ค่ำคืนเดือนมืด... ท้องฟ้ามืดสนิทจนน่าใจหาย เงาของต้นไม้ใหญ่ข้างบ้านทอดยาวมืดมิดทาบแคร่ไม้เก่า ๆ ที่ไอ้ดินนอนอยู่ เขานอนหงายมองฟ้าที่ไม่มีแม้แต่ดวงดาว แต่ในอกกลับเต็มไปด้วยคำถาม “ไอ้ธาร...ตอนนี้เอ็งเป็นยังไงบ้าง”
“นี่เอ็งไม่คิดจะกินข้าวบ้างหรือไงไอ้ดิน?”
เสียงของนางทิพย์ดังขึ้นจากบันไดหน้าบ้าน เธอมองมาที่จานข้าวที่วางไว้ตั้งแต่เย็น ไม่ถูกแตะเลยสักนิด
“ชั้นไม่หิวจ่ะแม่” ดินตอบเบา ๆ พยายามทำเสียงให้ปกติ แม้ในใจจะร้อนราวไฟสุม
“เอ็งเป็นอะไรของเอ็งกันแน่”
นางทิพย์ถามอีกครั้ง คราวนี้น้ำเสียงเจือความเป็นห่วงถึงจะเป็นแม่แก่ ๆ ขี้เมา แต่เรื่องความรักลูกก็ไม่เป็นสองรองใคร
“เอาเถอะ ไม่อยากพูดอยากบอกก็ตามใจ ข้าก็แค่อยากให้เอ็งรู้ว่าถึงข้าจะเป็นแม่แก่ ๆ แต่ข้าก็พร้อมที่จะแบ่งเบาความทุกข์ของ
เอ็งนะ”
เมื่อเห็นดินเงียบนางทิพย์ก็ไม่อยากเซ้าซี้เดินหันหลังเข้าบ้าน ดินมองตามแผ่นหลังที่ค่อย ๆ ลับไป น้ำตาคลอขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“ถ้าแม่รู้เรื่องของข้ากับไอ้ธาร... แม่จะยังรักข้าอยู่ไหม? แล้วถ้าแม่รู้ว่าข้าเอาที่ไปจำนองกับนายเลิศอีกล่ะ...”
เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่... ความอึดอัดอัดแน่นในอกจนแทบระเบิด
ข้างฝ่ายของธาร... ธารนั่งกอดเข่าอยู่ในห้องใต้ดินมืดทึบ ห้องเล็กแยกออกมาจากห้องโถงใหญ่เมื่อวันก่อน มีเพียงแสงไฟสลัวลอดเข้ามาทางช่องระบายอากาศ เขาขดตัวอยู่มุมห้อง ราวกับอยากหายไปกับเงามืดรอบตัว ใบหน้าซบแนบอยู่กับเข่าของตัวเอง
เงียบงัน...
ไร้เสียง...
ไร้น้ำตา...
แต่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่กำลังจะแตกสลาย...
เสียงประตูเหล็กถูกเปิดออก ธารเงยหน้าขึ้นเพียงนิด ก่อนจะเบือนหน้าหนีเมื่อเห็นว่าเป็นไอ้มั่น มั่นเดินเข้ามาเงียบ ๆ ก่อนจะหย่อนตัวนั่งพิงผนังห้องห่างจากธารเพียงไม่กี่ช่วงแขน มือหยิบยาสูบออกมามวนอย่างใจเย็น ท่าทางชินชาเหมือนคนที่ทำแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาจุดไฟ สูบเข้าลึก... แล้วพ่นควันออกมาช้า ๆ ก่อนจะเปรยออกมาด้วยเสียงเบาและหนักใจ
“ได้ข่าวว่าไม่ยอมกินอะไรเลย... นี่ก็หลายวันแล้วนะ เอ็งอย่าดื้อเลย เชื่อข้าเถอะ”
“ยังไงข้าก็ไม่ยอมให้ข้าตายซะดีกว่า ต้องไปทำงานอุบาทว์ชาติชั่วแบบนั้น…”
มั่นหัวเราะในลำคอเบา ๆ อย่างขื่นขม ราวกับเห็นภาพตัวเองเมื่อหลายปีก่อนซ้อนทับอยู่ตรงหน้า
“อุบาทว์งั้นเหรอ?”
