ปั๊ก ปั๊ก ปั๊ก!!
อ๊อก อ อ อ๊อออ...อึกกก!
เสียงของธารจุกอยู่ในลำคออยากจะเปล่งออกมาแทบใจจะขาด แต่ก็ทำไม่ได้ ฝั่งคนที่อยู่ด้านบนยิ่งได้ยินเสียงธารที่อยากจะสำรอกความสุขที่เขาเติมให้ออกมาแต่ก็ทำไม่ได้ยิ่งชอบใจ
ดินยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนดึงไอ้ช่อนยักษ์ออกมาจากช่องสวาทของธารจนเกือบออกมาทั้งตัว แต่ยังเหลือหัวของไอ้ช่อนไว้ภายในแล้วกระแทกเข้าไปพรวดเดียวสุดซอย
ปึ๊ก!!
ดอกนี้ทำเอาธารรู้สึกเหมือนไอ้ช่อนจะทะลุจากช่องสวาทเข้ามาดิ้นอยู่ในปาก ทั้งจุก ทั้งเสียวซ่านไปทั้งตัว
อ๊าซ์!!
อื๊มมมม...
ทั้งดินและธารต่างฝ่ายต่างครางในลำคอพร้อมกัน ใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากอก
ซี๊ดดดดดดดดด...
ดินซี๊ดปากพร้อมกับโยกเอวของตัวเองเบา ๆ มือก็ขยำก้นแกร่งของธาร ก่อนจะค่อย ๆ เริ่มขยับเข้าออกเบา ๆ อีกครั้ง เพราะยังคงมีอารมณ์อย่างต่อเนื่อง
คงเป็นเพราะทั้งเขาและธารไม่ได้บรรเลงเพลงรักแบบนี้มาหลายวัน เวลานี้ต่างฝ่ายจึงโหยหารสสวาทของกันและกันอย่างเร่าร้อน
ดินค่อย ๆ โยกเอวแรงขึ้น ๆ จนขาเตียงโยกเอี๊ยดอ๊าดไปมาตามจังหวะเข้าออกของไอ้ช่อนยักษ์ นี่ถ้าไม่มีใครอยู่บ้าน ดินคงปรนเปรอรสสวาทนี้จนเสาบ้านสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งบางเป็นแน่
“อ๊า.. เบา ๆ ไอ้ดิน”
เสียงของธารกระเส่า แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผลเพราะดินกำลังเมามันส์จนเกินต้าน เสียงเนื้อกระทบเนื้อ ตั๊บ ตั๊บ ถี่รัว พร้อมกับขาเตียงที่ขยับตามแรงกระแทกของคนด้านบน ขาเตียงโยกเยกเหมือนจะหักลงมาได้ทุกวินาที จังหวะนั้นเองเสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้น
"ไอ้ธาร ไอ้ธาร!! เอ็งเป็นอะไรหรือเปล่า ไอ้ธาร!!"
เสียงของนางเฟ้อทำเอาดินชะงักแต่ยังคาไอ้ช่อนยักษ์ไว้ในรูสวาทส่วนมือเกร็งกดบั้นเอวของธารเอาไว้ พลางกัดปากตัวเองเพื่ออั้นความอยากของตัวเองเอาไว้ก่อน
"ไอ้ธาร ได้ยินข้าเรียกมั๊ย ไอ้ธาร"
" ข ข ข้าไม่เป็นไร"
ธารตอบไปด้วยเสียงเหนื่อยหอบ แต่สายตามองไปทางดินที่มองมาเป็นเชิงดุว่าเตือนแล้วนะ
"แล้วอะไรเสียงดังตึงตัง "
"ข.. ข้า ข้าซ่อมขาเตียงน่ะแม่"
"เออ ซ่อมเสร็จก็นอนซะ พรุ่งนี้จะได้ไปวัดกับข้าแต่เช้า"
เมื่อเสียงของนางเฟ้อเงียบลง ธารก็ถอนหายใจยาวโล่งใจ
"ดีนะที่แม่ไม่พังประตูเข้ามา"
ดินไม่สนใจที่ธารพูดเพราะใจจดจ่ออยู่กับภารกิจตรงหน้ามากกว่า
"ต่อเถอะ"
ธารยังไม่ทันตอบอะไร ดินก็ดันไอ้ช่อนยักษ์พรวดเข้าไปอย่างแรง
"อ อ อ ไอ้ดิน!!"
