สายลมหนาวพัดผ่าน ต้นไทรใหญ่ตั้งตระหง่านโดดเด่นอยู่ชายทุ่ง ใต้ต้นไทรมีศาลเก่าแก่ของเจ้าพ่อต้นไทรที่ดูรกร้างไม่น้อย เนื่องจากความศักดิ์สิทธิ์ที่ใครต่างหวาดกลัว เพราะเจ้าพ่อต้นไทรแห่งทุ่งบางกะปินี้ ถึงแม้จะให้คุณแต่ก็ให้โทษหนักหนาเช่นกัน หากคนที่มาบนบานไม่ได้ทำตามสัญญาที่สาบานไว้ จึงทำให้ผู้คนหวาดกลัวและค่อย ๆ หายไปจนแทบจะกลายเป็นศาลร้าง
แต่บัดนี้ ดินและธารได้นั่งอยู่ที่หน้าศาลเจ้าพ่ออย่างไม่หวาดกลัวสิ่งใด แม้ใจต่างก็รู้ว่ารักกันมากเพียงใด แต่หากการพลัดพรากจากกันไกลครั้งนี้ สร้างความกังวลในหัวใจ เขาทั้งสองจึงต้องพึ่งพาสิ่งยึดเหนี่ยวและผูกใจของทั้งสองไว้นั่นก็คือ คำสาบานต่อหน้าเจ้าพ่อต้นไทร
ดินจุดธูปของตัวเองและยื่นให้ธาร สองคนพนมมือเริ่มคำสัญญาต่อเจ้าพ่อต้นไทรอันศักดิ์สิทธิ์
“ข้าแต่เจ้าพ่อต้นไทรอันศักดิ์สิทธิ์ ข้าไอ้ดินขอสาบานต่อเจ้าพ่อต้นไทรว่า ข้าจะรักมั่นเพียงแค่ไอ้ดินคนนี้คนเดียว หากมีวันใดที่ข้าผิดคำสัตย์สาบานนี้ ขอให้ข้ามีชีวิตที่ไร้ความสุข ไร้รัก หากข้าตายก็ขอให้ตายอย่างโดดเดี่ยว และไม่ว่าชาติไหนก็มิอาจพบเจอรักแท้”
“ข้าไอ้ดินก็เช่นกัน เจ้าพ่อต้นไทรอันศักดิ์สิทธิ์ หากข้า…ไอ้ดิน มีใครอื่น ขอให้ข้าตายอย่างหมาข้างถนน ไร้ซึ่งคนเหลียวแล สิ้นชีวิตอย่างทุกข์ทรมาน”
สิ้นคำสัตย์สาบานของทั้งคู่ก็เกิดลมแรงพัดผ่านวูบไปราวกับว่า เจ้าพ่อได้รับรู้คำสัญญาสาบานนี้
“สบายใจขึ้นหรือยัง”
ดินพยักหน้ารับก่อนที่จะขยับหน้าเข้าไปใกล้ธารแล้วจูบโดยที่ธารไม่ได้ตั้งตัว ธารพยายามดันตัวดินออกเพราะอายที่ถูกจูบต่อหน้าเจ้าพ่อแบบนี้ ดินถอนจูบจากธาร
“ทำอะไร? หน้าไม่อายนี่ต่อหน้าเจ้าพ่อนะ”
“จูบนี้ให้เจ้าพ่อเป็นพยานว่าข้าจะรักเอ็งไปจนวันตาย จูบนี้จะไม่มีวันเป็นของใครนอกจากเอ็ง”
“แล้วอย่างอื่นล่ะ” ธารยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ให้ดิน ดินได้ยินคำถามของธารก็เลิกคิ้วเป็นเชิงถามว่าจะเอาจริง ๆ ใช่มั๊ย?
ธารทำหน้าแบบไม่รู้ไม่ชี้ ท่าทางอ่อยเหยื่อทำให้สมองปั่นป่วนแบบนี้ถือว่าเป็นสเน่ห์อีกอย่างของธาร ที่ทำให้คนที่อยู่ด้วยทนไม่ไหวอยู่เนือง ๆ อยากกระชากกางเกงออกมาแล้วสวนแก่นกายเข้าร่างให้เต็มรัก ตอนนี้อยู่หน้าศาลเจ้าพ่อแท้ ๆ ยังมายั่วอารมณ์กันได้ ถึงแม้จะพยายามควบคุมใจตัวเองให้ไม่ทำอะไรรุ่มร่ามต่อหน้าเจ้าพ่อ แต่ไอ้ช่อนน้อยกลับแปลงร่างเป็นไอ้ช่อนยักษ์จนทนไม่ไหว ดินรวบตัวของธารเข้ามากอดจูบอย่างถาโถมบดขยี้อย่างไม่เกรงใจเจ้าพ่ออีกต่อไป
“ไอ้ดิน เดี๋ยว ไอ้ดิน!!”
