ร้านลุงยอด คาเฟ่และของชำ

1224 Words
เสียง “แกร๊ก!” ของฝาถังน้ำแข็งถูกเปิดออก ก่อนจะตามมาด้วยเสียงบ่นติดสำเนียงเหน่อ ๆ “ให้ตายสิ กาแฟแม่งหมดอีกแล้ว… ลูกค้าไม่ได้เยอะหรอก แต่ยุงมันคงติดกาแฟแทนเลือด” ชายวัยห้าสิบปลายในเสื้อกล้ามสีเทา กางเกงขาสั้นย้วย ๆ ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้ที่ดูเหมือนจะพังตั้งแต่ปี 2548 แต่ก็ยังตั้งอยู่ได้ด้วยความดื้อดึงพอ ๆ กับเจ้าของร้าน เขาชื่อ ลุงยอด เจ้าของร้านเล็ก ๆ ที่ครึ่งหนึ่งขายกาแฟ อีกครึ่งหนึ่งขายทุกอย่างตั้งแต่สบู่ยันปาท่องโก๋แห้ง ร้านของเขาติดป้ายเก่า ๆ เขียนว่า “กาแฟและของชำลุงยอด” ตัวหนังสือซีดแต่คนแถวนี้จำได้หมด เพราะมันคือร้านที่ “ไม่มีเวลาเปิด-ปิดแน่นอน” บางวันเปิดตีห้า บางวันสิบโมง บางวันไม่เปิดแต่คนยังแวะมาฝากของไว้เฉย ๆ เพราะลุงยอดเคยพูดว่า “ของชำไม่ต้องขาย ของใจมันต้องแลก” เช้านั้นมีเด็กมัธยมสามคนแวะเข้ามา หนึ่งในนั้นยกแก้วพลาสติกเก่า ๆ เคาะเล่น ที่เหลือเดินสำรวจของในร้านแล้วพูดเสียงดัง “ลุงยอด เอากาแฟเย็นแก้วนึง ใส่นมเยอะ ๆ น้ำตาลน้อย ๆ น้ำแข็งครึ่งแก้วนะ” ลุงยอดเหลือบตาขึ้นมอง ก่อนจะพูดเรียบ ๆ “ไอ้หนู นี่ร้านกาแฟ ไม่ใช่ร้านขายของเล่นนะจ๊ะ” เด็กหัวเราะคิก แล้วพูดกลับ “แต่ลุงก็ชงได้เป๊ะทุกทีอะ” “แน่นอนสิ ลุงยอดคนเดิม เพิ่มเติมคือเบาหวาน” เสียงหัวเราะดังขึ้น ลุงยอดเทผงกาแฟลงในถุงกรอง เสียงน้ำเดือดไหลผ่านผงกาแฟดัง “ซู่…” กลิ่นหอมลอยคลุ้ง ชายแก่ยิ้มเยือกเย็น เขาไม่ใช่คนพูดมาก แต่ทุกคำพูดมีน้ำเสียงที่เหมือนผ่านลมฝนมาแล้วครึ่งชีวิต ข้างผนังมีตู้ไม้ใส่ของใช้ จิปาถะ ผงซักฟอก ถ่านไฟฉาย เทปกาว และรูปถ่ายเก่า ๆ หลายใบ หนึ่งในนั้นคือรูปขาวดำของชายหนุ่มในชุดสัปเหร่อยืนข้างลุงยอดเมื่อยี่สิบปีก่อน ใต้ภาพเขียนว่า “วันนั้น…ฝนตก แต่เรายังหัวเราะได้” ใครบางคนเคยถามว่าชายในรูปคือใคร ลุงยอดตอบสั้น ๆ ว่า “เพื่อนเก่า” แล้วเปลี่ยนเรื่องทันที ไม่มีใครกล้าถามต่อ จากนั้นมาก็ไม่มีใครเห็นรูปนี้อีกเลยจนเดี๋ยวนี้ “เฮ้ ลุง! น้ำตาลหมด!” เสียงลูกค้าร้อง “หมดก็ไม่ต้องใส่สิ หวานเกินไปไม่ดีหรอก ทั้งกาแฟ ทั้งชีวิต” เขาพูดพร้อมยกแก้วกาแฟร้อนของตัวเองขึ้นจิบหนึ่งอึก ก่อนจะมองออกไปนอกร้าน เงาไม้จากต้นโพธิ์ใหญ่ข้างวัดทอดยาวลงมาถึงหน้าร้าน เขาชอบช่วงเวลานี้ที่สุด มันคือช่วงที่โลกยังไม่วุ่นวายเกินไป และเสียงของคนยังเบาพอให้ได้ยินความคิดตัวเอง ตรงมุมร้านมีโต๊ะกลมเล็ก ๆ ที่ลุงยอดชอบนั่งคนเดียวทุกวัน ตอนเช้าเขามักวางแก้วกาแฟอีกใบไว้ตรงข้ามตัวเอง คนอื่นคิดว่าเผื่อแขก แต่จริง ๆ แล้ว… เขา “เผื่อให้ใครบางคน”ใครบางคนที่ดูเหมือนจะมานั่งตรงนั้นทุกวัน แม้ไม่มีใครมองเห็น เขาหันไปทางเก้าอี้ว่าง ๆ แล้วพูดเสียงเบา “วันนี้ลืมบอก ขนมปังหมด เดี๋ยวพรุ่งนี้จะไปซื้อใหม่นะ อย่าบ่นละกัน” ไม่มีเสียงตอบกลับ แต่ลุงยอดหัวเราะเบา ๆ เหมือนมีคนคุยด้วยจริง ๆ เด็กนักเรียนสามคนมองหน้ากัน