เสียงธารจุกอยู่ที่คอ ดินยิ้ม ๆ ภูมิใจในความแข็งแกร่งของตัวเอง ก่อนเริ่มบรรเลงเพลงรักอีกครั้ง แต่คราวนี้มาในท่วงจังหวะที่เนิบช้านุ่มนวลกว่าก่อนหน้านี้ ทำเอาคนด้านล่างถึงกับเคลิ้มส่งเสียงครางในลำคอ ใบหน้าเปื้อนยิ้มบาง ๆ ราวกับอยู่ในความฝัน เช่นเดียวกับคนอยู่ด้านบนที่ควบคุมไอ้ช่อนให้เคลื่อนไหวเบา ๆ อยู่ในรูสวาท มือก็ลูบไล้เคล้าคลึงไปตามกล้ามแน่นของคนรัก ส่วนปากหนาก็จูบโลมเลียด้วยลิ้นร้อนไปทั่วร่าง ราวกับว่าเป็นอาหารชั้นเลิศที่กินเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ
"ข้ารักเอ็ง" ดินกระซิบข้างหูธารอย่างแผ่วเบา
"ข้าก็รักเอ็ง"
คำบอกรักของธารทำเอาดินหัวใจพองโต จากนั้นก็ส่งต่อความรักโดยการกระแทกไอ้ช่อนยักษ์เข้าไปในรูสวาทอย่างเต็มแรงอีกครั้ง ราวกับจะสลักความเป็นเจ้าของรสสวาทนี้ไว้ว่า คนข้างล่างเป็นของไอ้ดินแต่เพียงผู้เดียว ดินพลิกตัวลงนอนบนเตียงกระชับตัวธารเข้ามากอดไว้แนบอก
"ข้ามีความสุขเหลือเกิน"
ดินกระชับกอดแน่น แต่ธารนิ่งเงียบ เพราะตอนนี้เรื่องการที่ต้องไปคัดตัวเพื่อไปเป็นคนงานที่บ้านเ**กไหลเข้ามาอยู่ในหัวอีกครั้ง
ดินรู้สึกถึงความเงียบของธาร เพราะปกติแล้วหลังจากเสพสุขด้วยกัน ทุกครั้งคนที่จะร่าเริงกระดี๊กระด๊าต้องเป็นธารที่จะต้องคอยหยอกล้อคลอเคลียเขา
"เอ็งเป็นอะไรหรือเปล่า"
ดินถามขึ้นเมื่อสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของธาร ธารถอนหายใจเฮือกใหญ่ ดินคลายกอดจากธารมองธารเชิงว่ามีอะไร
"เอ็งไม่ถึงใจที่ข้าทำให้เหรอ งั้นข้าทำให้ใหม่มั๊ย"
ดินพลิกตัวขึ้นมาอยู่ด้านบนของธารพลางยิ้มกรุ้มกริ่มยังไม่ทันที่ธารจะห้ามดินก็ก้มหน้าลงมาซุกไซร้ที่ซอกคอของธาร
"แม่อยากให้ข้าไปคัดตัวเพื่อไปทำงานที่บ้านเ**กกับแม่ซื้อ"
ธารโพล่งออกมาทำเอาดินชะงักขยับตัวขึ้นมา หน้านิ่วมองหน้าธารเป็นเชิงว่า พูดเล่นหรือพูดจริง
"นี่เอ็งล้อข้าเล่นใช่มั๊ย"
"ข้าพูดจริง"
แววตาและสีหน้าของธารทำเอาดินรู้ว่าธารไม่ได้พูดเล่นเหมือนที่ตัวเองคิดไว้ทีแรก ธารผละออกจากดินลุกขึ้นนั่งหน้าเครียด
"ข้าไม่ให้เอ็งไป"
"ข้าจำเป็น ข้าต้องหาเงินมารักษาพ่อ นี่เป็นหนทางเดียวที่จะช่วยพ่อได้"
ธารนั่งกอดเข่าเอามือเขี่ยพื้นเตียง ในหัวไม่มีทางอื่นให้เลือกมากมายนัก ถึงไม่อยากไปก็ต้องไป
"มันต้องมีหนทางอื่นสิ ข้าจะหาหนทางช่วยเอ็งเอง"
"เงินตั้งเยอะเอ็งจะหามาจากไหน แล้วก็ไม่รู้ว่าต้องใช้เงินอีกเท่าไหร่ถึงจะพอ"
"เอ็งอยากไป?"