ธารถอนจูบออกมาได้ก็พยายามห้ามดิน เพราะไม่คิดว่าดินจะอารมณ์ขึ้นจนควบคุมตัวเองไม่ได้ขนาดนี้ ดินไม่สนใจคำทัดทาน กลับซุกไซร้บดขยี้ซอกคอ ดันตัวของธารนอนราบลงกับลานดินหน้าศาล
“ข้าไม่ไหวแล้ว”
“แต่นี่มันหน้าศาล” ธารพูดเสียงสั่นเครือต้านทานแรงพิสวาสของดินไม่ได้เช่นกัน
“จะสนใจทำไมในเมื่อเจ้าพ่อคือพยานรักของเรา เจ้าพ่อจะได้รู้ว่าเอ็งและข้ารักกันเพียงใด”
ดินพูดพลางเอามือล้วงเข้าไปในกางเกงของธาร ลูบคลำไอ้ช่อนของธารจนธารร้องครางออกมาเบา ๆ
“ไอ้ดิน อย่า!!” ธารร้องบอกดินเสียงกระเส่าแต่ก็ไม่เป็นผล
กางเกงของธารถูกถอดออก ดินขยับหน้าของตัวเองใช้ปากงับลิ้มรสความหวานของไอ้ช่อนหัวชมพูนวลสวยอวบอุย ดินสวบดูดคลึงเล็มเลียความหวานแก่นกายของธารราวกับว่า มันเป็นของหวานชั้นเลิศ ไม่นานนักน้ำหวานก็ทะลักออกมาจากแก่นกาย ผ่านลิ้นความหวานรสละมุนถูกกลืนลงคอด้วยความกระหาย
ยิ่งเสียงครางของธารดังเท่าไหร่ ดินก็ยิ่งรัวลิ้นร้อนตวัดไปมาอย่างรวดเร็ว ทั้งดูด ทั้งดุนจนธารร้องครวญครางราวกับวิญญาณจะปลิดปลิวออกจากร่าง ดินสนุกกับการได้หยอกล้อกับไอ้ช่อนของคนรัก เสียงครางกระเส่าจากการกระทำที่เขามอบให้ ทำให้เขายิ่งอยากเล่นกับมัน ดินอมมันเอาไว้จนสุดโคนถ้าเป็นไปได้เขาก็อยากจะกินมันเข้าไปเสียเดี๋ยวนี้!
“อื้อออ...ไอ้ดิน ข้าทนไม่ไหวแล้ว รีบทำเถอะ”
ธารพูดเสียงกระเส่าพร้อมยกสะโพกขึ้นหลังแทบไม่ติดพื้น ร่างบิดไปมากระสับกระส่าย ตอนนี้อารมณ์มาเกินจนล้นอยากให้ดินส่งไอ้ช่อนยักษ์ทะลวงเข้ามาในรูรักเสียที ดินไม่รอช้าจัดตามคำขอ เขาพลิกตัวธารคว่ำลงใช้แขนแกร่งยกสะโพกตั้งขึ้น ให้เขาได้สอดใส่ไอ้ช่อนยักษ์ตัวเขื่องที่พร้อมลอดถ้ำเสียว
“วันนี้ข้าจะทำให้เจ้าพ่อเห็นว่าข้ารักเอ็งเพียงใดไอ้ธาร” ดินพูดจบก็ส่งไอ้ช่อนยักษ์เข้าไปผจญภัยภายในถ้ำที่คุ้นเคย
ปั๊ก!!
ดินกระแทกแก่นกายเข้าไปจนมิดด้ามในคราวเดียว ธารหลับตาพริ้มจนลืมไปแล้วว่า ณ.ที่ตรงนี้มันคือหน้าศาลของเจ้าพ่อต้นไทร!! หากแต่ว่าบัดนี้เสียงบรรเลงรักดังสะท้านไปทั่วทั้งท้องทุ่ง...
“อาส์สสสสสสสส อื๊มมมมม อูว์วววววว ซี๊ดดดดด...”
เสียงกระเส่าครางของทั้งคู่ดังสอดประสานกัน รับจังหวะกระแทกกระทั้นที่ไอ้ดินบรรจงสับ เสียงเนื้อกระแทกเนื้อดังไม่หยุด
ตั๊บ ตั๊บ ตั๊บ!
