มีคนพูดกันในหมู่ชาวบ้านว่า ฮิม “เห็นกรรมคนตาย”
ไม่ใช่เรื่องพูดเล่น เขาเคยบอกใบ้กลางวงเหล้าว่า
“บางศพมันเงียบ บางศพมันเสียงดัง... แต่ไม่มีใครฟังพวกเขานอกจากผม”
แน่นอน คนที่ฟังวันนั้นหัวเราะ แล้วก็เลิกหัวเราะทันทีตอนอีกวันฝันเห็นผู้ตายมายืนข้างเตียง
ฮิมไม่ได้ภูมิใจกับความสามารถนั้น เขาแค่ “อยู่กับมัน” เหมือนคนอยู่กับเสียงพัดลมเก่าที่เปิดทุกคืน มันน่ารำคาญแต่ก็ขาดไม่ได้
เขาเคยพยายามไม่มอง ไม่ฟัง ไม่สนใจ
แต่ทุกครั้งที่มือเขาสัมผัสร่างเย็นเฉียบ... ภาพสุดท้ายของคน ๆ นั้นจะแล่นเข้ามาในหัวทันที
ภาพที่เห็นไม่เคยเหมือนกัน บางคนยิ้มก่อนตาย บางคนร้องไห้ บางคนยังหายใจแต่หัวใจไม่อยากอยู่แล้ว
ครั้งหนึ่งเขาเคยถามพระที่วัดว่า
“หลวงพี่ครับ ทำไมผมต้องเห็นผีพวกนี้”
พระแก่คนนั้นตอบยิ้ม ๆ “ก็เพราะโยมไม่ปิดตาไง”
“ไม่ใช่ผมไม่อยากปิด แต่มันปิดไม่ได้”
“งั้นก็ลองเปิดใจแทนสิ”
ฮิมไม่เข้าใจเลยสักคำ แต่ก็ยกมือไหว้เพราะเกรงใจ
ตอนนี้ เขาเริ่มชินกับการทำงานกลางความเงียบ เริ่มชินกับมันจนเสียงไฟแช็กจุดธูปฟังดูเหมือนเพลงประจำวัน
ชายอีกคนวิ่งเข้ามา “พี่ฮิม เขาจะเอาศพเข้าอีกแล้ว!”
ฮิมมองนาฬิกา “หกโมงเช้าเอง วันนี้งานแรกก็ยังไม่เผาเลยนะ”
“ก็คนตายมันไม่บอกคิวล่วงหน้าอะพี่”
เขาหลุดยิ้มมุมปาก “งั้นจัดคิวเลย เดี๋ยวผีมันรอคิวเก้อ ศพที่มาใหม่คงเผาวันนี้ไม่ทัน รอสักนิด จะได้มีเวลาออกมาเล่นกับพวกเอ็งไง”
เสียงหัวเราะของเด็กคนนั้นดังขึ้นอีกที ก่อนเงียบไปเมื่อเห็นฮิมเดินไปหยิบบุหรี่มาจุด
“มาเล่นกับพี่คนเดียวเถอะ ผมไม่เล่น ว่าแต่พี่สูบตอนมีศพแบบนี้ไม่กลัวผีมาขอสูบด้วยหรอ?”
“กลัวสิ” เขาตอบเรียบ ๆ แล้วสูบต่อ
“แสดงว่ากลัวผีไม่กลัวควัน?”