ดินจ้องหน้าธารน้ำเสียงหงุดหงิดเพราะรู้สึกว่าจริง ๆ ธารอาจจะอยากไปเป็นไอ้หนุ่มพระนครก็ได้ ธารหันไปมองหน้าดินไม่เข้าใจว่าทำไมถึงคิดแบบนั้น
"เอ็งไม่รู้ใจข้าเลยเหรอว่าข้าคิดยังไง" ธารพูดด้วยน้ำเสียงกึ่งน้อยใจ
"ถ้าเอ็งรักข้าเหมือนที่ข้ารักเอ็ง เอ็งห้ามไปเด็ดขาด ส่วนเรื่องพ่อเอ็งข้าจะหาเงินมารักษาเอง ต่อให้สิ้นเนื้อประดาตัวข้าก็ยอม ขอเพียงเอ็งไม่ไปไหนไกลจากข้าก็พอ ข้าสัญญาข้าจะทำทุกอย่างเพื่อเอ็ง"
สีหน้าแววตาของดินจริงจังจนธารรับรู้ได้ว่าดินไม่ยอมให้ไปแน่ๆ
ใกล้รุ่งสางแล้วดินปีนหน้าต่างออกไปจากห้องของธาร ธารมองตามดินจนหายลับไปกับแสงของท้องฟ้าสีน้ำเงิน ธารถอนหายใจเฮือกใหญ่ไม่รู้จะต้องจัดการกับปัญหานี้อย่างไร หนึ่งคนก็คนที่เขารักสุดหัวใจ อีกคนก็พ่อผู้ให้กำเนิด แม้ขาดใครไปซักคนเขาเองก็คงเจ็บปวดหัวใจเจียนตายเช่นกัน
ดินเดินย่องเข้าบ้านของตัวเองแล้วมาหยุดที่หน้าห้องนอนของนางทิพย์ผู้เป็นแม่ ค่อย ๆ แง้มประตูส่องดูเมื่อเห็นว่านางทิพย์นอนหลับส่งเสียงกรนเบา ๆ ทำให้รู้ว่านางทิพย์กำลังหลับสนิท
ดินก้าวเข้าไปในห้องนอนนางทิพย์ ตรงไปที่ตู้เสื้อผ้าภายในห้องนอน ค่อย ๆ เปิดประตูตู้เสื้อผ้าด้วยความเบามือที่สุด พลางหันไปมองนางทิพย์เป็นระยะ ๆ เกรงว่านางทิพย์จะตื่น
ดินรีบหาของบางอย่างภายในตู้เสื้อผ้า จนเจอกับซองใส่เอกสารใบหนึ่งก็หยิบออกมาดู เมื่อเห็นว่าด้านในเป็นโฉนดที่ดินก็หยุดนิ่งคิดตัดสินใจว่าจะเอายังไงดี เพราะอยากจะเอาโฉนดไปจำนองกับนายเลิศผู้ใหญ่บ้าน เพื่อเอาเงินไปช่วยธาร แต่อีกใจก็กลัวว่าถ้าหาเงินไปไถ่ถอนไม่ทัน เขาและแม่คงได้ไปนอนวัดแน่
“เอ็งต้องทำได้สิวะไอ้ดิน ขยันทำงานเพิ่มอีกซักหน่อย ก็คงหาเงินมาไถ่คืนทัน”
ดินคิดในใจ เมื่อคิดได้ดังนั้นดินสูดหายใจลึกตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะเอาที่ดินบ้านหลังนี้ไปจำนองกับนายเลิศ เมื่อตัดสืนใจแน่วแน่แล้วก็เดินออกจากห้องนางทิพย์ไป มุ่งมั่นที่จะช่วยธารไม่ให้ไปคัดตัวกับแม่ซื้อ
"ถ้าเอ็งหาเงินมาจ่ายดอกไม่ทัน ข้ายึดนะ"
"ข้าจะหาเงินมาไถ่ให้เร็วที่สุด"
