หลายวันผ่านไปหลังจากเมธาย้ายเข้าคฤหาสน์เทวัญ บรรยากาศในบ้านเริ่มเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ จากความเงียบสงบที่เย็นชา กลายเป็นมีความเคลื่อนไหวมากขึ้น เสียงฝีเท้าของเมธาที่เดินไปมาบนชั้นสอง เสียงหัวเราะเบาๆ เมื่อเธอคุยกับคนใช้ หรือกลิ่นอาหารที่ลอยมาจากห้องครัวตอนเช้า ซึ่งเมธายังคงยืนยันที่จะทำอาหารเช้าให้คิมหันต์ด้วยตัวเองทุกวัน
คิมหันต์สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ แต่เขาไม่แสดงออก เขายังคงใช้ชีวิตตามปกติ ออกไปประชุมธุรกิจตอนเช้า กลับมาดึกดื่น และใช้เวลาส่วนใหญ่ในห้องทำงานที่ล็อกแน่นหนา เขารู้ดีว่าเมธากำลังพยายามเข้าใกล้คนในบ้าน โดยเฉพาะลุงชัยที่เริ่มยิ้มให้เธอบ่อยขึ้น และคนใช้ที่ดูผ่อนคลายเมื่อมีเธออยู่ด้วย
แต่คิมหันต์ไม่ห้าม เขาปล่อยให้เธอทำไป เพราะมันคือส่วนหนึ่งของแผน เขาต้องการดูว่าเธอจะไปไกลแค่ไหน
คืนหนึ่ง หลังอาหารเย็นที่ทั้งคู่นั่งกินกันเงียบๆ ตามปกติ เมธาเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรกด้วยน้ำเสียงที่ดูเหนื่อยล้า
“พี่คิมหันต์... คืนนี้หนูขอคุยกับพี่หน่อยได้ไหมคะ?”
คิมหันต์ยกสายตามองเธอจากหนังสือพิมพ์ที่กำลังอ่าน เขาวางลงแล้วพยักหน้า “คุยอะไร?”
เมธาลังเลเล็กน้อย มือบางบิดผ้าเช็ดปากในมือ “เรื่องพ่อหนูค่ะ... หนูอยากเล่าให้พี่ฟัง หนูคิดว่าพี่ควรรู้ให้มากกว่านี้ ถ้าเราจะช่วยกันหาความจริง”
คิมหันต์นิ่งไปชั่วขณะ ในใจเขาคิดว่า ‘มาแล้ว การแสดงชุดใหญ่’ แต่เขาพยักหน้า “ได้ ไปคุยที่ห้องนั่งเล่น”
ทั้งคู่ย้ายไปนั่งที่โซฟาหนังสีเทาเข้มในห้องนั่งเล่นที่ติดกับสวน ไฟสลัวจากโคมข้างๆ ส่องกระทบใบหน้าของเมธา ทำให้เธอดูยิ่งบอบบาง ดวงตาคู่สวยแดงระเรื่อราวกับกำลังกลั้นน้ำตา
เมธาถอนหายใจยาว ก่อนเริ่มเล่า “พ่อหนู... ท่านเป็นคนดีนะคะ ท่านรักหนูมาก ท่านสร้างตระกูลวาริชขึ้นมาด้วยมือตัวเอง จากคนที่ไม่มีอะไรเลย กลายเป็นคนที่มีอำนาจในวงการนี้ ท่านสอนหนูเสมอว่าต้องซื่อสัตย์ และต้องปกป้องครอบครัวให้ได้”
เธอหยุด หยิบแก้วน้ำขึ้นจิบ มือสั่นเล็กน้อย “แต่ปีที่แล้ว ทุกอย่างพังทลาย ตำรวจบุกจับท่านเรื่องธุรกิจสีเทา ท่านถูกซักถามหนักมาก ท่านเครียดมาก จนในที่สุด... ท่านเลือกจบชีวิตตัวเองในห้องขัง”