มั่นได้ยินที่ธารพูดก็อดกลั้นขำออกมาเบาๆ ไม่ได้ ก่อนจะมองหน้าไร้เดียงสาของธาร
“เรื่องแบบนี้เอ็งก็เคยทำมาก่อน ต่างจากไอ้พวกนั้น แต่มันยังยอม”
“ใช่!! ข้าเป็นชายรักชาย แต่คนที่ข้าจะมีอะไรด้วยต้องเป็นคนที่ข้ารักเท่านั้น!!” ธารพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แววตามั่นคง
“ความรัก...” เสียงของมั่นแผ่วลง “เมื่อก่อนข้าก็เคยเป็นอย่างเอ็ง”
น้ำเสียงของมั่นขมขื่นเมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีต ธารมองแววตาของมั่นเขาเห็นความขมขื่นฉายแววออกมา
“ข้าก็เคยมีคนรัก..ข้ากำลังจะแต่งงานกันด้วยซ้ำ แต่เพราะข้าอยากมีเงิน เลยคัดตัวเพื่อมาทำงานที่นี่...”
ธารมองมั่นที่ตอนนี้กำลังหลุดเข้าไปในความทรงจำเก่า ๆ ที่มิอาจลืม
3 ปีก่อน...
เรือของแม่ซื้อจอดอยู่ที่ท่าเทียบเรือ เพื่อรอรับชายหนุ่มที่ถูกคัดตัวไปทำงานที่บ้านเจ๊ก
“พี่เก็บเงินได้แล้วจะรีบกลับมาแต่งงานกับเอ็ง” ไอ้มั่นให้คำสัญญากับหญิงสาวผู้เป็นดั่งดวงใจพร้อมรอยยิ้ม
“ชั้นจะรอพี่นะ” หญิงสาวมองเรือค่อย ๆ ล่องไปตามลำน้ำ มั่นยังหันหลังกลับมามองจนคนรักกลายเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ที่เลือนลับตา
“แต่ในที่สุด ข้าก็รักษาสัญญานั้นไว้ไม่ได้” มั่นเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ
“เพราะพี่ละอายใจที่ต้องขายตัวและมีอะไรกับผู้ชาย?” ธารพูดขึ้น มั่นส่ายหัวช้า ๆ
“ข้าไม่อยากหลอกตัวเองและคนรักของข้าอีกต่อไป...”
ธารขมวดคิ้วกับคำตอบนั้น ไอ้มั่นยิ้มบาง ๆ อย่างคนรู้ใจตัวเอง
“ข้าเพิ่งรู้ว่า แท้จริงแล้วข้าไม่ได้ชอบผู้หญิง...ตั้งแต่ข้าได้ลิ้มรสความหวานของชายพวกนั้น”
เสียงหายใจหอบ เสียงกระแทกอย่างหนักดังก้องขึ้นมาในภาพจำ ร่างหนึ่งโอนอ่อนรับแรงปรารถนาอย่างไม่อาจห้ามได้
“อ๊ากกกก!!”
ปั๊ก ปั๊ก!!
เสียงของแก่นกายกระแทกเข้าไปในรูสวาทแน่น หนัก เงาร่างเปลือยเปล่าทับซ้อนกัน ไอ้มั่นเป็นฝ่ายรับแก่นกายนั้น สะโพกงอนโค้งรับความแกร่งที่ถูกประเคนให้จากครูฝึก เขาหลุดครางเสียงหลงด้วยความรู้สึกสุขสมปนเปกับความทรมาน
จากฝ่ายรับกลายเป็นฝ่ายรุก เขายัดแก่นกายท่อนมหึมาเพื่อลิ้มรสสวาทจากชายหนุ่มหน้าใหม่ แรงกระแทกทำเอาชายหนุ่มร้องครางด้วยความเสียวไม่ต่างจากเขาในอดีต
“ซี๊ดดดดดดด...”
เสียงซี๊ดปากจากความเสียวซ่านแผ่ไปทั่วร่าง พร้อมกับการเร่งจังหวะกระแทกเข้าไปยังรูสวาทอันคับแคบ มันแน่นและกอดรัดแท่งร้อนให้หนึบ หน่วง
สัมผัสที่ร้อนแรง แกร่ง ที่เขาไม่เคยคิดเลยว่านี่คือสิ่งที่เขาปรารถนามาตลอด ชายหนุ่มหน้าใหม่ผลัดเปลี่ยนให้เขาได้สอน แก่นกายที่ถูกชิมรสด้วยลิ้นอุ่น รสชาติสวาทที่เขาติดใจจนถอนตัวไม่ขึ้น ไม่มีวันที่หญิงสาวคนรักจะมอบให้เขาได้
“เอ็งเคยผ่านมันมาแล้ว มันไม่ยากเลยสำหรับเอ็ง”
มั่นพูดเสียงนิ่ง ก่อนจะโน้มหน้าเข้ามาใกล้เหมือนจะจูบ แต่ธารถอยหนีทันที
“ข้าทำไม่ได้!!”