"เอ็งปั๊มนิ้วตรงนี้"
นายเลิศเลื่อนสัญญาให้ดินปั๊มลายนิ้วมือ ดินกำลังจะอ่านสัญญาแต่นายเลิศเอามือปิดไว้
"ถ้าเอ็งไม่ไว้ใจข้าก็เอาไปจำนองที่อื่น"
"ข้าก็อยากจะอ่านดูว่าเขียนอะไรบ้าง"
"แค่เอ็งจ่ายดอกตรงเวลา ข้าก็เอาของเอ็งไปไม่ได้ ถ้าเอ็งไม่ไว้ใจข้าก็เอาโฉนดเอ็งคืนไป"
นายเลิศพูดพลางโยนโฉนดคืนให้ดิน ดินกลัวว่านายเลิศจะเปลี่ยนใจ เพราะทั่วทั้งบางกะปิไม่มีใครให้เงินกู้ง่ายเท่านายเลิศอีกแล้ว ถึงแม้จะรู้ว่านายเลิศไม่ใช่คนตรงไปตรงมา แต่เวลานี้นายเลิศคือทางเดียวที่จะทำให้เขามีเงินเพื่อที่จะช่วยธาร หากส่งดอกตรงเวลาก็คงไม่มีปัญหา ดินคิดได้แบบนั้นจึงรีบปั๊มนิ้วมือลงบนสัญญาโดยไม่ได้อ่านว่าในสัญญาระบุว่า หากไม่สามารถหาเงินต้นมาไถ่คืนได้ภายในสามเดือนที่ดินจะถูกยึดทันที!!
บนศาลาวัดชาวบ้านกำลังถวายเพล เช่นเดียวกับนางเฟ้อ ธาร น้ำริน ทำอาหารมาถวายให้พระ ธารและน้ำรินนำอาหารของตัวเองไปรวมกับของชาวบ้านเพื่อเตรียมถวายเพล
นางบุญมีเดินเข้ามาในศาลาพร้อมกับไอ้มั่นลูกชายที่เพิ่งกลับมาจากพระนคร การแต่งตัวของไอ้มั่นดูแปลกตาต่างจากชาวบ้านทั่วไป ดูภูมิฐานเป็นไอ้หนุ่มพระนครเต็มตัว สาว ๆ ในศาลาต่างหันไปมองไอ้มั่นตาเป็นเกลียว
ถึงแม้นายมั่นจะมีผิวคล้ำเหมือนชายหนุ่มบ้านทุ่ง แต่การแต่งตัวและท่าทางการเดินเหินดูสมาร์ทผิดจากไอ้หนุ่มเลี้ยงควายในสมัยก่อนยิ่งนัก
"ไปอยู่พระนครไม่นาน หล่อเหลาขึ้นเยอะเลยนะไอ้มั่น"
ชาวบ้านคนหนึ่งพูดขึ้น นางเฟ้อได้ยินก็หันไปมอง เมื่อเห็นไอ้มั่นไปอยู่พระนครแล้วได้ดีก็อดที่จะตื่นเต้นไม่ได้
"เห็นมั๊ยไอ้ธาร ดูไอ้มั่นสิภูมิฐานซะไม่มี สลัดคราบไอ้หนุ่มเลี้ยงควายไปหมดเกลี้ยงเลย นี่ถ้าเอ็งได้ไปทำงานที่บ้านเจ๊ก บ้านเราก็คงสบาย"
นางเฟ้อพูดอย่างมีความหวัง ส่วนธารแอบถอนหายใจอย่างหนักใจ ถวายเพลเสร็จแล้วชาวบ้านต่างทยอยกันกลับ นางเฟ้อรีบจูงมือธารเข้าไปหาบุญมีแม่ของไอ้มั่น
"แม่บุญมี"
นางบุญมีหันมาทางนางเฟ้อถึงแม้จะคุ้นหน้าแต่ก็จำไม่ค่อยได้เพราะไม่ได้สนิทกัน
"ข้าชื่อเฟ้อ อยู่บ้านบางกะปินี่แหละ ส่วนนี่ลูกข้า ชื่อไอ้ธาร"
