เสียง “แกร๊ก!” ของฝาถังน้ำแข็งถูกเปิดออก ก่อนจะตามมาด้วยเสียงบ่นติดสำเนียงเหน่อ ๆ
“ให้ตายสิ กาแฟแม่งหมดอีกแล้ว… ลูกค้าไม่ได้เยอะหรอก แต่ยุงมันคงติดกาแฟแทนเลือด”
ชายวัยห้าสิบปลายในเสื้อกล้ามสีเทา กางเกงขาสั้นย้วย ๆ ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้ที่ดูเหมือนจะพังตั้งแต่ปี 2548 แต่ก็ยังตั้งอยู่ได้ด้วยความดื้อดึงพอ ๆ กับเจ้าของร้าน เขาชื่อ ลุงยอด เจ้าของร้านเล็ก ๆ ที่ครึ่งหนึ่งขายกาแฟ อีกครึ่งหนึ่งขายทุกอย่างตั้งแต่สบู่ยันปาท่องโก๋แห้ง
ร้านของเขาติดป้ายเก่า ๆ เขียนว่า “กาแฟและของชำลุงยอด” ตัวหนังสือซีดแต่คนแถวนี้จำได้หมด เพราะมันคือร้านที่ “ไม่มีเวลาเปิด-ปิดแน่นอน” บางวันเปิดตีห้า บางวันสิบโมง บางวันไม่เปิดแต่คนยังแวะมาฝากของไว้เฉย ๆ เพราะลุงยอดเคยพูดว่า
“ของชำไม่ต้องขาย ของใจมันต้องแลก”
เช้านั้นมีเด็กมัธยมสามคนแวะเข้ามา หนึ่งในนั้นยกแก้วพลาสติกเก่า ๆ เคาะเล่น ที่เหลือเดินสำรวจของในร้านแล้วพูดเสียงดัง
“ลุงยอด เอากาแฟเย็นแก้วนึง ใส่นมเยอะ ๆ น้ำตาลน้อย ๆ น้ำแข็งครึ่งแก้วนะ”
ลุงยอดเหลือบตาขึ้นมอง ก่อนจะพูดเรียบ ๆ
“ไอ้หนู นี่ร้านกาแฟ ไม่ใช่ร้านขายของเล่นนะจ๊ะ”
เด็กหัวเราะคิก แล้วพูดกลับ “แต่ลุงก็ชงได้เป๊ะทุกทีอะ”
“แน่นอนสิ ลุงยอดคนเดิม เพิ่มเติมคือเบาหวาน”
เสียงหัวเราะดังขึ้น ลุงยอดเทผงกาแฟลงในถุงกรอง เสียงน้ำเดือดไหลผ่านผงกาแฟดัง “ซู่…” กลิ่นหอมลอยคลุ้ง ชายแก่ยิ้มเยือกเย็น เขาไม่ใช่คนพูดมาก แต่ทุกคำพูดมีน้ำเสียงที่เหมือนผ่านลมฝนมาแล้วครึ่งชีวิต
ข้างผนังมีตู้ไม้ใส่ของใช้ จิปาถะ ผงซักฟอก ถ่านไฟฉาย เทปกาว และรูปถ่ายเก่า ๆ หลายใบ หนึ่งในนั้นคือรูปขาวดำของชายหนุ่มในชุดสัปเหร่อยืนข้างลุงยอดเมื่อยี่สิบปีก่อน ใต้ภาพเขียนว่า
“วันนั้น…ฝนตก แต่เรายังหัวเราะได้”
ใครบางคนเคยถามว่าชายในรูปคือใคร ลุงยอดตอบสั้น ๆ ว่า “เพื่อนเก่า” แล้วเปลี่ยนเรื่องทันที ไม่มีใครกล้าถามต่อ จากนั้นมาก็ไม่มีใครเห็นรูปนี้อีกเลยจนเดี๋ยวนี้
“เฮ้ ลุง! น้ำตาลหมด!” เสียงลูกค้าร้อง
“หมดก็ไม่ต้องใส่สิ หวานเกินไปไม่ดีหรอก ทั้งกาแฟ ทั้งชีวิต”
เขาพูดพร้อมยกแก้วกาแฟร้อนของตัวเองขึ้นจิบหนึ่งอึก ก่อนจะมองออกไปนอกร้าน เงาไม้จากต้นโพธิ์ใหญ่ข้างวัดทอดยาวลงมาถึงหน้าร้าน เขาชอบช่วงเวลานี้ที่สุด มันคือช่วงที่โลกยังไม่วุ่นวายเกินไป และเสียงของคนยังเบาพอให้ได้ยินความคิดตัวเอง
ตรงมุมร้านมีโต๊ะกลมเล็ก ๆ ที่ลุงยอดชอบนั่งคนเดียวทุกวัน ตอนเช้าเขามักวางแก้วกาแฟอีกใบไว้ตรงข้ามตัวเอง คนอื่นคิดว่าเผื่อแขก แต่จริง ๆ แล้ว… เขา “เผื่อให้ใครบางคน”ใครบางคนที่ดูเหมือนจะมานั่งตรงนั้นทุกวัน แม้ไม่มีใครมองเห็น
เขาหันไปทางเก้าอี้ว่าง ๆ แล้วพูดเสียงเบา
“วันนี้ลืมบอก ขนมปังหมด เดี๋ยวพรุ่งนี้จะไปซื้อใหม่นะ อย่าบ่นละกัน”
ไม่มีเสียงตอบกลับ แต่ลุงยอดหัวเราะเบา ๆ เหมือนมีคนคุยด้วยจริง ๆ เด็กนักเรียนสามคนมองหน้ากัน คนหนึ่งกระซิบ
“ลุงยอดคุยกับใครอะ” อีกคนตอบ “ผีมั้ง” แต่ลุงยอดหันมาทันที
“ที่นี่ไม่มีผีหรอก มีแต่คนที่ยังไม่ยอมไปไหนเฉย ๆ”
พูดจบก็หันกลับไปชงกาแฟต่อ เหมือนมันเป็นคำพูดธรรมดาในชีวิตประจำวัน เสียงกาน้ำเดือดดัง ปุด ปุด แทนเสียงหัวเราะของเจ้าของร้าน
ก่อนเด็ก ๆ จะออกจากร้าน เขาตะโกนตามหลัง
“เออ พวกเอ็ง! ถ้าไปวัด อย่าลืมยกมือไหว้นะ ไม่ใช่เพราะกลัวผี แต่เพราะผีเขาจะชอบคนที่มีสัมมาคารวะน่ะ!”
