ยามเที่ยงดวงตะวันลอยเด่นเป็นสง่าอยู่กลางผืนฟ้า แต่เพราะนี่อยู่ในช่วงหน้าหนาวแสงแดดจึงไม่แรงเท่าใดนัก มองไปมองมากลับยิ่งส่งเสริมบรรยากาศให้ผืนดินเบื้องล่างดูสุขสงบร่มเย็นเสียอีก ราวกับว่าเป็นภาพวาดในอุดมคติอย่างไรอย่างนั้น
ยกเว้นเสียก็แต่ตำหนักหนึ่งในวังหลวง จริงอยู่ที่ตัวตำหนักมีขนาดใหญ่โตโอ่โถง เครื่องเรือนล้วนเป็นของชั้นเลิศ การตกแต่งเองก็ประณีตงดงามไร้ที่ติ แสดงให้เห็นถึงอำนาจและบารมีเจ้าของตำหนักได้เป็นอย่างดี น่าเสียดายก็แค่นี้วันนี้บรรยากาศออกจะอึมครึมไม่มีชีวิตชีวาเหมือนแต่ก่อน
ที่เป็นเช่นนี้มีที่มา สาเหตุมาจากเจ้าของตำหนักแห่งนี้นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง นางกำนัลทั้งหมดต่างพากันนั่งตัวสั่นงัดงกเป็นลูกนกโดนผีเข้าสิง หากยังไม่ได้ยินเสียงลมหายใจอยู่ คงนึกว่านางเสียชีวิตไปแล้วเป็นแน่ เพียงแต่เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้กับผู้สูงศักดิ์ท่านหนึ่งในวังหลวงทั้งที แต่ยังไม่เห็นแม้กระทั่งเงาของหมอหลวง เรื่องนี้อันที่จริงก็มีคำอธิบายได้เช่นกัน
“องค์หญิงเพคะ! ทรงฟื้นขึ้นมาเถิดเพคะ!” ไป๋เสวี๋ยที่คุกเข่าอยู่ด้านหน้านางกำนัลทั้งหมดในตำหนักหน้าตาแดงก่ำ มาตรว่าผ่านการร้องไห้อย่างหนักมาแล้วรอบหนึ่งก็ไม่ปาน
องค์หญิง? ....
ตายแล้วยังมีคนเรียกนางว่าองค์หญิงอีกหรือ ช่างเป็นนรกที่ประหลาดเสียจริง
อวี้ชิงนึกในใจอย่างขบขัน ก่อนนางตายพบเจอเรื่องราวเลวร้ายมาไม่น้อย นึกไม่ถึงว่าแม้กระทั่งตอนสิ้นลมหายใจไปแล้วยังไม่แคล้วให้นางพักผ่อนอย่างสงบไม่ได้อีก ชะตาชีวิตคนเราช่างไม่เที่ยงเสียจริง
ว่าแต่...หลับงั้นหรือ?
เสียงข้างกายยังคงเรียกหานางไม่เลิก และถ้าหูไม่ฝาดเหมือนเจ้าของเสียงจะร้องไห้อีกด้วย นี่มันเรื่องอะไรกัน เป็นวิญญาณแท้ๆ ยังมีเรื่องให้เศร้าโศกเสียใจอีกหรือ โลกนี้มันจะโหดร้ายเกินไปแล้ว
จะว่าด้วยความรำคาญก็ดี หรือความอยากรู้อยากเห็นก็ช่าง หญิงสาวผุดลุกขึ้นมากะทันหัน นัยต์ตาหงษ์คู่สวยเบิกกว้างเหมือนคนพึ่งผ่านฝันร้ายมาอย่างหนัก นางมีสีหน้าตื่นตะลึงโดยแท้จริง เหตุใดทัศนียภาพถึงคุ้นเคยเพียงนี้ หรือว่าแท้จริงแล้วนางยังไม่ตาย
“องค์หญิง! องค์หญิงทรงฟื้นแล้วจริงๆ ด้วย! พระองค์ทำหม่อมฉันตกใจแทบแย่เลยรู้ไหมเพคะ!” ไป๋เสวี่ยดีใจจนน้ำตาไหลอีกครั้ง หลังจากที่มีสีหน้าแตกตื่นเพราะตั้งตัวไม่ทันจากการลุกขึ้นมากระทันหันของนายเหนือหัว