“เอ็งอยากกลับไปเจอคนรักของเอ็งไม่ใช่เหรอ? ถ้าเอ็งไม่ยอมแม่ซื้อจะทำทุกทางให้ยอมเอ็งยอม!!” เขาเว้นจังหวะยาว
“แต่ถ้าเอ็งทำให้แม่ซื้อไว้ใจได้ เอ็งอาจได้ออกไป... ได้เจอคนรักอีกครั้ง แต่ถ้าไม่!! เอ็งอาจไม่มีแม้แต่วิญญาณ ที่จะได้กลับไปเจอหน้ามัน”
มั่นพูดจบ ลุกขึ้น เดินออกไปเงียบ ๆ ทิ้งให้ธารนั่งจมอยู่กับความจริงที่ค่อย ๆ บีบเข้ามาเรื่อย ๆ
ม่านไหมสีเลือดหมูถูกแหวกออกอย่างเงียบเชียบ มั่นก้าวเข้ามาช้า ๆ ก้มหน้าให้ผู้เป็นเจ้าของห้องอย่างรู้ที่ต่ำที่สูง ที่นี่คือห้องพักส่วนตัวของแม่ซื้อ ห้องพักชั้นในสุดของเรือนเก่า ลึกพอจะตัดขาดเสียงวุ่นวายจากห้องโถงด้านนอกได้ทั้งหมด ประตูไม้สักบานใหญ่ฉลุลายแบบจีนกั้นขอบเขตชัดเจน ด้านในเป็นห้องมืดทึบ อวลด้วยกลิ่นหอมลึกของไม้กฤษณาและกำยานที่ลอยคละคลุ้งปนกับกลิ่นน้ำมันผมแบบโบราณ
ผ้าม่านไหมสีแดงเลือดหมูพริ้วไหวจากลมที่ลอดเข้ามาทางช่องลม แสงเทียนริบหรี่ข้างหัวเตียงส่องให้เห็นเตียงไม้จีน แม่ซื้อที่กำลังนอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียงร่างกายเปลือยท่อนบน ส่วนท่อนล่างมีเพียงผ้าคลุมสั้นปิดแค่ช่วงสะโพกเอาไว้ มีชายหนุ่มสองสามคนคอยนวดลงน้ำมันนวดตัวให้
บนโต๊ะลายครามข้างเตียง มีขันน้ำลอยดอกมะลิ ถ้วยชา และกระดิ่งเงินวางเรียงกันอย่างเรียบร้อยทุกกระเบียดนิ้ว บ่งบอกนิสัยเจ้าของห้องที่ไม่ยอมให้มีความผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย
“ธาร...ยังไม่ยอมครับแม่”
มั่นรายงานก่อนที่แม่ซื้อจะเอ่ยถาม แม่ซื้อถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะหันมามองมั่นเต็มตา
“สงสัยจะต้องใช้ไม้แข็ง” แม่ซื้อเอ่ยขึ้น
“แต่มันเป็นสินค้าของคุณชายแดงนะครับ ถ้าเกิดมีริ้วรอย...”
“ความอ่อนโยนมันเปลืองเวลา และเวลาของข้า... มีค่าเกินกว่าจะเสียให้ความดื้อด้านของใคร ไม่ได้มีแค่คุณชายแดงเสียหน่อยที่ต้องการ พรุ่งนี้ข้าจัดการมันเอง”
แม่ซื้อโบกมือเบา ๆ ไล่มั่นออกไป ท่าทางของเธอเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยอำนาจ มั่นก้มศีรษะแล้วถอยออกจากห้องไปอย่างเงียบ ๆ ปล่อยให้ม่านไหมสีแดงปิดลงอย่างนุ่มนวล...
แม่ซื้อขยับพลิกตัวขึ้น ชายหนุ่มที่กำลังนวดเท้าให้แม่ซื้อขยับตัวมานั่งตรงหว่างขาของแม่ซื้อ ดึงผ้าคลุมท่อนล่างออกอย่างรู้งาน ก่อนจะก้มลงดูดซดโลมเลียท่อนสวาทให้กับแม่ซื้อ เสียงจ๊วบ จ๊าบ จากปลายลิ้นเด็กหนุ่มทำแม่ซื้อหลับตาพริ้มเผยยิ้มบางออกมา
ชายหนุ่มอีกคนซุกไซร้ซอกคอ ลิ้นแตะเลียไปทั่วร่าง อย่างนุ่มเบา ปราณีตเอาใจ แม่ซื้อส่งเสียงครางออกมาเบา ๆ อย่างเคลิบเคลิ้ม
อื๊มมมมมม...
