต่มันก็สร้างความเจ็บอย่างมาก
มั่นมองธารที่นอนแผ่อยู่ในมุมมืดของห้องใต้ดิน สีหน้าธารซีดเซียวไม่เหลือเรี่ยวแรงแม้แต่จะหายใจ
“อย่างน้อย...การยังมีชีวิตอยู่ ก็ยังทำให้เอ็งได้มีโอกาสเจอคนที่รักอีกครั้งนะ”
ธารเงียบ...เขาร้องไห้จนแห้งผาก ไม่มีเสียงสะอื้น ไม่มีคราบน้ำตา เหลือเพียงร่างกายที่ยอมจำนนต่อความจริง... ชายขายบริการ สิ่งที่เขาไม่เคยอยากเป็น...แต่ต้องยอมรับ
“ข้าแต่เจ้าพ่อศาลต้นไทร...ช่วยข้าด้วย ข้าขอสาบาน...ใจข้าจะซื่อสัตย์ต่อไอ้ดินเพียงผู้เดียว ถึงแม้กายนี้จะถูกพรากไป”
เสียงอธิษฐานของธารแผ่วเบา...เจือความหวังว่าปาฏิหาริย์จะยังพอมี ให้เขาได้รอดพ้น...จากตราบาปที่กำลังจะเกิด...
“ชายขายบริการ...ไม่ใช่แค่การร่วมรัก แต่เป็นการใช่เรือนร่างให้คนประทับใจ การเดิน การยิ้ม การมอง นั่นแหละคือเสน่ห์ที่มัดใจคน”
แม่ซื้อกล่าวขณะยืนมองธารฝึกยิ้ม ฝึกก้าวเดิน ฝึกการเหลือบตามองอย่างเชื้อเชิญ ทุกคนต้องผ่านการฝึก ฝึกจนสายตาเพียงวูบเดียว ก็ทำให้ผู้ชายอยากครอบครอง
“ผิวพรรณต้องเนียนเกลี้ยง กลิ่นกายต้องหอมอยู่เสมอ ร่างกายต้องสะอาดไร้ที่ติ”
ธารเปลือยกายแช่อยู่ในอ่างสมุนไพร ครูฝึกช่วยกันขัดผิวจนผิวเนียนใสกว่าที่เคย เรือนกายเขาเต็มไปด้วยเสน่ห์ในแบบไม่ตั้งใจ กล้ามเนื้อพอดีไม่มากไม่น้อย และที่สำคัญความแข็งแรงของแก่นกายที่จะทำให้มันแข็งตัวดีและรวดเร็วขึ้น เพิ่มความทนทานในการเล่นสวาท
กลิ่นสมุนไพรอบอวล ขิงแก่ ข่าแก่ ไพลถูกตำรวมกับกระชายดำ น้ำมันใสที่ได้ถูกกรองลงในขวดดินเผา ก่อนแม่ซื้อจะหยดอบเชยกับกานพลูลงไป กลิ่นหอมร้อนแทรกซึมจนชวนให้หัวใจเต้นแรง
“น้ำมันสมุนไพรบำรุงชำเรา ตำรับนี้… เป็นทั้งยาและไฟ” เสียงแหบพร่าของแม่ซื้อพร่ำบอก
“หากใครได้ลองนวดด้วยน้ำมันนี้ เลือดลมในกายจะถูกปลุกจนพวยพุ่ง”
แม่ซื้อชโลมน้ำมันลงบนฝ่ามือ นิ้วเรียวยาวถูวนช้า ๆ จนเกิดความร้อน ก่อนจะเคลื่อนสัมผัสไปตามแก่นกายของธารที่นอนแผ่อยู่บนเตียง ทุกจังหวะการนวด จากโคนขึ้นไปถึงปลาย ความอุ่นร้อนของสมุนไพรผสานกับความนุ่มของสัมผัส ทำให้กายที่นิ่งเฉยค่อย ๆ ตอบสนอง ความรู้สึกซ่านแล่นพล่านจากปลายประสาทสู่ส่วนลึกของแก่นกาย ไม่ใช่เพียงการนวดเพื่อบำรุงกำลัง แต่คือการจุดไฟที่แฝงไว้ด้วยความปรารถนาที่ไม่อาจเก็บงำ
