ใบหน้าผอมแห้งปรากฏหยาดน้ำตาไหลลงมา ชาตินี้นางไม่อ่อนแออีกแล้ว ชาติก่อนเยี่ยเย่วอิงเรียนรู้มากพอแล้ว จุดจบของคนอ่อนแอคือการเป็นตัวตลก เป็นตัวหมากต่ำต้อยให้ผู้อื่นย่ำเหยียบไปสูงความรุ่งโรจน์มั่งคั่ง ชาตินี้นางจะเอาคืนคนสารเลวโฉดชั่วให้หมดทุกคน ไม่ให้คนเลวพวกนั้นเหยียบย่ำนางได้อีก เริ่มจากสองผัวเมียสารเลวแซ่ตู้เป็นอันดับแรก
“..นั่น...นั่นใคร?”
เสียงเรียกเบาหวิวลอยมาตามลม ทำเอาปลายเท้าเยี่ยเย่วอิงหยุดเดิน รอบข้างเงียบสงัดเยี่ยเย่วอิงกระชับท่อนไม้ช่วยพยุงในมือ นางแน่ใจว่าไม่ได้หูฝาด เมื่อครู่มีเสียงเรียกดังมา
“ช่วยข้าหน่อย” เสียงเรียกดังมาอีกครั้ง “ท่านผู้ผ่านทางได้โปรดเมตตาช่วยข้า”
คราวนี้นางได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือชัดเจน ฟังจากน้ำเสียงแหบพร่าเขาเป็นบุรุษ ชาติก่อนเยี่ยเย่วอิงมีความทรงจำไม่สู้ดีเกี่ยวกับบุรุษ อีกอย่างนางไม่อยากเปิดเผยร่องรอยก่อนไปถึงศาลาว่าการ บุรุษผู้นั้นรู้ว่านางหยุดเดินแล้วเขาส่งเสียงเรียกอีกสองสามคำ ดูเหมือนเขาบาดเจ็บถึงได้ขอความช่วยเหลือ เยี่ยเย่วอิงลังเลอยู่นานนางมีภาระยิ่งใหญ่รออยู่ อีกอย่างหากนางเผยตัวยอมช่วยแล้วเขากลายเป็นคนชั่วขึ้นมา
‘สรรพสัตว์พ้นทุกข์ เกิดเมตตาไม่สิ้นสุด’
เสียงบทสวดจากปากมารดาในชาติก่อนของนางดังแว่วมาในหัวไม่หยุด หนึ่งปีหลังจากเยี่ยเย่วอิงตายไป กวานซื่อขังตัวเองอยู่ในหอพระ สวดมนต์ขอพรให้ดวงวิญญาณบุตรสาวสงบสุข แค่เพียงปีเดียวชีวิตโหวฮูหยินผู้งดงามสูงส่ง แปรเปลี่ยนเป็นสตรีใบหน้าหมองคล้ำดวงตาแดง ล้วนเป็นเพราะตรอมใจกับโชคชะตาอาภัพของบุตรสาว
เยี่ยเย่วอิงพ่นลมหายใจออกมา ปลายเท้าขยับเดินเข้าไปตามทิศทางเสียงเรียก ในความมืดนั้นนางมองหาเขาได้ไม่ยาก ทั้งร่างบุรุษลึกลับสวมอาภรณ์ขาวสว่าง แค่เพียงมองหาก็พบตัวคนนอนคว่ำหน้าขยับตัวไม่ได้ ชั่วขณะนั้นเยี่ยเย่วอิงราวกับได้เห็นแสงจันทร์ส่องสว่าง
“ท่านบาดเจ็บใช่หรือไม่”
“..แม่นาง...ช่วยห้ามเลือดให้ข้าก็พอ”
“ท่านบาดเจ็บตรงไหน ข้าไม่เคยห้ามเลือดมาก่อนเคยแต่เชือดไก่ คงทำได้ไม่ยาก”
ร่างสีขาวในความมืดขืนเกร็งขณะที่นางรวบรวมกำลังพลิกตัวเขานอนหงาย เยี่ยเย่วอิงตื่นตะลึงรูปโฉมบุรุษผู้นี้เกือบหยุดหายใจทีเดียว ใบหน้าขาวซีดอมโรคอันงดงามประณีตเช่นนี้ ทั่วแคว้นซ่งมีเพียงชินอ๋องเซียวหรงอี้
“ท่าน...บาดเจ็บที่ใด” เยี่ยเย่วอิงยั้งปากคำว่า อ๋อง ไม่ให้หลุดออกมาได้ทัน ติดตรงที่แววตาตื่นตะลึงของนางอยู่ในสายตาเซียวหรงอี้ไปแล้ว
“หัวไหล่” เซียวหรงอี้ตอบไป
“เช่นนั้นล่วงเกินแล้ว”
เยี่ยเย่วอิงโยนไม้ช่วยพยุงทิ้งไป นั่งคุกเข่าข้างกายเซียวหรงอี้ ในความทรงจำของนางชาติก่อน ไม่มีความเกี่ยวข้องกับชินอ๋องผู้นี้แม้แต่น้อย แต่เยี่ยเย่วอิงรับรู้ในเสี้ยววิญญาณสุดท้ายว่าเขาคือผู้นำกบฏบุกวังหลวง
เป็นเช่นนี้นับว่านางช่วยไม่ผิดคน ในอนาคตเซียวหรงอี้ผู้นี้จะกลายเป็นมือดีกำจัดองค์ชายใหญ่ให้นาง ในเมื่อเป็นศัตรูของศัตรู เท่ากับว่าเซียวหรงอี้เป็นสหายของเยี่ยเย่วอิง
“แผลท่านหนักพอดู แต่ข้าคงช่วยอะไรไม่ได้ หากดึงหัวธนูออกท่านอาจเสียเลือดมากกว่าเดิม”
แม้อยู่ในความมืดแต่ทั่วร่างเซียวหรงอี้ราวกับมีแสงส่องสว่าง เยี่ยเย่วอิงมองเห็นบาดแผลไม่ชัดแต่รู้ได้ว่ามีหัวธนูปักอยู่ ส่วนด้ามธนูหักทิ้งไปแล้ว ปากพูดไปแววตานางยามมองดูบาดแผลกลับไม่ตื่นกลัว เซียวหรงอี้หรี่สายตา เด็กสาวผู้นี้ไม่มีทางรู้ฐานะชินอ๋องของเขา แล้วคราแรกที่เห็นหน้านางตื่นตะลึงสิ่งใด หน้าตาซีดขาวนี้หรือ?