ธารยกมือไหว้นางบุญมี นางบุญมีรับไหว้ธารมองนางเฟ้อเป็นเชิงว่ามีธุระอะไร
"ข้าได้ข่าวว่าพ่อมั่นลูกชายเอ็งเพิ่งกลับจากพระนคร ข้าเลยอยากจะฝากลูกชายข้าไปทำงานที่บ้านเ**กบ้าง"
"เอ็งก็ต้องให้ลูกเอ็งไปคัดตัวกับแม่ซื้อ"
"ข้ารู้ ข้าแค่อยากให้พ่อมั่นแนะนำลูกข้าว่าจะต้องทำอะไรบ้าง มันจะได้เตรียมตัว ได้หรือไม่พ่อมั่น"
นางเฟ้อหันไปถามไอ้มั่นที่กำลังมองธารอย่างพิจารณาตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนยิ้มออกมาเบา ๆ อย่างพอใจ
"เอ็งอยากไปทำงานที่บ้านเ**กจริงรึ" มั่นถามธารขณะที่เดินอยู่ด้วยกันภายในวัด
"ข้า เอ่อ..."
ธารไม่รู้จะตอบยังไงเพราะไม่ได้อยากไป มั่นเห็นธารนิ่งไปก็พอจะเดาออกว่าธารคงโดนนางเฟ้อบังคับให้ไปคัดตัวแน่ ๆ
"เอ็งไม่ได้อยากไปใช่มั๊ย"
มั่นถามออกมาตรง ๆ ธารหันไปมองมั่น มั่นยิ้มให้ธารอย่างใจดี
"ถ้าได้ไปทำงานที่บ้านเจ๊ก เอ็งต้องอดทน งานมันหนักมากเกินกว่าเอ็งจะเข้าใจ มันหนักจนเอ็งแทบบ้าเลยล่ะ"
มั่นพูดด้วยน้ำเสียงที่ซ่อนเจ็บปวดอยู่ลึก ๆ เมื่อนึกถึงครั้งแรกที่ไปถึงบ้านเ**กแล้วรู้ว่าตัวเองต้องทำงานอะไร ธารมองมั่นสงสัยว่างานที่ทำจะหนักขนาดไหนกันเชียว
"ข้าไม่ได้กลัวงานหนัก"
"ถ้าเองไม่กลัวก็ดีแล้ว แต่ดูจากสีหน้าเอ็งมีอะไรที่หนักใจอยู่อีกเหรอ" มั่นสังเกตสีหน้าธารที่ยังกังวลใจอยู่มากก็ถามขึ้น
"ข้า..."
ธารนิ่งไปเพราะไม่รู้จะพูดให้มั่นฟังยังไงว่าที่ไม่อยากไปเพราะมีคนที่รักสุดหัวใจอยู่ที่นี่ต่างหาก
"หรือเอ็งมีคนรัก?"
มั่นถามตรงจุดจนธารชะงัก มั่นเห็นสีหน้าของธารก็ยิ้ม
"มีไม่กี่อย่างหรอกที่จะรั้งเรา ให้ไม่อยากจากบ้านเกิดไปไหน นอกจากครอบครัวและคนรัก"
มั่นหันมาพร้อมกับเอามือมาจับไหล่ของธารทั้งสองข้าง
"เอ็งลองไปตัดสินใจเอาเองเถอะ ถ้าเอ็งอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นก็ไป หากคนรักของเอ็งมันรักเอ็งจริงมันจะรอเอ็งกลับมา"
ธารพยักหน้ารับอย่างเข้าใจเพราะสิ่งที่มั่นพูดมาก็ถูก
“หากหัวใจรักของเรามั่นคงพอ ก็มิมีสิ่งใดพรากเราไปจากกันได้”
--- จบบทที่ 3 ---