สองสัปดาห์หลังจากการประชุมลับในโกดังริมแม่น้ำเจ้าพระยา พิธีหมั้นอย่างเป็นทางการถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในโรงแรมหรูระดับห้าดาวใจกลางกรุงเทพฯ ห้องบอลรูมที่ตกแต่งด้วยดอกไม้สีขาวและแสงไฟคริสตัลระยิบระยับเต็มไปด้วยแขกผู้มีเกียรติจากทั้งสองตระกูล และบุคคลสำคัญในวงการธุรกิจทั้งถูกและใต้ดิน
ภายนอกดูเหมือนงานหมั้นของคู่รักที่กำลังจะยุติความขัดแย้งด้วยสายสัมพันธ์ใหม่ แต่สำหรับคนที่รู้เบื้องหลัง มันคือการแสดงละครที่ทุกคนต้องสวมหน้ากาก
คิมหันต์ยืนอยู่หน้าประตูห้องบอลรูมในชุดทักซิโด้สีดำสนิทที่ตัดเย็บเข้ารูป เนกไทสีเงินสะท้อนแสงไฟ เขาดูหล่อเหลาและน่าเกรงขามยิ่งกว่าเดิม ลูกน้องในเครื่องแบบยืนเรียงรายรอบตัวเขา ลุงชัยยืนอยู่ข้างๆ พึมพำเบาๆ
“ท่านครับ คืนนี้ต้องระวังให้ดี คนจากตระกูลวาริชหลายคนยังไม่พอใจกับการตัดสินใจนี้ โดยเฉพาะพวกที่สูญเสียญาติจากสงครามครั้งก่อน”
คิมหันต์พยักหน้าเล็กน้อย ดวงตาเย็นชาและมองรอบตัว
“ผมรู้ อย่าให้มีเรื่องเกิดขึ้นในงานนี้เด็ดขาด ถ้ามีใครคิดก่อเรื่อง… จัดการเงียบๆ”
ลุงชัยพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะเดินไปสั่งการลูกน้องต่อ
ไม่นาน ขบวนรถลิมูซีนสีดำคันยาวก็มาถึงหน้าประตูโรงแรม ประตูรถเปิดออก เมธาก้าวลงมาในชุดเดรสสีขาวงาช้างที่พลิ้วไหว ดีไซน์เรียบหรูแต่เน้นโชว์ไหล่และช่วงเอวบาง เธอรวบผมขึ้นสูงเผยให้เห็นใบหน้าที่แต่งแต้มอย่างเบาๆ ดวงตาคู่สวยดูเปราะบางยิ่งขึ้นใต้แสงไฟ
วิชัยเดินลงมาข้างๆ เธอ ยื่นแขนให้เมธาจับ เธอยิ้มบางๆ ให้เขา ก่อนจะเดินเข้าห้องบอลรูมด้วยท่วงท่าอ่อนช้อยราวกับเจ้าหญิง
เมื่อเมธาและคิมหันต์เจอกันตรงกลางห้อง ท่ามกลางเสียงปรบมือของแขกเหรื่อ ทั้งคู่ยิ้มให้กัน รอยยิ้มที่ดูอบอุ่นและจริงใจสำหรับคนภายนอก
คิมหันต์ยื่นมือออกไป เมธาวางมือบางลงบนนั้นเบาๆ เขาก้มลงจูบหลังมือเธอตามธรรมเนียมตะวันตก กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ของเธอลอยมาแตะจมูกเขา
“คุณสวยมากคืนนี้” เขาพูดเสียงต่ำ แต่ดังพอให้คนรอบข้างได้ยิน
เมธายิ้มอายๆ ก้มหน้าลงเล็กน้อย “ขอบคุณค่ะ คุณก็ดูหล่อเหลือเกิน”
แขกหลายคนส่งเสียงฮือฮาและปรบมืออีกครั้ง บางคนยกแก้วแชมเปญขึ้นชนกันเพื่อแสดงความยินดี
แต่ในใจของทั้งคู่ มันต่างกันลิบลิ่ว
เมธามองรอยยิ้มของคิมหันต์ และคิดในใจว่า ‘ยิ้มเก่งจริงๆ นะคะ คุณคิมหันต์ แต่ฉันจะทำให้รอยยิ้มนั้นแตกสลาย’
เธอเริ่มแผนการตั้งแต่คืนนี้แล้ว การแสดงบทสาวบอบบางที่สูญเสียพ่อและต้องการที่พึ่ง คืออาวุธแรกของเธอ เธอรู้ดีว่าคิมหันต์คือคนอันตราย แต่ยิ่งอันตราย ยิ่งทำให้เธออยากเข้าใกล้เพื่อทำลายจากภายใน
ส่วนคิมหันต์ มองแววตาของเมธาที่ดูอ่อนโยนแต่แฝงบางอย่างที่เขาเคยเห็นในตัวเอง แววตาของคนที่กำลังวางแผน
‘น่าสนใจ เธอไม่ใช่แค่ลูกสาวที่เสียใจอย่างที่แสดงหรอกนะ’