คนหนึ่งกระซิบ “ลุงยอดคุยกับใครอะ” อีกคนตอบ “ผีมั้ง” แต่ลุงยอดหันมาทันที “ที่นี่ไม่มีผีหรอก มีแต่คนที่ยังไม่ยอมไปไหนเฉย ๆ” พูดจบก็หันกลับไปชงกาแฟต่อ เหมือนมันเป็นคำพูดธรรมดาในชีวิตประจำวัน เสียงกาน้ำเดือดดัง ปุด ปุด แทนเสียงหัวเราะของเจ้าของร้าน ก่อนเด็ก ๆ จะออกจากร้าน เขาตะโกนตามหลัง “เออ พวกเอ็ง! ถ้าไปวัด อย่าลืมยกมือไหว้นะ ไม่ใช่เพราะกลัวผี แต่เพราะผีเขาจะชอบคนที่มีสัมมาคารวะน่ะ!” สายหน่อย มีคนมาซื้อของ แม่ค้าขายกล้วยทอด หิ้วตะกร้าเข้ามา “ลุงยอด ฉันอยากได้ผงซักฟอกกะน้ำปลาขวดนึง?” “มีสิ แต่ถ้าเอาขวดเปล่ามาแลก จะลดให้อีกสองบาทนะ” “เอ้า! ทำไมใจดีจังวันนี้” “บ๊ะ! อย่างกับว่าทุกทีข้าเค็ม เหมือนน้ำปลาใกล้หมดขวด” เธอหัวเราะแล้วส่ายหน้า “ลุงนี่พูดเป็นสำนวนทุกวันนะ” “เอ้า ! นี่จ๊ะ !ผงซักผ้ากับ น้ำปลา ข้าก็พูดตามประสา แค่พูดให้ชีวิตมันมีจังหวะ จะได้ไม่เบื่อ” แม่ค้าหยิบของแล้วจ่ายเงิน ก่อนจะเดินออกไป ทิ้งกลิ่นกล้วยทอดไว้ในอากาศปนกับกลิ่นกาแฟ ลุงยอดมองตามยิ้มบาง ๆ แล้วพูดกับตัวเองเบา ๆ “คนเรานี่ก็เหมือนกล้วยทอด… พอร้อนก็กรอบอร่อยดี แต่พอเย็นลงก็แข็งหมด แดกไม่ได้ ก็พากันบ่นอีก มนุษย์หนอมนุษย์” เขาหัวเราะกับมุกของตัวเอง ก่อนเดินกลับไปหลังร้าน ตรงนั้นมีมุมเล็ก ๆ ที่ตั้งหิ้งไม้เก่า ๆ มีธูปสามดอกและแก้วกาแฟวางไว้เสมอ เขาจุดธูป พึมพำเหมือนพูดกับใครบางคน “วันนี้ร้านเงียบดีนะ… ไม่เป็นไร แต่เดี๋ยวเย็นนี้คงมีคนมาอีก” “โลกนี้มันเอาแน่เอานอนไม่ได้ ไม่อยากเจอ มักจะเจอกันโดยบังเอิญนั่นแหละ” ลมเย็นพัดเข้ามาเบา ๆ ธูปบนหิ้งค่อย ๆ ไหว เสียงกาน้ำในร้านเดือดอีกครั้ง เหมือนเป็นคำตอบของใครบางคนจากอีกฝั่งหนึ่งของเวลา สัปเหร่อผู้มองเห็นอดีต “เฮ้ย! อย่าขยับแรงนัก เดี๋ยวมือเอ็งไปโดนตีนเขาอีก” เสียงตะโกนลอดออกมาจากศาลาบำเพ็ญกุศลเล็ก ๆ หลังวัด ชายหนุ่มรูปร่างสูง ใบหน้าคมจัด กำลังยืนก้มอยู่ข้างโลงศพ เขาใส่เสื้อดำธรรมดาแต่ผ้ากันเปื้อนเปื้อนฝุ่นไม้กับขี้เถ้า ไม่มีใครบอกก็รู้ว่าเขาคือ สัปเหร่อประจำวัด สุทธิศักดิ์ คือชื่อของสัปเหร่อหนุ่มคนนี้ แต่ทุกคนเรียกเขา “ ฮิม” “ถ้าผีมันลุกขึ้นมาด่าก็อย่าหาว่ากูไม่เตือน” ฮิมพูดเสียงเรียบ พลางขยับมือเรียงดอกไม้จันทน์ให้ตรง ลูกศิษย์วัยรุ่นที่มาช่วยงานกลืนน้ำลาย “พี่ฮิม เคยเจอผีจริง ๆ ปะ?” “ทุกวัน” ฮิมตอบทันที “แต่ส่วนมากเจอตอนมีชีวิตอยู่นั่นแหละ” ศาลาเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะมีเสียงหัวเราะแห้ง ๆ ของเด็กคนนั้น ฮิมไม่พูดต่อ เขาก้มหน้าทำงานเงียบ ๆ เหมือนช่างฝีมือกำลังเกลาไม้ ทุกการเคลื่อนไหวของเขามีจังหวะ นิ่ง เรียบ และมั่นคงจนน่าประหลาด บนโต๊ะข้างโลง มีโทรศัพท์เครื่องเก่าที่เปิดเพลงบรรเลงเบา ๆ เพลงเดียวที่ฮิมเปิดซ้ำทุกงานศพคือ “สายลมแผ่ว” ของวงเก่าที่คนแทบไม่รู้จัก เขาเคยบอกว่า “เสียงกีตาร์มันไม่เศร้าเกินไป”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD