รถคันหรูเคลื่อนตัวเข้าจอดก่อนรถจะหยุดลง วีว่ากวาดสายตาผ่านกระจกมองไปรอบ ๆ ก็พบกับสถาปัตยกรรมแบบชิโน โปรตุกีสที่แปลกตาเหมือนหลุดเข้ามาในยุคเรโท ซึ่งผสมผสานความเป็นตะวันออกและตะวันตกเอาไว้อย่างลงตัว
ไม่รอให้ใครต้องเชิญคนตัวเล็กก็ลงจากรถเพื่อชมความงามของเมืองเก่าตรงหน้า สำหรับคนเรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์แล้วที่นี่มันมีเสน่ห์ น่าหลงใหล แถมยังคงกลิ่นอายของความเจริญรุ่งเรืองในสมัยอดีตเอาไว้ได้อย่างน่าประหลาด แม้แต่ลวดลายของซุ้มหน้าต่างยังทำให้วีว่าสนใจได้
“ชอบไหม?”
คนตัวโตถามคนที่มีดวงตาเป็นประกาย เธอหันมายิ้มให้เขาแล้วพยักหน้ารัว ๆ
“จะถ่ายรูปไหม? เดี๋ยวโรมถ่ายให้” เขาชูกล้องในมือวีว่าชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อจะตอบ
“กินข้าวก่อน หิว”
ชายหนุ่มยิ้มพอใจกับคำตอบ แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินไปยังร้านอาหารเสียงโทรศัพท์ของวีว่าก็ดังขึ้น
RRR RRRR
‘กาฬ สายเข้า...’
“พี่โรมเดินไปก่อนก็ได้”
เธอบอกหลังจากเห็นชื่อคนโทรเข้า แต่ไม่มีท่าทีว่าคนตัวโตจะเดินไปไหนแค่หันหลังพร้อมกับกอดอกวีว่าจึงเดินออกมาหลายก้าวก่อนจะกดรับสาย
“ว่าไงคะ?”
‘ทำอะไรอยู่ ไม่โทรหากันบ้างเลย’ น้ำเสียงของคนปลายสายทำเอาวีว่าขำออกมา
“เมื่อวานก็พึ่งคุยกันไปเองนะ”
ถึงจะได้คุยไม่กี่นาทีก็ตาม เพราะมัวแต่ยุ่งอยู่กับการช่วยงานลิลิน ซึ่งกาฬก็รู้เหตุผลข้อนั้นดี แต่พออยู่ว่าง ๆ เขาก็คิดถึงวีว่าขึ้นมาซะงั้น
‘เธอไม่รู้สึกคิดถึงฉันบ้างเหรอ?’
“หึ ๆ นี่หัดเป็นคนขี้น้อยใจตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย” วีว่าส่ายหัว
‘ก็ตั้งแต่เป็นแฟนกันมั้ง’
“หรา... พรุ่งนี้ก็กลับแล้ว”
‘ตอบก่อนว่าคิดถึงไหม?’ กาฬคาดคั้นเสียงเรียบ
“...คิดถึง...”
หญิงสาวยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เอาเท้าเขี่ยพื้นอย่างเก้อเขิน ซึ่งเธอไม่รู้เลยว่าพฤติกรรมราวกับสาวน้อยที่พึ่งเคยมีความรักมันขัดหูขัดตาโรมมาก และก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้เขาได้ยิน แม้จะเดินห่างออกไปแต่โรมก็ได้ยินทุกคำที่วีว่าพูดอยู่ดี ต่างจากชายอีกคนที่ได้ยินคำ ๆ นั้นกลับรู้สึกชุ่มชื่นหัวใจ
‘หึ ๆ ...แล้วจะไปทำงานที่ผับไหมอ่ะ’
“คงอีกสักสองวันแหล่ะ ไม่รู้จะถึงบ้านตอนไหน”
‘ให้ไปรับเปล่า?’