ธารมือหนึ่งกำผืนหญ้าไว้แน่น อีกมือจับขาศาลเจ้าพ่อเอาไว้ แรงกระแทกทำเอาศาลจ้าพ่อสะเทือนไปตามแรงกระแทก และท่วงท่าที่เปลี่ยนไปตามอารมณ์
ดินจับธารหันหน้ามา ยกขาธารขึ้นพาดไหล่ ตั้งสะโพกขึ้นให้รับกับไอ้ช่อนยักษ์ แล้วปล่อยให้ไอ้ช่อนยักษ์ว่ายผ่านรูสวาทเข้าไปอย่างนุ่มนวลกว่าครั้งแรก เหมือนพายุได้สงบลงแล้ว มีเพียงลมหนาวเบา ๆ พัดมา แก่นกายอันแข็งแกร่งถูกดึงเข้าดึงออกเป็นจังหวะ จนน้ำรักทะลักทะล้นออกมาพร้อมเสียงผ่อนลมหายใจยาวของทั้งคู่ดังขึ้นพร้อมกัน ไม่มีครั้งไหนที่ทั้งคู่จะไม่ถึงจุดสุดยอดพร้อมกัน...
ลมเย็น ๆ พัดโชยผ่านกลางทุ่ง ยอดกิ่งไม้ใบไม้ยอดหญ้าปลิวไสวหยอกล้อกับสายลม กลิ่นควันธูปจากศาลเจ้าพ่อจางหายไป เหลือเพียงกลิ่นต้นไม้ใบหญ้า ขณะนี้ได้ยินเสียงของสายลมเบา ๆ มาแทนที่เสียงครางสนั่นทุ่งเมื่อครู่ใหญ่ ๆ ที่ผ่านมา
สองร่างที่ถาโถมเข้าใส่กันอย่างไม่บันยะบันยังเมื่อครู่ ตอนนี้นอนหลับไหลอ่อนแรงพิงต้นไทรอยู่ด้านหลังศาลเจ้าพ่อ ที่ซึ่งเป็นพยานรักของเขาทั้งสอง สองคนหลับภายใต้อ้อมกอดของกันและกันเพราะเหนื่อยล้าจากการกรำศึกรักอย่างหนักหน่วง ไม่นานนักธารก็ตื่นลืมตาขึ้น แต่เมื่อเห็นดินยังคงหลับอยู่ก็ไม่กล้าขยับตัวได้แต่กระชับกอดให้แน่นขึ้น ซุกหน้าแนบกับอกแกร่งของชายคนรัก
“ตื่นแล้วรึ” เสียงของดินดังขึ้นแต่ตายังคงหลับอยู่
“ข้าทำให้เอ็งตื่นหรือเปล่า”
“ข้าตื่นนานแล้วแต่เห็นเอ็งกำลังหลับสบายข้าเลยไม่อยากปลุก ได้นอนกอดเอ็งนาน ๆ แบบนี้ ข้าสุขใจเหลือเกิน เอ็งรู้มั๊ยว่าข้าหลับได้ไม่เต็มตาเลย เพราะกลัวว่าตื่นขึ้นมาเอ็งจะหายไป”
ธารขยับตัวขึ้นมามองหน้าดิน
“ข้าจะหายไปไหนได้ยังไง เอ็งเล่นกอดข้าแน่นซะขนาดนี้”
“ข้าถึงไม่อยากคลายกอดจากเอ็งไง”
“งั้นตอนนี้เอ็งก็กอดข้าเถอะ กอดข้าจนกว่าเอ็งพอใจ”
“งั้นเอ็งก็ทนโดนเหน็บกินเถอะ”
“ข้าทนได้”
ธารมองดินยิ้มพลางส่ายหัวเบา ๆ กับคำหวานของดินที่ช่างขยันหยอดเหลือเกิน ธารขยับตัวซบลงบนไหล่กว้างของดิน
“ข้ามีความสุขเหลือเกิน”
ธารพึมพำแต่ยังไม่ทันได้ดื่มด่ำกับกอดนี้ ทั้งคู่ก็ต้องตกใจจนผละออกจากกันแทบไม่ทันเมื่อเสียงของนางเฟ้อดังขึ้น
“ไอ้ธาร ไอ้ดิน!!”
ดินกับธารสะดุ้งหันไปตามเสียงเห็นนางเฟ้อยืนจังก้าจ้องเขม็งมาทางทั้งคู่ที่นอนกอดกัน
“แม่!!”