น้ำตาเริ่มไหลอาบแก้มเมธา เธอเช็ดด้วยหลังมือ “แต่หนูไม่เชื่อค่ะ หนูรู้จักพ่อดี ท่านไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้ง่ายๆ ท่านเคยบอกหนูว่าถึงจะตาย ก็จะไม่ยอมให้ตระกูลล้ม ท่านต้องถูกฆ่าแน่ๆ มีคนทรยศท่าน และทำให้มันดูเหมือนฆ่าตัวตาย”
คิมหันต์นั่งฟังนิ่งๆ ดวงตาเย็นเยียบมองเธอ เขารู้เรื่องนี้ดี เพราะเขาเองมีส่วนส่งข้อมูลให้ตำรวจในตอนนั้น แต่เขาไม่ได้สั่งฆ่า เขาแค่ต้องการทำลายตระกูลวาริชให้ล้มเหมือนที่พ่อของเมธาทำกับแม่เขา
แต่ตอนนี้ การได้ยินเมธาเล่าเรื่องพ่อเธอด้วยน้ำตา มันทำให้ความแค้นในใจเขาพลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างแรง
เมธาพูดต่อ เสียงสั่นเครือ “หนูจำวันนั้นได้ดี หนูไปเยี่ยมท่านที่สถานีตำรวจ ท่านยังยิ้มให้หนู บอกว่าทุกอย่างจะดีขึ้น แต่คืนนั้น... ท่านตาย หนูรู้สึกผิดมาก ที่ช่วยท่านไม่ได้”
เธอสะอึกสะอื้น ก้มหน้าลง คิมหันต์มองเธอนิ่งๆ ก่อนจะยื่นมือไปแตะไหล่เธอเบาๆ “ไม่ต้องคิดมาก ผมจะช่วยคุณหาความจริง”
เมธาหันมามองเขา น้ำตายังไหล “จริงเหรอคะพี่? พี่ไม่โกรธหนูที่ขอเรื่องนี้ตั้งแต่แรก?”
คิมหันต์ส่ายหน้า “ไม่โกรธ มันคือเงื่อนไขที่เราตกลงกัน”
แต่ในใจเขา ‘ฉันจะช่วยจริงๆ นะ แต่เพื่อล้างแค้นให้แม่ ไม่ใช่ให้พ่อเธอ’
เมธาเช็ดน้ำตา ยิ้มบางๆ “ขอบคุณค่ะพี่ หนูรู้สึกดีขึ้นที่ได้เล่าให้พี่ฟัง”
เธอพิงไหล่เขาเบาๆ “พี่เคยเสียคนในครอบครัวแบบนี้บ้างไหมคะ? พี่ดูเหมือนคนที่แข็งแกร่งมาก แต่หนูคิดว่าพี่ต้องมีบาดแผลเหมือนกัน”
คำถามนั้นทำให้คิมหันต์ตัวเกร็ง เขานิ่งไปนาน จนเมธาคิดว่าเขาจะไม่ตอบ
แต่ในที่สุด เขาพูดเสียงต่ำ “มี แม่ผมตายตอนผมอายุสิบเจ็ด”
เมธาหันมามองเขา ดวงตาเบิกกว้าง “แม่พี่... ตายยังไงคะ?”
คิมหันต์มองออกไปนอกหน้าต่าง มองสวนที่มืดมิด “ฆ่าตัวตาย กินยาพิษ”
เมธาเอื้อมมือไปจับมือเขา “หนูขอโทษค่ะ ที่ถาม หนูไม่รู้...”
คิมหันต์ไม่ผลักมือเธอออก “แม่ผมเคยมีธุรกิจเล็กๆ แต่ถูกคนทำลายจนล้มละลาย แม่ทนไม่ได้ เลือกจบชีวิตตัวเอง”
เขาหยุด ไม่พูดต่อว่า ‘คนนั้นคือพ่อเธอ’
เมธากอดแขนเขาเบาๆ “พี่คงเจ็บปวดมาก หนูเข้าใจความรู้สึกนั้น มันเหมือนมีรูโหว่ในใจที่ไม่มีวันเต็ม”
คิมหันต์มองเธอ ความอบอุ่นจากสัมผัสของเธอทำให้เขารู้สึกสับสนเล็กน้อย แต่เขาสลัดมันออก ‘อย่าหลงกล’
“ใช่ เจ็บปวด” เขาพูด “เพราะงั้นผมเข้าใจคุณ และจะช่วยคุณ”
เมธายิ้มน้ำตาคลอ “พี่ใจดีจังค่ะ หนูดีใจที่แต่งงานกับพี่”
เธอพิงอกเขา คิมหันต์นั่งนิ่ง ปล่อยให้เธอพิงอยู่อย่างนั้น
แต่ในใจเขา ภาพอดีตผุดขึ้นมาอย่างชัดเจน