“ไม่เป็นไร พ่อน่าจะให้คนไปส่งแหล่ะ”
เมื่อเห็นว่าวีว่าคุยนานเกินไปคนตัวโตก็เดินมาหยุดตรงหน้า ดวงตาคมมองเธอด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรคล้ายกับจะให้เธอรู้ตัวเอง
“เออกาฬ... เดี๋ยวเราไปกินข้าวก่อนนะ”
‘โอเค งั้นแค่นี้นะ’
“บายจ๊ะ”
วีว่ากดตัดสายก่อนจะเก็บโทรศัพท์ลงในกระเป๋าตามเดิม
“ไปกันได้แล้วใช่ไหม?”
ไม่ทันที่วีว่าจะเอ่ยอะไรด้วยซ้ำมือเล็กก็ถูกคว้าและพาเธอออกเดินแทบจะในทันที แม้ว่าเธอจะสูงเกือบร้อยเจ็ดสิบถึงกระนั้นก็ยังก้าวตามคนที่สูงถึงร้อยเก้าสิบไม่ทันอยู่ดี
“นี่... ช้า ๆ หน่อย”
เหมือนคนตัวโตจะรู้ตัวจึงหยุดเดินแต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยมือ วีว่ามองใบหน้าเรียบเฉยของโรมอย่างเหวี่ยง ๆ จนสุดท้ายเขาเองต้องเป็นฝ่ายยอมแพ้โดยการถอนหายใจออกมา เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นอะไร และก็ไม่อยากรู้ด้วย
ทั้งคู่เดินเข้ามาในร้านอาหารไทยที่ตกแต่งแบบโคโรเนียน เน้นสีขาวสบายตา วีว่าเลือกโต๊ะมุมใกล้กับหน้าต่างอยากซึมซับบรรยากาศความคลาสสิกนี้พร้อมกับละเลียดอาหารไปด้วย ซึ่งโรมเลือกที่จะนั่งฝั่งเดียวกับวีว่าแม้เธอจะไล่ให้ไปนั่งฝั่งตรงข้ามก็ตาม
ระหว่างรออาหารมาเสิร์ฟวีว่าเลือกที่จะวางสายตากับทิวทัศน์ตรงหน้า มองรถราที่วิ่งไปมา มองผู้คนที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย และปล่อยคนข้างตัวให้เบลอเหมือนอากาศ
“อาหารมาแล้ว”
คนตัวโตเรียกความสนใจจากเธอ วีว่าเลือกที่จะเลื่อนแก้วชาไทยมาดื่มก่อน ซึ่งดูดไปได้เพียงอึกเดียวก็ได้ยินเสียงคนตัวโตขำเบา ๆ คนตัวเล็กจึงหันขวับมองเขาอย่างหาเรื่อง
“นั่นแก้วโรม แก้วดื้ออยู่นี่” เขาชี้ไปที่อีกแก้วที่น้ำยังไม่พร่อง
“แล้วทำไมไม่บอก” วีว่าขมวดคิ้วอย่างเคือง ๆ
“หึ ๆ แก้วไหนก็เหมือนกันแหล่ะ กิน ๆ ไปเถอะ”
มือหนาเอื้อมมาหยิกแก้มนิ่มอย่างเคยชิน ทำไมวีว่าถึงรู้สึกว่าบรรยากาศรอบ ๆ ตัวของเธอเริ่มเปลี่ยนไป ...รอยยิ้มของโรมมันทำให้วีว่าใจสั่นอีกแล้ว แบบนี้ไม่ดีแน่ เธอทำผิดต่อกาฬไปมากกว่านี้ไม่ได้
“อันนี้ของดื้อ” เขาตักปลาผัดขิงชิ้นใหญ่วางใส่จานให้เธอ
“ขอบคุณ”
วีว่าสลัดความคิดไร้สาระออกไปก่อนจะสูดลมหายใจเข้าเพื่อเรียกสติของตัวเอง ไม่เข้าใจตัวเองเลยจริง ๆ กับแค่รอยยิ้ม น้ำเสียง และสรรพนามที่เขาเคยใช้กับเธอมันทำให้ความรู้สึกที่เธอพยายามจะกดมันเอาไว้ค่อย ๆ ไหลซึมออกมาอีกแล้ว