แต่ปฏิกิริยาเช่นนี้ก็ยังดีกว่านางกำนัลส่วนใหญ่ในตำหนักที่แทบจะล้มลุกคลุกคลานออกนอกตำหนักไปแล้วเมื่อครู่อยู่มากนัก แต่ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นก็เพียงพอจะทำให้อวี้ชิงให้ความสนใจเบนหน้าหันมามองได้ นางเหมือนคนที่ยังสับสนในอะไรบางอย่างอยู่ แต่เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้นางกำนัลซึ่งเสียกิริยาไปเมื่อครู่สงบเสงี่ยมเจียมตัวในบันดล
อวี้ชิงเลื่อนสายตาลงมาเล็กน้อย พลันพบเข้ากับดวงหน้ากลมเกลี้ยงอันคุ้นเคย ถ้าไม่ใช่ไป๋เสวี๋ยนางกำนัลคนสนิทของนางแล้วจะเป็นใครอีก หลังจากทวนสติตัวเองหลายรอบว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความฝัน นางจึงสรุปความได้เพียงเดียวว่านางย้อนเวลากลับมาใช้ชีวิตใหม่อีกครั้ง
นับว่าสวรรค์ยังมีตา นับว่าฟากฟ้ายังเมตตานางอยู่!
“ไป๋เสวี๋ย! นี่ปีที่เท่าไหร่!?” นางรีบถามเพื่อยืนยันว่าสิ่งที่นางคิดเป็นเรื่องถูกต้อง
ไป๋เสวี๋ยมีสีหน้าตกใจเล็กน้อย “รัชศกหมิงเต๋อที่ยี่สิบสองเพคะ”
อี้ชิงหลุบตาใคร่ครวญสักพัก หากเป็นปีนี้นั่นหมายความว่าตัวนางยังมีอายุเพียงสิบห้าปีเท่านั้น อีกทั้งยังอยู่ในช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ที่สุดของชีวิต กระทั่งฮองเฮานายเหนือแห่งหกตำหนักในยังต้องเกรงใจนางสามส่วน ชีวิตในวัยเยาว์ของนางจึงสุขสบายยิ่งนัก
แต่นั่นก็เป็นต้นเหตุที่ทำให้ชาติที่แล้วนางมีนิสัยยโสโอหัง ด้วยความที่พระบิดาโปรดปรานอย่างไร้ขอบเขต อันเป็นเหตุให้ชะตากรรมบั้นปลายไร้ที่พึ่งพิงต้องเสียชีวิตลงอย่างเดียวดายกลางอารามชีในเขาไท่หยวน
อวี้ชิงโบกมือเล็กน้อย “พวกเจ้าออกไปก่อน ไป๋เสวี่ย...ไปนำกระจกมาให้ข้าที”
นางกำนัลทั้งหมดเหมือนได้รับความกรุณาครั้งใหญ่ หลังจากถวายบังคมแล้วรีบร้อนเดินออกจากตำหนักไปด้วยสีหน้าเหมือนยกก้อนหินออกจากอก อวี้ชิงมีหรือจะไม่เห็นใบหน้าของพวกนาง แต่จะต้องโทษนางกำนัลเหล่านี้อย่างเดียวก็ไม่ได้ ก็เมื่อสมัยก่อนนางดูแลพวกนางได้น่าสงสารยิ่งนัก ไม่พอใจอะไรเป็นต้องฮึดฮัดโวยวายไม่พอใจอยู่ร่ำไป บ้างก็ระบายอารมณ์จนเกินกว่าเหตุไปบ้าง
ในเมื่อได้กลับมาใช้ชีวิตใหม่อีกครั้ง สิ่งแรกที่นางอยากเปลี่ยนก็คืออุปนิสัยเหล่านั้นของตัวเอง วันเวลาในชาติที่แล้วแม้จะเป็นช่วงเวลาไม่ถึงสองปี แต่ก็สอนอะไรให้อวี้ชิงได้มากมายนัก แต่ทุกอย่างจำเป็นต้องค่อยเป็นค่อยไป เอาไว้ค่อยชดใช้ให้พวกนางในภายหลังแล้วกัน