แฟลชแบ็ก: คิมหันต์อายุสิบเจ็ด เดินกลับบ้านหลังเลิกเรียน เปิดประตูเข้าไปเจอกลิ่นยาพิษลอยคลุ้ง แม่นอนนิ่งบนพื้นห้องนอน ริมฝีปากม่วงคล้ำ จดหมายฉบับหนึ่งวางข้างตัว
เขาเปิดอ่านด้วยมือสั่น
“ลูกแม่ที่รัก แม่ขอโทษที่ทิ้งลูกไป คนที่ชื่อวาริช เขาทำลายทุกอย่างของแม่ ธุรกิจที่แม่สร้างมาด้วยเลือดเนื้อ ถูกเขากลืนไปอย่างโหดร้าย แม่แพ้เขาแล้ว ลูกต้องเข้มแข็งนะ อย่าปล่อยให้คนแบบนั้นชนะ”
คิมหันต์นั่งกอดศพแม่ ร้องไห้เงียบๆ คืนนั้นเขาสาบานว่าจะล้างแค้นให้แม่ ไม่ว่าจะต้องใช้เวลานานแค่ไหน
กลับมาที่ปัจจุบัน คิมหันต์มองเมธาที่หลับตาพิงอกเขา ความแค้นในใจเขาร้อนรุ่ม
‘พ่อเธอคือคนที่ทำลายแม่ฉัน และตอนนี้ลูกสาวเขากำลังพิงฉันด้วยความเชื่อใจปลอมๆ’
เขาค่อยๆ ดันเธอออก “ดึกแล้ว ไปนอนเถอะ”
เมธาพยักหน้า ลุกขึ้น “ค่ะ ขอบคุณที่ฟังหนูนะคะ ฝันดีค่ะ”
เธอเดินขึ้นชั้นสอง คิมหันต์นั่งนิ่งอยู่นาน
เช้าวันถัดมา เมธาลงมาทำอาหารเช้าเช่นเคย แต่คราวนี้เธอทำแพนเค้กและผลไม้สด คิมหันต์ลงมานั่งกิน
“อร่อย” เขาพูดสั้น
เมธายิ้ม “ดีใจค่ะ พี่มีข่าวอะไรเรื่องพ่อหนูบ้างไหม?”
คิมหันต์พยักหน้า “มีนิดหน่อย ดูเหมือนจะมีคนในตระกูลวาริชที่ส่งข้อมูลให้ตำรวจจริงๆ อาจเป็นคนใกล้ชิด”
เมธาตัวเกร็ง “ใครคะ?”
“ยังไม่แน่ใจ แต่ผมจะหาต่อ”
เมธาพยักหน้า “ขอบคุณค่ะ”
ระหว่างวัน เมธาแอบใช้โทรศัพท์ลับส่งข้อความ “เขเริ่มให้ข้อมูล ฉันกำลังเข้าใกล้มากขึ้น”
ส่วนคิมหันต์ ในห้องทำงาน เขาเรียกลุงชัยเข้ามา
“ลุง มีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับการตายของพ่อเมธาเพิ่มไหม?”
ลุงชัยส่ายหน้า “ยังไม่มีใหม่ครับท่าน แต่ผมคิดว่ามันอาจเกี่ยวข้องกับบุคคลที่สาม ไม่ใช่แค่ฝั่งเรา”
คิมหันต์พยักหน้า “สืบต่อไป และให้ข้อมูลเมธาแบบค่อยๆ หยอด เพื่อให้เธอไว้ใจ”
ลุงชัยยิ้ม “ท่านกำลังเล่นเกมกับเธออยู่สินะครับ”
คิมหันต์ยิ้มเย็น “ใช่ และฉันจะชนะ”
เย็นนั้น เมธานั่งในสวนคนเดียว มองดอกไม้ที่กำลังบาน เธอคิดถึงพ่อ น้ำตาไหลอีกครั้ง
แต่ในใจเธอ ‘ฉันจะไม่ร้องไห้ฟรีๆ ทุกน้ำตาคืออาวุธ คิมหันต์ นายจะต้องตกหลุมรักฉัน แล้วฉันจะทำลายนายจากภายใน’
ส่วนคิมหันต์ มองเธอจากหน้าต่างชั้นบน ‘ยิ่งเธอแสดงดี ฉันยิ่งแค้น พ่อเธอทำลายแม่ฉัน และเธอจะต้องชดใช้’
เงาอดีตของทั้งคู่เริ่มทับซ้อนกันมากขึ้น ท่ามกลางบ้านที่ดูสงบสุข
แต่ความแค้นที่ฝังลึก กำลังรอวันปะทุ