แม่ซื้อยิ้มบางรู้ดีว่า ศาสตร์แห่งเรือนร่างนี้ ไม่ได้มีไว้เพื่อบำรุงกายเท่านั้น หากแต่เป็นบทเรียนของไฟราคะ ที่ผูกพันจิตวิญญาณของผู้รับและผู้ให้เข้าหากันอย่างมิอาจถอนตัว
กลิ่นหอมจากอบเชย กานพลู เพื่อเร้าอารมณ์ทำให้รู้สึกถึงความหอมกรุ่นกลิ่นราคะ ความร้อนแผ่วผสมกับสัมผัสเนื้อกายที่ทำให้ไฟในอกลุกพรึ่บ เป็นทั้ง ศาสตร์บำบัด และ ศาสตร์แห่งความเสน่หา
แม่ซื้อพึงพอใจเมื่อเห็นแก่นกายของธารถูกปลุก ขนาดของมันเพิ่มขึ้นจากที่เคยเป็น มังกรตัวน้อย ๆ ที่เคยดื้อดึงตอนนี้มันผงาดพร้อมสู้ ธารกำมือแน่น เมื่อแก่นกายถูกปลุก เขาพยายามที่จะระงับความอยากภายในเอาไว้ เขายังไม่พร้อมมีใครในตอนนี้ เขาได้แต่หลับตาสะกดมันเอาไว้ แต่ยิ่งห้ามแก่นกายของเขาก็ยิ่งแสดงความอยากออกมา ในที่สุดฤทธิ์ของน้ำมันชำเราก็ทำให้มังกรของเขาพ่นน้ำออกมาโดยไม่ตั้งใจ
“ไอ้หนุ่มคนนี้...จะเป็นดาวเด่นแห่งโรงน้ำชาหย่งฉินตัวเงิน ตัวทองที่เรียกลูกค้าให้กับบ้านเ**กได้ไม่หยุด!”
ธารรับรู้ดีว่าเขาไม่มีทางเลือกแต่เขาต้องรอด และถ้ายิ่งหาเงินคืนแม่ซื้อได้เร็วเท่าไหร่ เขาก็จะเป็นไทได้เร็วขึ้นเท่านั้น
“ไอ้มั่น...เอ็งเป็นคนฝึกมันให้พร้อมก่อนเปิดประมูลในอีกสามวัน” แม่ซื้อสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
ภายในห้องฝึกวิชาประโลมโลก...
ห้องผนังไม้ทาสีแดงเข้มที่แต้มลวดลายจีนโบราณอย่างวิจิตร เพดานต่ำประดับโคมกระดาษทรงกลมสีเลือดหมู แสงไฟสลัวเรืองรองออกมานุ่มนวลจนผิวพรรณของผู้ที่อยู่ภายใน ดูเรียบเนียนราวกับแสงเทียนในวังต้องห้าม
พื้นห้องปูพรมจีนลายมังกร ผืนใหญ่หนานุ่มจนไม่ได้ยินเสียงก้าวเดิน ตามผนังเรียงรายด้วยกระจกโบราณไร้กรอบ ที่เผยภาพสะท้อนในมุมแปลกประหลาด เหมือนจงใจให้ผู้อยู่ในห้องมองเห็นตัวเองผ่านเลนส์ของความปรารถนา มุมหนึ่งของห้องมีฟูกสีครามและหมอนกลิ่นอบเชยวางเรียงซ้อน เป็นที่สำหรับฝึกท่วงท่าประโลมใจ
เสียงดนตรีจากพิณจีนคลออยู่ในอากาศ ทุกจังหวะกรีดสายเหมือนจะปลุกเรือนกายให้ตื่นขึ้นพร้อมบทเรียนแห่งศิลปะเร้นลับแบบ...ชายรักชาย
“มันไม่ใช่แค่การร่วมรักหรอกธาร...” เสียงมั่นนุ่มนวล เยือกเย็นเหมือนบทครูฝึกผู้รู้หน้าที่
“แต่ต้องสร้างความคุ้นชิน มัดใจเขาไว้ ถ้าเอ็งทำได้ดี เอ็งก็ไม่ต้องตกไปอยู่ในมือใครอีกหลายคน...”