สายหน่อย มีคนมาซื้อของ แม่ค้าขายกล้วยทอด หิ้วตะกร้าเข้ามา
“ลุงยอด ฉันอยากได้ผงซักฟอกกะน้ำปลาขวดนึง?”
“มีสิ แต่ถ้าเอาขวดเปล่ามาแลก จะลดให้อีกสองบาทนะ”
“เอ้า! ทำไมใจดีจังวันนี้”
“บ๊ะ! อย่างกับว่าทุกทีข้าเค็ม เหมือนน้ำปลาใกล้หมดขวด”
เธอหัวเราะแล้วส่ายหน้า “ลุงนี่พูดเป็นสำนวนทุกวันนะ”
“เอ้า ! นี่จ๊ะ !ผงซักผ้ากับ น้ำปลา ข้าก็พูดตามประสา แค่พูดให้ชีวิตมันมีจังหวะ จะได้ไม่เบื่อ”
แม่ค้าหยิบของแล้วจ่ายเงิน ก่อนจะเดินออกไป ทิ้งกลิ่นกล้วยทอดไว้ในอากาศปนกับกลิ่นกาแฟ ลุงยอดมองตามยิ้มบาง ๆ แล้วพูดกับตัวเองเบา ๆ
“คนเรานี่ก็เหมือนกล้วยทอด… พอร้อนก็กรอบอร่อยดี แต่พอเย็นลงก็แข็งหมด แดกไม่ได้ ก็พากันบ่นอีก มนุษย์หนอมนุษย์”
เขาหัวเราะกับมุกของตัวเอง ก่อนเดินกลับไปหลังร้าน
ตรงนั้นมีมุมเล็ก ๆ ที่ตั้งหิ้งไม้เก่า ๆ มีธูปสามดอกและแก้วกาแฟวางไว้เสมอ เขาจุดธูป พึมพำเหมือนพูดกับใครบางคน
“วันนี้ร้านเงียบดีนะ… ไม่เป็นไร แต่เดี๋ยวเย็นนี้คงมีคนมาอีก”
“โลกนี้มันเอาแน่เอานอนไม่ได้ ไม่อยากเจอ มักจะเจอกันโดยบังเอิญนั่นแหละ”
ลมเย็นพัดเข้ามาเบา ๆ ธูปบนหิ้งค่อย ๆ ไหว เสียงกาน้ำในร้านเดือดอีกครั้ง เหมือนเป็นคำตอบของใครบางคนจากอีกฝั่งหนึ่งของเวลา
สัปเหร่อผู้มองเห็นอดีต
“เฮ้ย! อย่าขยับแรงนัก เดี๋ยวมือเอ็งไปโดนตีนเขาอีก”
เสียงตะโกนลอดออกมาจากศาลาบำเพ็ญกุศลเล็ก ๆ หลังวัด ชายหนุ่มรูปร่างสูง ใบหน้าคมจัด กำลังยืนก้มอยู่ข้างโลงศพ เขาใส่เสื้อดำธรรมดาแต่ผ้ากันเปื้อนเปื้อนฝุ่นไม้กับขี้เถ้า ไม่มีใครบอกก็รู้ว่าเขาคือ สัปเหร่อประจำวัด
สุทธิศักดิ์ คือชื่อของสัปเหร่อหนุ่มคนนี้ แต่ทุกคนเรียกเขา “ ฮิม”
“ถ้าผีมันลุกขึ้นมาด่าก็อย่าหาว่ากูไม่เตือน” ฮิมพูดเสียงเรียบ พลางขยับมือเรียงดอกไม้จันทน์ให้ตรง ลูกศิษย์วัยรุ่นที่มาช่วยงานกลืนน้ำลาย
“พี่ฮิม เคยเจอผีจริง ๆ ปะ?”
“ทุกวัน” ฮิมตอบทันที “แต่ส่วนมากเจอตอนมีชีวิตอยู่นั่นแหละ”
ศาลาเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะมีเสียงหัวเราะแห้ง ๆ ของเด็กคนนั้น ฮิมไม่พูดต่อ เขาก้มหน้าทำงานเงียบ ๆ เหมือนช่างฝีมือกำลังเกลาไม้
ทุกการเคลื่อนไหวของเขามีจังหวะ นิ่ง เรียบ และมั่นคงจนน่าประหลาด
บนโต๊ะข้างโลง มีโทรศัพท์เครื่องเก่าที่เปิดเพลงบรรเลงเบา ๆ เพลงเดียวที่ฮิมเปิดซ้ำทุกงานศพคือ “สายลมแผ่ว” ของวงเก่าที่คนแทบไม่รู้จัก เขาเคยบอกว่า “เสียงกีตาร์มันไม่เศร้าเกินไป”