พิธีหมั้นดำเนินไปตามขั้นตอน มีการแลกแหวนหมั้นที่ออกแบบพิเศษ แหวนเพชรเม็ดใหญ่ที่คิมหันต์เลือกเอง เมธาสวมแหวนให้เขาด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย ราวกับตื่นเต้นและเขินอาย
จากนั้นคือช่วงเลี้ยงฉลอง แขกเหรื่อเดินมาอวยพรคู่บ่าวสาวทีละกลุ่ม
กลุ่มแรกคือญาติฝั่งตระกูลเทวัญ หลายคนมองเมธาด้วยสายตาไม่เป็นมิตร แต่ต้องยิ้มเพราะคำสั่งของคิมหันต์
“ขอให้ทั้งคู่รักกันตลอดไปนะครับ” ญาติคนหนึ่งพูด แต่เสียงแฝงความเยาะเย้ย
เมธายิ้มตอบ “ขอบคุณค่ะ หนูจะพยายามดูแลพี่คิมหันต์ให้ดีที่สุด”
คิมหันต์วางแขนโอบเอวเมธาเบาๆ เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ ทำให้เธอตัวเกร็งเล็กน้อย แต่เธอแกล้งพิงเขาเพื่อให้ดูสนิทสนม
กลุ่มต่อมาคือฝั่งตระกูลวาริช วิชัยนำหน้าพร้อมลูกน้องเก่าๆ ของบิดาเมธา
“น้องเมธา อย่าลืมว่าตระกูลเรายังอยู่เบื้องหลังเสมอนะ” ญาติคนหนึ่งกระซิบกับเมธา
เมธาพยักหน้า “หนูรู้ค่ะ แต่คืนนี้เป็นคืนแห่งความสุข ขอให้ทุกคนสนุกกันนะคะ”
คิมหันต์สังเกตเห็นการกระซิบนั้น ดวงตาเขาเย็นลงทันที แต่ยังคงยิ้มต่อไป
ระหว่างงาน มีวงดนตรีเล่นเพลงโรแมนติก คิมหันต์ชวนเมธาออกไปเต้นรำกลางฟลอร์ เป็นเพลงช้าๆ ที่ทุกคู่ตาพากันมอง
เขาวางมือข้างหนึ่งที่เอวเธอ อีกข้างจับมือเธอ เมธาวางมืออีกข้างบนไหล่เขา
ทั้งคู่ออกสเต็ปช้าๆ ตามจังหวะเพลง
“คุณเต้นเก่งนะคะ” เมธาพูดเบาๆ มองขึ้นมาที่เขา ดวงตาดูเปี่ยมไปด้วยความชื่นชม
คิมหันต์ยิ้มมุมปาก “คุณก็ไม่เลว”
เมธาแกล้งก้มหน้าลง พิงอกเขาเล็กน้อย “หนูกลัวค่ะ กลัวว่าหลังจากนี้ชีวิตจะเปลี่ยนไปมาก หนูไม่เคยคิดว่าจะแต่งงานแบบนี้”
เสียงเธอสั่นเครือ ราวกับกำลังกลั้นน้ำตา
คิมหันต์มองลงไปที่เธอ เห็นน้ำตาคลอเบ้าจริงๆ ‘เก่งจริงๆ’ เขาคิดในใจ
“ไม่ต้องกลัว ผมจะดูแลคุณเอง” เขาพูดเสียงนุ่ม แต่ในใจคิดว่า ‘ดูแลจนกว่าเธอจะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง’
เมธายิ้มน้ำตาคลอ “ขอบคุณนะคะพี่คิมหันต์ หนูดีใจที่ได้พี่เป็นสามี”
คำว่า ‘พี่’ ที่เธอเรียก ทำให้คิมหันต์รู้สึกแปลกๆ เล็กน้อย มันดูใกล้ชิดเกินไปสำหรับคนที่เพิ่งรู้จักกันไม่นาน
หลังจากเต้นรำเสร็จ ทั้งคู่เดินไปพักที่มุมเงียบๆ ของห้อง เมธานั่งลงบนโซฟา ถอนหายใจเบาๆ
“เหนื่อยไหม?” คิมหันต์ถาม นั่งลงข้างๆ
เมธาพยักหน้า “นิดหน่อยค่ะ แต่หนูมีความสุขนะคะ ที่ทุกอย่างจบลงด้วยดี”
เธอหันมามองเขา “พี่สัญญานะคะ ว่าจะช่วยหนูเรื่องพ่อ”
คิมหันต์พยักหน้า “สัญญา ผมจะเริ่มสืบให้ตั้งแต่พรุ่งนี้”
เมธายิ้มกว้างขึ้น วางมือบนแขนเขาเบาๆ “หนูเชื่อพี่ค่ะ”
สัมผัสนั้นทำให้คิมหันต์รู้สึกถึงความอบอุ่นที่แปลกประหลาด แต่เขาสลัดมันออกไปทันที ‘อย่าหลงกลง่ายๆ’
ทันใดนั้น เสียงดังตุ๊บดังขึ้นจากมุมหนึ่งของห้อง แก้วแชมเปญของแขกคนหนึ่งตกลงพื้นแตกกระจาย
ทุกคนหันไปมอง เป็นชายวัยกลางคนจากฝั่งตระกูลวาริชที่ดูเมาเล็กน้อย เขาชี้มาที่คิมหันต์
“ไอ้เทวัญ! มึงคิดว่าการแต่งงานจะล้างเลือดที่มึงทำไว้ได้เหรอ?”
