พ่อค้าข้าง ๆ ที่ขายน้ำแข็งใสพูดแซว
“วันนี้ดูอารมณ์ดีนะคุณแม่ค้า”
“แน่นอนค่ะ พี่เคยเห็นใครขายข้าวแล้วหน้าบูดไหม ถ้ามี ข้าวก็ไม่รอดหรอก บูดเหมือนหน้าแม่ค้าแหล่ะ !”
เสียงหัวเราะจากร้านข้างเคียงดังตอบรับ แต่ข้าวเม่าเงียบไปชั่วขณะ เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหัวมุมตลาด
เขาแต่งตัวเหมือนพนักงานออฟฟิศธรรมดา แต่ยืนนิ่งผิดปกติ สายตาจ้องมายังเธอ เหมือนจะสั่งข้าว ข้าวเม่าขมวดคิ้ว “แปลกแฮะ...”
เธอตะโกนถาม “พี่จะเอาอะไรดีคะ?” ชายคนนั้นไม่ตอบ แค่ยิ้มน้อย ๆ ชี้ไปที่เมนูข้าวผัดหมูไข่ดาว ข้าวเม่าหยิบกล่องโฟมออกมา
“รับทราบค่ะ คุณพี่เอาข้าวผัดหมูไข่ดาวนะคะ ข้าวร้อน ๆ ออกจากกระทะเลย รอแพรบนึงค่ะ”
เธอเร่งมือผัดและจัดวางใส่กล่อง ส่งให้ลูกค้าคนนั้น เธอเพียงแค่เอี้ยวตัวไปจะหยิบรายการอาหารที่สั่งลำดับต่อไป พอหันกลับมาอีกที... ชายคนนั้นก็หายไปแล้ว
ข้าวเม่าเบิกตากว้าง มองรอบ ๆ ไม่มีวี่แวว
“เอ้า เฮ้ย... ไม่ทันคิดเงินอีก...”
เธอพูดพลางหัวเราะกับตัวเอง “หรือจะเป็นลูกค้าเก่าที่เคยสั่งอาหารกันมาล่วงหน้าไว้ชาติก่อน”
พ่อค้าข้าง ๆ แซว “เอ็งนี่ก็พูดไปเรื่อย เดี๋ยวผีกลัวไม่กล้ามาอีกหรอก เมื่อกี้ฉันเห็นแกคุยอยู่คนเดียวไม่เห็นมีลูกค้าสักคน แล้วแกก็ลงมือทำกับข้าวยิก ๆ ยังคิดว่าแกเพี้ยน ที่ไหนได้ ผีมาสั่งข้าวแกจริง ๆวะ บรึ๊ยยย สยองฉิบหาย ว่าแต่ เอ็งไม่กลัวเหรอ”
“ไม่กลัวหรอกพี่ ผีเขาซื่อสัตย์กว่าคนอีก บางคนบอกจะมากินข้าวทุกวัน ยังหายหัวเลย !”