มั่นยื่นนิ้วชี้ไปยังโต๊ะไม้กลมข้างห้อง ที่วางขวดเครื่องดื่มสีทองอำพันแวววาว ธารชำเลืองมอง ก่อนจะก้าวไปรินเหล้าลงแก้ว เขากลับมาส่งแก้วให้มั่น แต่ไม่ทันที่เขาจะถอนมือ มั่นคว้ามือเขาไว้ ดึงเบา ๆ ให้นั่งลงแทนที่ตัวเอง
มั่นยกแก้วขึ้นแนบริมฝีปากบางของธาร ค่อย ๆ เอียงให้เหล้าทองอำพันไหลลงสู่ลำคอ
“เอ็งต้องเรียนรู้ว่า คนที่เอ็งจะดูแล...เขาชอบอะไร ไม่ชอบอะไร” มั่นพูด ขณะวางแก้วลง
“เหมือนเหล้าแก้วนี้ บางคนชอบหวาน บางคนชอบขม แต่เอ็งต้องกลืนมันให้หมด…ไม่ว่าจะรสไหน”
มั่นขยับตัวไปนั่งด้านหลังธาร ถอดเสื้อให้จากด้านหลังโดยไม่ให้ธารตั้งตัว เสื้อที่หลุดเผยเนื้อเนียนใต้แสงโคมแดงดูเปราะบาง มั่นเทน้ำมันนวดลงฝ่ามือ แล้วค่อย ๆ ลูบไล้ไปบนแผ่นหลังนั้นด้วยน้ำหนักมือที่มั่นคงพอดี
“อย่าเกร็ง...” เสียงกระซิบใกล้ใบหู ทำให้ธารสะดุ้งเล็กน้อย แต่เขายังนั่งนิ่ง มือที่จิกขอบโต๊ะค่อย ๆ ผ่อนแรงลง
สัมผัสของมั่นเริ่มทำให้กล้ามเนื้ออ่อนตัวตาม เมื่อมั่นเห็นว่าธารเริ่มผ่อนคลายเขาเริ่มจูบลงที่ซอกคอ ธารถึงกับสะดุ้งเฮือกเกือบลุกขึ้นแต่มั่นรวบเอวธารไว้
“ข้าบอกแล้วไง นี่คือแบบฝึกหัดที่เอ็งต้องจำ หากอยากออกไปจากที่นี่” คำพูดนั้นแผ่วเบาแต่หนักแน่น ธารหันกลับไปมองมั่น…หัวใจเต้นแรงดังก้องในหู น้ำตาคลออย่างห้ามไม่อยู่ มั่นยังพูดต่อ เบา แต่ชัดเจน
“เอ็งต้องเป็นทั้งฝ่ายรุกและรับ…ทุกท่วงท่าที่เอ็งไม่เคยรู้ ข้าจะสอนให้หมด” ก่อนที่ธารจะทันตั้งตัว ริมฝีปากของมั่นก็แนบลงมาอย่างแผ่วเบา จูบแรก...ที่ไม่ใช่ของดิน ธารไม่จูบตอบ นิ่งเหมือนร่างไร้วิญญาณ มั่นผละออกเพียงเล็กน้อย สบตาเขา
“เชื่อข้า…เรียนรู้ซะ”
ในใจธารกรีดร้อง “ไอ้ดิน...ข้าขอโทษ”
เขายังคงรัก...แต่ร่างกายไม่อาจปฏิเสธความจริงที่ค่อย ๆ กลืนกินหัวใจ ธารหลับตา น้ำตาไหลแผ่วก่อนจะยอมปล่อยทุกอย่างให้ไหลไปตามมือของมั่น มือที่อ่อนโยนแต่ชัดเจนหนักแน่นแฝงความเข้าใจ