ห้องเงียบกริบ ลูกน้องทั้งสองฝั่งขยับตัวเตรียมพร้อม
วิชัยรีบเดินไปหาชายคนนั้น “พี่เอก! พอได้แล้ว!”
แต่ชายที่ชื่อเอกยังตะโกนต่อ “พ่อของน้องเมธาตายเพราะแก! แกส่งข้อมูลให้ตำรวจจนท่านต้องฆ่าตัวตาย!”
เมธาลุกขึ้นยืนทันที ใบหน้าซีดเผือด เธอเดินตรงไปหาชายคนนั้น น้ำตาไหลอาบแก้ม
“พี่เอก… พอเถอะค่ะ อย่าพูดแบบนี้”
เธอกอดชายคนนั้นเบาๆ ปลอบเขาอย่างอ่อนโยน “หนูรู้ว่าพี่เสียใจ แต่คืนนี้… ขอให้จบลงด้วยดีเถอะนะคะ”
ชายคนนั้นสงบลง นั่งลงด้วยความละอาย
แขกเริ่มพูดคุยกันต่อ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่คิมหันต์มองฉากนั้นนิ่งๆ เขาเห็นว่าเมธาไม่ได้แค่ปลอบ เธอกระซิบอะไรบางอย่างกับชายคนนั้น ทำให้เขาสงบลงอย่างรวดเร็ว
‘เธอควบคุมคนได้ดีกว่าที่คิด’
เมธาเดินกลับมาหาเขา น้ำตายังคลอเบ้า “ขอโทษนะคะที่ทำให้พี่อึดอัด”
คิมหันต์ส่ายหน้า “ไม่เป็นไร มันคืออดีต”
แต่ในใจเขา ‘อดีตที่ฉันจะทำให้เธอชดใช้’
งานเลี้ยงดำเนินต่อไปจนดึก ดึกดื่นเมื่อแขกเริ่มกลับ คิมหันต์และเมธายืนส่งแขกด้วยกัน
เมื่อเหลือเพียงคนสนิทไม่กี่คน เมธาหันมาหาเขา
“คืนนี้… ขอบคุณนะคะที่ทำให้ทุกอย่างราบรื่น”
คิมหันต์มองเธอ “คุณก็เช่นกัน”
ทั้งคู่จ้องกันนิ่งๆ ชั่วขณะ ก่อนที่เมธาจะยิ้มและเดินไปขึ้นรถกับวิชัย
คิมหันต์ยืนมองรถคันนั้นหายไปในความมืด
ลุงชัยเดินมาข้างๆ “ท่านคิดยังไงครับกับคุณเมธา?”
คิมหันต์ตอบเสียงเย็น “เธออันตรายกว่าที่คิด แต่ฉันจะจัดการได้”
ในรถของเมธา เธอนั่งเงียบ วิชัยถาม “เป็นยังไงบ้างน้อง?”
เมธาเช็ดน้ำตาที่แห้งไปแล้ว “ดีค่ะ พี่ชาย เขาเริ่มตกหลุมพรางแล้ว”
เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง ยิ้มบางๆ กับตัวเอง
คืนพิธีหมั้นจบลงด้วยรอยยิ้มปลอมของทั้งคู่
แต่เกมที่แท้จริง เพิ่งเริ่มต้น