ที่ข้าวเม่าพูดไปแบบนั้นเพราะเธอเห็นเงินจำนวนเท่ากับค่าอาหารถูกใส่ในซองพลาสติกเก่า ๆ วางอยู่ใกล้กระป๋องใส่เงิน
ตลาดทั้งตลาดพากันโจษจันไปทั่ว ว่าผีมาสั่งอาหารร้านข้าวเม่า บ้างก็มารุมถามอย่างกับเรื่องบันเทิงของดารา ข้าวเม่าเล่าไปด้วยหัวเราะไปด้วย แต่แววตาเธอกลับมีบางอย่างที่ต่างออกไป เหมือนคนที่ “เคยเห็น” หรือ “เคยรู้” ว่าไม่ใช่ครั้งแรกที่เจออะไรแบบนี้
พอสายหน่อย เธอปิดเตา ล้างกระทะ นั่งพักข้างรถพ่วง
รถเธอเก่าแต่เธอรักมันเหมือนเพื่อน มันพาเธอไปขายข้าวมาสามปี ตั้งแต่วันที่แม่เธอจากไป
บนพวงมาลัยรถมีพวงกุญแจเล็ก ๆ ห้อยไว้เป็นรูป “ตะหลิว”
เธอเคยพูดเล่นว่า “แม่อยู่ในตะหลิวนี่แหละ เวลาฉันผัดข้าวทีไร กลิ่นถึงเหมือนตอนแม่อยู่ทุกที”
ข้าวเม่าหยิบขวดน้ำขึ้นจิบ เหม่อมองท้องฟ้า
“แม่จ๋า... วันนี้ขายดีนะ เจอผีด้วย แถมยังได้หัวเราะอีก ฉันกลายเป็นคนดังเพราะผีไปแล้ว”
เธอยิ้มเศร้า “ถ้ามีโลกหลังความตายจริง ๆ ขอให้แม่อยู่แถวนั้นแหละ จะได้กินข้าวฝีมือหนูทุกวัน”
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เพื่อนเก่าสมัยเรียนโทรมา
“ฮัลโหล ไงเม่า วันนี้ขายดีไหม?”
“ดีสิ มีผีมากินด้วย!”
“อย่ามาโม้เลย”
“ไม่ได้โม้ ผีจริง ๆ ข้าวผัดหมูฉันหอมขนาดนั้น ใครไม่อยากมากินก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว”
“ข้าวผัดหรือธูป?”
“นี่ ไอ้แต๊กอย่ามาล้อ เดี๋ยวฉันแช่งให้เห็นจริง ๆ เลย”
“ไม่ต้องเลย ฉันเห็นเธอก็เหมือนเห็นผีอยู่แล้ว”
“ตลกมากพี่คนสวย ว่างมากไหม เดี๋ยวให้มาล้างกระทะ”
เสียงหัวเราะสองฝั่งดังแข่งกันในสายโทรศัพท์
มันคือมิตรภาพที่ป่วนแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น
ช่วงบ่าย ข้าวเม่าขับรถพ่วงกลับบ้านผ่านถนนริมวัด
ลมอุ่น ๆ พัดเข้าหน้า กลิ่นกำยานบางเบาลอยมาแตะปลายจมูก
เธอหันมองเข้าไปในวัด เห็นชายคนหนึ่งในชุดดำกำลังยืนพนมมืออยู่หน้าศาลา ภาพนั้นอยู่ไกลมาก เธอไม่เห็นหน้า แต่รู้สึกแปลก เหมือนมีบางอย่างในอกสะกิดเบา ๆ
“ใครหว่า... ยืนไหว้ศพแต่เช้าแบบนั้น” เธอส่ายหน้า “ช่างเหอะ... พรุ่งนี้ต้องผัดพริกอีกสิบโล”
ข้าวเม่าขับรถต่อไป เสียงเพลงเก่า ๆ จากลำโพงพ่วงข้างเปิดคลอเบา ๆ ♪ ฉันจะทำอาหารให้อร่อยที่สุด เผื่อใครบางคนได้กลิ่น จะได้คิดถึงกัน ♪
เธอยิ้มคนเดียว ในกระจกมองหลัง มีเงาคล้ายคนยืนอยู่ท้ายรถชั่ววูบ ข้าวเม่าขมวดคิ้ว “เฮ้ย... อย่าบอกนะว่าผีติดรถ!”