จูบที่สอง...ไม่เพียงแต่แตะริมฝีปาก แต่มั่นบดเบียดลึกซึ้ง มั่นตวัดลิ้นรัวอย่างเชี่ยวชาญ บรรจงสอนบทรักผ่านรสจูบที่เปลี่ยนทุกความสั่นไหวในใจให้กลายเป็นความจำยอม
ภายใต้โคมแดงและกลิ่นอบเชย ร่างกายของทั้งสองเปลือยเปล่า มั่นก้มลงไล้จูบไปทั่วผิวกายธาร จนร่างนั้นสั่นไหว มือจิกลงกับฟูกอย่างห้ามตัวเองไม่ไหว สัมผัสของมั่นไม่ต่างจากความสุขที่เคยได้รับจากไอ้ดิน… แต่ครั้งนี้ มันไม่ใช่ “ความรัก” มันเป็นแค่…บทเรียน บทเรียนที่แลกมาด้วยหัวใจที่กำลังแตกสลาย แม้ใจจะต่อต้านแต่ร่างกายกลับตอบสนองโดยอัตโนมัติ
“มังกรพันธนาการ”
มั่นกระซิบข้างหูธาร พวกเขาหันหน้าเข้าหา ดวงตาประสานแนบแน่นราวกับถูกสะกด ร่างสองร่างตรงหน้าไม่หลบเลี่ยงกันอีกต่อไป แขนขาของธารถูกพันเกี่ยวแนบกาย กล้ามเนื้อเกร็งตึงรัดรึงกันแน่นเหมือนมังกรที่เลื้อยพันรอบเหยื่อ ทุกจังหวะการขยับเชื่องช้า แต่แรงกดหนักแน่นส่งสะท้อนเข้าไปถึงกลางอก ความร้อนผ่าวของสมุนไพรที่ชโลมไว้ยิ่งแทรกซึมเข้าสู่ผิวเนื้อ
“อื๊ออออออออ....อื๊มมมมมมม”
เสียงครางต่ำเล็ดลอดอยู่ในลำคอ ร่างทั้งสองแนบชิดจนแทบไม่เหลือช่องว่าง ท่อนขาพันรัดอย่างเหนียวแน่น ทุกแรงขยับของแก่นกายโยกอยู่ในรูสวาท ทำให้เลือดสูบฉีดแรงขึ้น ลมหายใจจังหวะเดียวกัน การโอบรัดไม่ใช่เพียงโซ่แห่งกาย แต่เป็นพันธนาการตึงรัดจนไม่อาจหลบหนี
สำหรับธารร่างกายตอบสนองไปตามอารมณ์เท่านั้น เพราะภายในใจเขายังโหยหาไอ้ดิน แม้ร่างกายจะดูดซับความเร่าร้อนทางอารมณ์ แต่น้ำตาแห่งความเสียใจก็ไหลออกมาเช่นกัน
ท่ามกลางท้องนา...แห่งทุ่งบางกะปิ ไอ้ดินกำลังไถนาอยู่ในทุ่งกว้าง เสียงควายลากคราดบดผืนนาดังเฉื่อยเนือยไปตามจังหวะลมหายใจของเขา ไม่มีใครรู้...และเขาเองก็ไม่มีทางรู้ว่าในเวลาเดียวกันนี้ คนรักของเขากำลังหัวใจแตกสลายภายในอ้อมกอดของใครบางคน
“พี่ดิน!”
เสียงใส ๆ ของ “จันทร์” หญิงสาวลูกเศรษฐีบ้านบางกะปิดังแว่วมาจากท้ายคันนา ดินหันมองตามเสียง ถอนหายใจเบา ๆ ขณะจูงควายไปผูกไว้ริมคันนา
“พี่ดิน! ชั้นเอาข้าวกลางวันมาให้!”