รุ่งเช้า... ธารยืนอยู่กลางห้องโถงใหญ่ตรงหน้าแม่ซื้อ ใบหน้าที่เปื้อนรอยน้ำตา แต่ดวงตากลับแน่วแน่ มั่นยืนอยู่ด้านข้าง มองมาทางธารเป็นเชิงเตือน….ให้ยอม
แต่สายตานั้นไม่อาจเปลี่ยนอะไรได้อีก แววตาของธารแข็งกร้าว ราวกับจะประกาศกร้าวว่า "ข้ายอมเจ็บ...แต่จะไม่ยอมแพ้" แม่ซื้อมองเขานิ่ง ๆ ก่อนจะพูดขึ้นเรียบ ๆ ไม่เร่งรีบ
“ข่าวว่า...ไม่ยอมเหรอ?”
ธารไม่ตอบ ใบหน้านิ่งใช้ความเงียบแทนคำตอบ แม่ซื้อถอนหายใจแรงอย่างคนเบื่อเรื่องซ้ำซาก เธอหันไปทางครูฝึกเพียงเล็กน้อย...ให้สัญญาณที่ไม่ต้องใช้คำพูด
ครูฝึกพุ่งเข้าใส่ธารทันที แม้จะตั้งรับเต็มที่ แต่แรงธารก็เทียบชั้นกับคนที่ผ่านสนามปราบคนหัวแข็งมานับไม่ถ้วนไม่ได้ เสียงหมัดกระทบเนื้อดังก้อง ทั้งห้องกลายเป็นเวทีต่อสู้ย่อม ๆ ที่มีแค่ลมหายใจและเสียงลั่นของกระดูก เขาสู้ไม่ถอย แม้ฝีมือการต่อสู้จะสู้ครูฝึกไม่ได้
ในที่สุด...ธารก็ทรุดลงร่างเปลือยเปล่าของเขาถูกมัดโยงไว้กับเสากลางห้อง เนื้อตัวเปื้อนเหงื่อและรอยเลือด ใบหน้าเกลี้ยงเกลาแต้มด้วยรอยช้ำ
แม่ซื้อก้าวเข้ามาใช้ไม้เท้าเขี่ยที่แก่นกายของเขาเบา ๆ ยิ้มบางอย่างคนเจอของล้ำค่า
“สวย... ขนาดกำลังดี แต่เสียดาย...”
ธารมองภาพตรงหน้าอย่างพร่าเบลอ จากความเจ็บ ความเหนื่อย เขาแทบไม่มีแรงแม้แต่จะขยับ แม่ซื้อเดินอ้อมไปด้านหลัง ใช้มือสัมผัสกับแก่นกายที่ยังหลับไหล นิ้วเรียวของเธอหยอกล้อกับมันอย่างจงใจ เหมือนกำลังทดสอบของเล่นชิ้นใหม่ แม่ซื้อขยับโยกมังกรน้อยของธาร มันขยายใหญ่ขึ้น แม่ซื้อยิ้มพอใจ
“เอ็งอยากเก็บมันไว้... หรือจะให้ข้าตัดออก?”
มือที่กำลำมังกรอย่างเอ็นดูอยู่กลับบีบแน่น “อึ๊ก!” ธารจุกจนแทบหายใจไม่ออก แต่เขาไม่ส่งเสียง สายตาของเขายังแน่นิ่ง แต่เต็มไปด้วยความโกรธ
แม่ซื้อหัวเราะเบา ๆ เธอยื่นมือไปรับมีดโกนจากครูฝึก ใบมีดเงาวับสะท้อนกับแสงไฟในห้อง
มั่นเบือนหน้าหนี ธารมองใบมีดตรงหน้า มันค่อย ๆ เลื่อนลงมา ปลายคมแตะลงที่แก่นกายที่เพิ่งเริ่มแข็งตัวจากแรงสัมผัสเมื่อครู่ เหงื่อไหลอาบทั้งตัว... ใบมีดวนไปมาช้า ๆ แตะ ขูด ลูบ ไม่แรงพอจะบาด แต่มากพอจะทำให้จิตใจสั่นไหว
แม่ซื้อเงียบ เหมือนกำลังรอการตัดสินใจ ธารกัดฟันแน่น เงียบ ไม่หลบ ไม่ขอ เขายังคงยืนหยัด... ไม่แสดงความหวาดกลัวออกมา จนกระทั่งคมมีดกรีดลงไปบนแก่นกาย
“อ๊ากกกกกก!!” เขาร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด
---จบบทที่ 9---