“กลัวขาดนิโคตินมากกว่า”
ควันสีเทาลอยคลออยู่เหนือหัว ภาพศาลาในเช้าวันนั้นจึงดูทั้งขรึมและมีชีวิตในเวลาเดียวกัน
ข้างหลังศาลา มีกล่องไม้เก่าที่เขาเก็บสมุดบันทึกไว้ทุกเล่ม เขียนชื่อคนตาย วัน เวลา และ “สิ่งสุดท้ายที่พวกเขาอยากพูด” ไม่ใช่ข้อมูลทางการ แต่อย่างน้อยมันทำให้เขาจำได้ว่า “คนตายก็เคยมีชีวิต”
วันนี้เขาเปิดหน้าสมุดใหม่ เขียนแค่บรรทัดเดียว
“หญิงชรา ยิ้มก่อนตาย บอกคิดถึงลูกชาย แต่ไม่กล้าโทรหา”
เขาวางปากกาลง สูบอีกคำ แล้วพึมพำเบา ๆ
“คิดถึงแต่ไม่กล้าพูด... ลูกชายก็ไม่มาหาแม่เลย ใจดำชะมัด แม่ตายเป็นผีทั้งคน คนเป็นนี่น่ากลัวกว่าผีอีก”
พอมูลนิธิและเจ้าหน้าที่ยกศพมาวางบนศาลา ฮิมยกฝาโลงขึ้นเพื่อตรวจดูความเรียบร้อย กลิ่นดอกไม้แห้งกับขี้เถ้าผสมกันในอากาศ เขามองเปลวไฟแล้วนิ่งอยู่นาน
แวบหนึ่ง เขาเห็นภาพมือของหญิงชรานั้นยื่นออกมาราวกับกำลังจะรับบางสิ่ง
เขาชะงัก เขาหลับตาลง แล้วพูดเบา ๆ
“ไปเถอะยาย... ไม่ต้องรอใครแล้ว”
ไฟเทียนลุกพรึ่บขึ้นเอง เสียงไม้แห้งแตกเปรี๊ยะเหมือนคำตอบว่ายายไม่อยากไป ฮิมสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วหันหลังเดินออกจากศาลา
ตรงประตูวัด เขาเจอลุงยอดกำลังขี่มอเตอร์ไซค์เก่า ๆ ผ่านไป ถือถุงกาแฟห้อยไว้ สองคนสบตากันแวบหนึ่ง ไม่มีบทสนทนา ไม่มีเสียงทัก
แต่คนหนึ่งยิ้มกว้าง อีกคนพยักหน้าเบา ๆ เหมือนคนที่ “รู้จักกันอยู่ก่อนแล้วในอีกโลกหนึ่ง”
เสียงเครื่องยนต์ของมอเตอร์ไซค์ค่อย ๆ หายไปในอากาศ
ฮิมยกบุหรี่ขึ้นดู เหลือครึ่งมวน เขาหัวเราะนิด ๆ
“ชีวิตคนมันก็เหมือนบุหรี่แหละ… สูบไปก็สั้นลงทุกที แต่ยังมีคนยอมจุดมันอยู่ดี”
เขาเหวี่ยงมวนบุหรี่ทิ้ง แล้วเดินกลับเข้าไปในศาลา
เงาไฟจากเทียนยังวูบไหวอยู่เบื้องหลัง เหมือนใครบางคนกำลังโบกมือเรียกอย่างเงียบงัน
สำหรับฮิม ความตายไม่ใช่จุดจบของชีวิต...
แต่มันคือเสียงสะท้อนของคนที่ยังอยู่ ว่าพวกเขาจะใช้ชีวิตต่อยังไง หลังจากนั้นต่างหาก
ข้าวเม่ากับรถพ่วงข้างเสียงดัง
เสียง “ฉ่าาาา!” ดังขึ้นกลางตลาดเช้าที่เพิ่งเริ่มขยับตัวจากความง่วง กลิ่นกระเทียมกับพริกโดนความร้อนพุ่งกระจาย เหมือนเสียงประกาศว่า “ข้าวเม่ามาแล้วจ้า!”
หญิงสาวตัวเล็ก ผมสั้น ใส่เสื้อยืดลายการ์ตูนกับผ้ากันเปื้อนลายเป็ด ถือทัพพีเหมือนถืออาวุธคู่ใจ เธอชื่อ ข้าวเม่า รถพ่วงข้างของเธอเป็นคันเก่าดัดแปลง มีเตาแก๊สเล็ก ๆ ติดสองหัว กระทะเหล็กหนึ่งใบ โต๊ะไม้พับหนึ่งตัว กับป้ายกระดาษเขียนด้วยลายมือ
“ข้าวกล่องข้าวเม่า ร้อน ฉ่า ฮา ทุกคำ”
เธอไม่ได้ขายแค่ข้าว แต่ขายอารมณ์ดีไปด้วย ทุกเช้าเสียงของเธอจะกลบเสียงตลาดได้เกินครึ่ง
“สวัสดีค่าาา วันนี้มีข้าวผัดพริกแกง หมูกรอบพิเศษสุดในปฐพี!
ใครอยากอิ่ม อย่ามัวแต่เลือกชีวิต เลือกเมนูมาก่อน!”
คนที่ผ่านไปมาหันมายิ้ม ข้าวเม่าไม่สนใจว่าใครจะซื้อหรือไม่
แค่มีคนรู้จักร้านเธอ เธอก็ถือว่ากำไรแล้ว เดี๋ยววันหลังเขาอาจจะมาซื้อก็ได้ เหมือนโปรโมทแบบยั่งยืนไปในตัว
เด็กนักเรียนหญิงถือกล่องข้าวเก่า ๆ ยื่นมา “พี่เม่า เติมข้าวให้หนูหน่อย”
“เติมฟรีเลยลูก ข้าวหมดแต่ใจยังมีเหลือ”
เธอตักข้าวให้เต็มกล่อง เด็กยกมือไหว้แล้ววิ่งออกไป
ข้าวเม่ายิ้มตามหลัง ก่อนจะตะโกนตาม “อย่าลืมกินตอนร้อน ๆ นะจ้ะ เดี๋ยวใจจะเย็นตามข้าว!”