จันทร์ชูปิ่นโตเถายาวในมือพร้อมรอยยิ้มกว้าง ปิ่นโตวางเรียงอย่างตั้งใจบนผ้าปูผืนเล็ก ๆ ที่เธอเตรียมมาเอง
“น้าทิพย์บอกว่าช่วงนี้พี่ไม่ค่อยกินอะไรเลย” จันทร์ว่าพลางนั่งลงข้าง ๆ
“ชั้นเพิ่งรู้ว่าพี่โดนป้าเฟ้อแกล้ง ถ้าไม่ติดว่าต้องไปธุระกับพ่อที่พระนคร ชั้นคงไปประกันตัวพี่ออกเองแล้ว”
“ลองเอ็งไปประกันสิ ถ้าพ่อเอ็งรู้ พี่คงโดนยิงหัว”
“ใครจะกล้ายิงลูกเขยตัวเองล่ะ” น้ำเสียงนั้นจริงจัง ไม่ใช่ล้อเล่น เธอตักข้าวป้อนให้เขา ดินเบี่ยงหลบเล็กน้อย
“เอ็งอย่าทำแบบนี้เลยจันทร์” เขามองเธอด้วยแววตาที่หนักแน่น “พี่คิดกับเอ็งแค่น้องสาว... อีกอย่าง พ่อเอ็งไม่มีทางรับคนจนอย่างพี่เป็นลูกเขยหรอก”
“แต่ชั้นรักพี่ พ่อก็ขวางชั้นไม่ได้!” จันทร์พูดก่อนโผเข้ากอดดินจนเขาสะดุ้ง รีบแกะมือเธอออก
“จันทร์...อย่าทำแบบนี้ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า”
“ช่างมัน ใครจะเห็นก็ช่าง! คนทั้งบางจะได้รู้ว่าพี่เป็นของชั้น!” เสียงของเธอเริ่มสั่นเทา “รับรักชั้นเถอะนะ ชั้นไม่อยากเป็นแค่น้องสาวพี่” ดินดันตัวเธอออก
“อย่ารักพี่เลยจันทร์...พี่ไม่ได้ดีอย่างที่เอ็งคิด” เขาพูดจบก็ลุกขึ้นเดินหนี แต่จันทร์ลุกขึ้นตามมาดักหน้า
“ต่อให้พี่เลว...ชั้นก็รักพี่อยู่ดี!”
เธอพูดจบก็โผเข้าจูบดิน จูบที่เต็มไปด้วยความตั้งใจ...แต่ไม่ได้รับการตอบสนองแม้แต่น้อย เธอผละออกช้า ๆ จ้องหน้าเขาด้วยดวงตาสั่นไหว ไม่เข้าใจ...ว่าทำไมแม้ทุ่มเทขนาดนี้ เขากลับยังเฉยชา
อีกฟากหนึ่ง...ในบ้านเจ๊ก บทเรียนที่ธารกำลังเรียนรู้จากท่าแรก ผลัดเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เสียงลมหายใจดังถี่รัว เมื่ออีกฝ่ายโอบอุ้มคู่ของตนขึ้นเหนืออก ร่างเปลือยกลับหัวห้อยลงเหนือสายตา เงาของทั้งสองทาบทับกัน แสงไฟสั่นไหวราวกับดวงอาทิตย์ที่กำลังดับสิ้น “ท่าพระอาทิตย์ดับแสง” มั่นบอกเขาขณะที่เคลื่อนไหวร่างกายเพื่อผลัดท่า
ท่านี้ต้องอาศัยแรงและศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยม ร่างหนึ่งยก อีกฝ่ายโอบรัดแน่น ปลายเท้าเกี่ยวรั้งแผ่นหลัง มือเลื่อนลูบผ่านกล้ามเนื้อแก่นกายที่เบ่งเต็มที่ราวกับว่าจะระเบิด ความร้อนแรงปะทะกันในมุมที่โลกเหมือนพลิกกลับด้าน
บัดนี้เจ้ามังกรยักษ์ของมั่นถูกแรงกดทิ่มลงไปในปากกว้างของธาร แก่นกายของมั่นขยับขึ้นลง ผ่านลิ้นร้อน บางครามันลงลึกจนเกือบจะลงไปถึงกระเพาะ เช่นเดียวกับส่วนล่างของธารที่กำลังถูกมั่นกลืนกินอย่างเอร็ดอร่อย เหมือนจักรวาลหมุนวน ลบล้างกาลเวลา เหลือเพียงเสียงครางแผ่วกับไฟปรารถนาที่ไม่รู้จักมอดดับ
“เอ็งทำได้ดีมาก...ไอ้ธาร”
มั่นเอ่ยขึ้นขณะสวมเสื้อผ้าเสร็จ เขาเดินไปที่ประตู ก่อนจะหันกลับมามองธารเป็นครั้งสุดท้าย หัวใจเขาสั่นไหว สิ่งที่ไม่ควรรู้สึกในฐานะครูฝึก เขาต้องไม่รู้สึก...