“อ้อ” เซียวหรงอี้ขานรับขอไปที
“เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ท่านจะไปที่ใด หรือมีเรื่องให้ข้าไปบอกคนของท่านก็ได้ ข้าจะเข้าเมือง ท่านวางใจได้ข้าต้องไปให้ถึงก่อนประตูเมืองเปิดแน่ ไปถึงแล้วยินดีจัดการธุระให้ท่านก่อน”
“เจ้าแบกข้าไหวหรือไม่”
เยี่ยเย่วอิงเงียบไป ให้แบกเซียวหรงอี้? ร่างกายผอมแห้งของเยี่ยเย่วอิงนี้ ลำพังเอาตัวเองออกจากป่าไปให้ถึงก่อนประตูเมืองเปิดยังลำบาก หากนางแบกบุรุษตัวโตไปด้วย
“ข้าตัวเบามาก รับรองเจ้าแบกข้าไม่เหนื่อยแน่”
เยี่ยเย่วอิงถลกแขนเสื้อ “แขนท่านใหญ่กว่าแขนข้าด้วยซ้ำ คุณชายอย่าพูดเรื่องเป็นไปไม่ได้เลย”
“ข้ายังไม่ได้บอกเจ้าเลยว่าให้แบกไปที่ใด”
ชั่วขณะนั้น สายตาหนึ่งบุรุษสตรีกลางป่ามองจ้องกันเงียบเชียบ เยี่ยเย่วอิงแน่ใจว่าเซียวหรงอี้ไม่รู้จักนางมาก่อน แต่สำหรับนางกลับรู้จักชินอ๋องขี้โรคผู้นี้ดีทีเดียว อย่างน้อยเยี่ยเย่วอิงรู้ว่าชินอ๋องเซียวหรงอี้เป็นพระอนุชาน้อยของฝ่าบาท ร่างกายเขาอ่อนแอเพราะคลอดยาก นอกจากจับพู่กันเขียนอักษร เซียวฉงเจิ้นฮ่องเต้ไม่ให้พระอนุชาผู้นี้ทำสิ่งใด ชีวิตเซียวหรงอี้รายล้อมด้วยข้ารับใช้มากมายกินดื่มสุขสบายอยู่ในตำหนัก แต่วันนี้นางกลับพบเขาโดนธนูยิงอยู่ในป่า
“เจ้าแบกข้าไปถึงกระท่อมเนินเขาก็พอ ข้าไม่มีแรงเดิน หากเจ้าไปตามคนมาช่วยพวกเขาจะไม่ละเว้นเจ้า”
“หากข้าไม่ช่วย ท่านจะให้คนตามแก้แค้นข้าหรือไม่”
“หึหึ! ข้ากับเจ้าเป็นคนผ่านทางเท่านั้น อีกอย่างกว่าเจ้าจะไปถึงประตูเมือง ถึงตอนนั้นข้าอาจไม่อยู่ตรงนี้แล้ว”
“เช่นนั้นท่านอยากนอนรอตรงนี้ต่อไปหรือไม่”
“หากเจ้าแบกข้าไปส่ง ข้ารับปากช่วยเหลือเจ้าหนึ่งอย่าง หากไม่ตกลงถือว่าข้ากับเจ้าเราเดินคนละฝั่ง [1] ”
เดินคนละฝั่ง คำนี้ฟังดูรุนแรงไปสักหน่อย ถึงกับขีดเส้นแบ่งชัดเจน ช่างเป็นท่านอ๋องผู้เอาแต่ใจมากไปแล้ว เยี่ยเย่วอิงเบะปาก ช่วยไม่ได้ชาติก่อนหากนางไม่รู้ว่าในอนาคตเซียวหรงอี้จะก่อกบฏ ค่ำคืนนี้เป็นตายเยี่ยเย่วอิงไม่มีทางยอมแบกคนเขาไปส่ง
“ในเมื่อท่านยืนกรานให้ข้าแบก บอกไว้ก่อนหากข้าทำท่านร่วงลงมาบาดเจ็บกว่าเดิม สาบานว่าท่านจะไม่โทษข้าทีหลัง”
“ได้”
[1] สำนวนจีน หมายถึงเป็นศัตรูกัน ความเห็นไม่ลงรอยขัดแย้ง