ธารรีบผละออกจากดิน นางเฟ้อหันไปหยิบไม้ท่อนที่อยู่ใกล้ ๆ เดินพุ่งเข้าไปหาดินแล้วตีอย่างแรง
“ไอ้ดิน ไอ้ชั่วมึงทำอะไรลูกกู”
“แม่อย่า!!”
ธารผวาเข้าไปห้ามนางเฟ้อแต่ถูกผลักออกมา นางเฟ้อโกรธจัดหันมาตีธาร
“พวกมึงมาทำอะไรอุบาทว์ชาติชั่วกันตรงนี้”
“ป้าเฟ้ออย่าจ่ะ”
ดินเอาตัวมาขวางนางเฟ้อไว้ นางเฟ้อโมโหเอาท่อนไม้ทุบดินแบบไม่ยั้ง ยิ่งเห็นดินเอาตัวบังกอดธารเอาไว้ไม่ให้โดนตีก็ยิ่งโกรธ
“ป้าเฟ้อตีชั้นให้ตายเลยก็ได้ แต่อย่าทำอะไรธาร”
“มึงไม่มีสิทธิ์มาสั่งกู มึงพาลูกกูมาทำจัญไร กูจะตีมึงให้ตาย!!”
“พอเถอะแม่ ถ้าดินตายข้าจะตายตาม”
นางเฟ้อได้ยินธารพูดก็ชะงักมองหน้าธารรู้สึกทั้งโกรธและเสียใจที่มีลูกชายกับเขาคนนึงแต่มาทำเรื่องชั่วแบบนี้
“ไหน ๆ แม่ก็เห็นแล้ว ข้าบอกแม่เลยก็แล้วกัน ข้ากับดินรักกัน”
“ไอ้ธาร!!”
นางเฟ้อแผดเสียงลั่นโกรธจัด ง้างไม้ทุบทั้งดินและธารสองคนกอดกันกลมน้ำตาไหลพรากพร้อมตายด้วยมือแม่อย่างนางเฟ้อ
“ไอ้ลูกชั่ว กูจะตีมึงให้ตายดีกว่าให้มึงทำเรื่องอัปปรีย์จัญไรให้ขายขี้หน้าคนทั้งบาง”
นางเฟ้อตีธารไปก็น้ำตาไหลพราก ดินพยายามปัดป้องเอาตัวบังไม่ให้ไม้ถูกตัวของธาร เวลาผ่านไปไม่นาน นางเฟ้อตีทั้งธารและดินจนหมดแรง ดินและธารทรุดลงนอนกองกับพื้นคิดว่าต้องตายแน่แล้วในวันนี้
นางเฟ้อกระชากตัวธารที่นอนหมดแรงออกมาจากดินที่บัดนี้นอนไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะปกป้องคนรัก สายตามองมายังธารที่ร้องไห้น้ำตาไหลสงสารดิน หากแต่ตัวเองก็ระบมไปทั้งตัวไม่มีแม้กระทั่งเรี่ยวแรงจะยืน ดินพยายามจะผงกหัวลุกขึ้นไปหาธาร นางเฟ้อเดินมาจ้องหน้าดินที่นอนอยู่กับพื้น กำลังง้างมือจะฟาดดิน
“แม่อย่า!!”
ธารคลานเข้ามาเกาะขานางเฟ้อไม่ให้ทำอะไรดินอีก
“ชั้นยอมแล้วแม่ แม่จะให้ชั้นทำอะไรชั้นยอมหมดเลย อย่าทำอะไรดินเลยนะแม่”
ธารจับชายผ้าถุงของนางเฟ้อร้องไห้ร้องขอชีวิต ดินที่นอนมองมาทางธารน้ำตาเอ่อล้นปนกับเลือดที่ไหลอาบแก้ม แต่นางเฟ้อไม่สนใจคำขอของธาร ฟาดไม้ลงที่หัวดินอย่างแรง ผลั๊วะ!!
“ไอ้ดิน!!”
ธารร้องเรียกดินสุดเสียง ดินหน้าฟุบลงกับพื้นนอนนิ่งราวกับจะไม่ฟื้นขึ้นมาอีก
“หรือรักของเอ็งกับข้าจะสิ้นสุดลงตรงนี้ หากเป็นเช่นนั้นจงจำเอาไว้ว่า
ถึงแม้กายข้าจะจากไป แต่หัวใจของข้าจะไม่มีวันดับสลาย
และยังคงรักเอ็งตลอดไป ไอ้ธาร สุดที่รักของข้า”
---จบบทที่ 5---