ไอ้มั่นออกไปแล้ว ประตูปิดลง แต่เสียงในหัวของธารกลับยังดังไม่หยุด เขาก้าวเท้าเข้าไปในอ่างไม้ที่เต็มไปด้วยน้ำสมุนไพร กลิ่นอบเชยและกานพลูที่เคยรู้สึกสดชื่น บัดนี้เหม็นฉุนเหมือนย้ำเตือนว่า...ไม่มีสิ่งใดจะล้างรอยเปื้อนในใจเขาได้
ธารนั่งกอดเข่าในอ่างน้ำนั้น น้ำตาไหลเงียบ ๆ เขาขัดเนื้อขัดตัวเหมือนคนสติหลุด ขัดจนผิวแดง ขัดจนรู้สึกแสบ “ข้าไม่อยากเป็นของใคร...นอกจากเอ็ง ไอ้ดิน” เสียงแผ่วเบาดังก้องในอก น้ำในอ่างยังอุ่น แต่หัวใจของธารเย็นเฉียบ ราวกับแช่อยู่ในน้ำแข็ง
"นี่แหละ...ชีวิตจริงที่เอ็งต้องยอมรับ" เสียงของมั่นก้องอยู่ในหัว ภาพซ้ำ ๆ ย้อนกลับมาเป็นคลื่น...บทรักที่ฝึก ทั้งฝ่ายรุกและรับ
ฮึบ...ฮึบ...อ๊าส์... เสียงเนื้อกระทบกัน เสียงของความปรารถนาที่ไม่ใช่ของเขา ไม่ใช่ของคนที่เขารัก ภาพร่างเปลือยเปล่าของมั่นที่ครูดเนื้อเข้าหาเขา กลืนกินช่องว่างในร่างกายที่ควรเป็นของไอ้ดิน...คนเดียวเท่านั้น
เสียงสะอื้นแผ่วเบาดังสะท้อนอยู่ในห้องเงียบงัน ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ที่ธารนั่งนิ่งอยู่ในอ่างน้ำสมุนไพร น้ำอุ่นเย็นลงนานแล้ว แต่ความเจ็บปวดยังร้อนระอุอยู่ในอก ร่างกายเหมือนจะสะอาดขึ้นแต่ข้างในกลับรู้สึกเปื้อนกว่าครั้งไหน ๆ ในที่สุด...เขาก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาหันไปสบกับเงาของตนเองในกระจกที่ปลายอ่าง ใบหน้าซีดเซียว ริมฝีปากซีด ดวงตาคู่นั้น...แห้งสนิท ไม่มีน้ำตาอีกแล้ว เขามองเงานั้น มองอยู่นาน เงาในกระจกจะพูดกับเขา
“ต่อจากนี้...เอ็งจะอ่อนแอไม่ได้แล้ว ไอ้ธาร”
---จบบทที่ 10---