แม้จะกลัวแต่ก็ทำใจดีสู้เสือ
“แต่ถ้ามาจริงก็ช่วยถือของหน่อยละกัน ฉันเหนื่อย”
เสียงหัวเราะของเธอก้องอยู่ในอากาศยามเย็น
พร้อมกลิ่นข้าวผัดที่อบอวลไปทั้งซอย
หมวดเพลินกับคดีที่ไม่มีศพ
เสียงรถกระบะจอดเอี๊ยดหน้าศาลาวัด
ฝุ่นโคลนกระเด็นขึ้นตามแรงเบรก เสียงปัดน้ำฝนยังดังแม้เครื่องดับไปแล้ว
หมวดเพลินก้าวลงจากรถพร้อมไฟฉาย เขายกคอเสื้อขึ้นเพราะลมเย็นชื้นที่พัดเฉี่ยวหน้า
คืนนี้อากาศเหมือนจะเปลี่ยนฤดู ฟ้าหม่นแบบที่ไม่รู้จะเรียกว่าฝนหรือหมอกดี
“สวัสดีครับ ผมหมวดเพลิน ได้รับแจ้งให้มาตรวจสอบศพคนตายครับ เอ่อ ! ศพผู้หญิงเป็นยายแก่น่ะครับ เอ่อ น่าจะศพนี้ล่ะ ?”
เพลินถามพลางกวาดไฟฉายไปทั่วศาลาไม้เก่า เสียงแมววัดวิ่งหลบเข้ามุมไปพร้อมเสียงฝนกระทบหลังคา
ฮิมที่กำลังจัดดอกไม้ใส่โลงเงยหน้าขึ้นมานิดเดียว
“อืม…ยายชื่ออะไรไม่รู้ รู้แต่ว่ามาคนเดียว ตายคนเดียว เป็นโรคประจำตัวตายเอง แพทย์เขาตรวจแล้ว ออกใบชันสูตรแล้ว ยังไม่มีใครมารับศพ”
เพลินหัวเราะเบา ๆ “ฟังแล้วก็เศร้าสมอาชีพผมเลย”
เขาถือซองสีน้ำตาลขึ้นมา “แต่คราวนี้มันไม่ธรรมดา มีจดหมายด้วย”
ฮิมหันมามองแวบหนึ่ง “ของยายเหรอ?” หมวดเพลินพยักหน้า พลางเปิดซองแง้ม ๆ ให้ดู กระดาษขาดครึ่งหนึ่ง เหมือนโดนฉีกออกด้วยมือที่สั่นจัด ตัวอักษรไทยบิดเบี้ยวแต่ยังอ่านได้
“อย่าเผาฉัน...จนกว่าลูกชายจะเห็นจดหมายนี้”
ไม่มีชื่อผู้ส่ง ไม่มีชื่อผู้รับ
มุมกระดาษมีคราบน้ำตา หรืออาจจะเป็นฝน ก็ไม่รู้แน่
“ลูกชายยายจริงเหรอ?” ฮิมพึมพำเหมือนพูดกับตัวเอง
“แล้วรู้ไหมว่าอยู่ไหน”
“นั่นแหละปัญหา ไม่มีที่อยู่ ไม่มีชื่อ มีแต่เศษซองอีกครึ่งที่หายไป”
เพลินหมุนซองในมือ แล้วชี้ให้ดูรอยฉีกที่ขอบ
“เหมือนใครดึงไปก่อนหน้านี้…”
ฮิมไม่ตอบ เขาเพียงเงยหน้ามองรูปยายบนโต๊ะหมู่บูชา
แสงเทียนสั่นวูบตามลม เสียงฝนข้างนอกก็พลันเบาลงราวกับใครปิดสวิตช์
เพลินมองไปรอบ ๆ แล้วพูดขึ้น “วัดนี้เงียบเกินไปนะพี่”
ฮิมหัวเราะในลำคอ “ก็คนมันตายหมดแล้ว จะให้คึกเหรอหมวด”
“เออ พี่นี่กวนตีนดีจัง ผมชอบ สนิทง่ายดี ว่าแต่พี่ชื่ออะไร ผมจะได้เรียกถูก ” เพลินว่า แต่ก็ยังยิ้มอยู่
“ฮิม” อีกฝ่ายตอบสั้น ๆ