พริบตาต่อมาไป๋เสวี๋ยก็วิ่งเอากระจกมาให้นางได้อย่างรวดเร็ว อวี้ชิงเห็นกระจกบานนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจ กระทั่งกระจกบานเล็กๆ ยังประดับประดาไปด้วยอัญมณีอันมีค่าควรเมือง นางช่างสิ้นเปลืองมาตั้งแต่เด็กเลยจริงๆ
อวี้ชิงมองดวงหน้าตัวเองในกระจกด้วยสายตาเหม่อลอย ใบหน้านั้นงดงามคู่ควรเมืองอย่างหาข้อติไม่ได้ ทุกองคพาพย์ล้วนแต่พอดีส่งเสริมให้พิลาสล้ำอย่างที่สุด โดยเฉพาะดวงตาที่ทอประกายแวววาวราวกับแสงดาวคู่นั้น อีกทั้งในยามนี้เด็กสาวยังอยู่ในวัยเพียงสิบห้าปี ยังไม่ถือเป็นสาวแรกรุ่นเสียด้วยซ้ำ ทำให้ภายใต้ความงดงามมีความน่ารักชวนมองแฝงอยู่พอเป็นกระสัย ทำให้อยากที่ผู้พบเห็นจะเกิดจิตปฏิปักษ์โดยสิ้นเชิง
น่าเสียดายที่เจ้าของใบหน้านี้กลับมีนิสัยดุร้าย ทั้งยังเอาแต่ใจเป็นที่สุด แม้จะเป็นโฉมงามหยาดฟ้ามาดินเพียงใด ผู้คนล้วนนึกขยาดไปแล้วสี่ส่วน อวี้ชิงเข้าใจความจริงข้อนั้นดี แต่ตัวนางในตอนนี้ยังมีรูปโฉมงดงามเป็นเอกของแคว้นอย่างไม่เสื่อมคลาย มิใช่หญิงสาววัยยี่สิบที่สีหน้าอ่อนล้าโรยแรงในชาติที่แล้ว
นึกถึงชาติที่แล้วสีหหน้าของอวี้ชิงพลันมืดครึ้มลงทันที
ตัวนางเป็นพระธิดาที่ฮ่องเต้หมิงเต๋อโปรดปรานมากที่สุด สาเหตุนั้นย่อมมีหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการที่นางถือกำเนิดจากเต๋อเฟย พระสนมที่พระองค์ทรงโปรดปรานมากที่สุดก็ดี ทั้งเรื่องที่พระมารดาของนางเสียชีวิตไปตั้งแต่ตอนที่อวี้ชิงยังอายุเพียงหนึ่งขวบก็ใช่ กระทั่งราชทินนามของนางยังตั้งให้ว่าเทียนหนิงที่มาจากพระนามของฮ่องเต้หมิงเต๋อและเต๋อเฟยเลยด้วยซ้ำ
ครั้นองค์หญิงเทียนหนิงยิ่งโตมายิ่งเหมือนเต๋อเฟยผู้เป็นมารดา ฮ่องเต้หมิงเต๋าที่โศกเศร้ากลับการจากไปของหญิงอันเป็นที่รักจึง
ประคองนางไว้ยิ่งกว่าอัญมณีล้ำค่า มาตรว่าต่อให้นางอยากได้ดวงดาว เขาก็จะคว้ามันลงมาให้ ช่างเป็นพระบิดาที่เอาแต่ใจจริงๆ
แต่เพราะเป็นเช่นนั้น ด้วยการที่ตัวนางไม่มีพระมารดาคอยสอนสั่ง ประกอบกับพระบิดาก็ตามใจจนหาที่สุดมิได้ ตัวนางจึงเติบโตขึ้นมาจนกลายเป็นสตรีร้ายกาจเอาแต่ใจ ซึ่งเรื่องนี้จะโทษพระบิดาของนางก็ไม่ได้ เพราะส่วนหนึ่งล้วนมาจากพฤติกรรมของนางเองทั้งนั้น แต่หากจะให้อวี้ชิงกล่าวโทษใครจริงๆ แล้วล่ะก็ ย่อมต้องเป็นเจ้าของตำหนักไท๋จี๋ผู้นั้น
หากจะบอกว่านอกจากฮ่องเต้หมิงเต๋อแล้ว ก็ยังมีไทเฮาที่ทรงรักและเอ็นดูคอยเลี้ยงดูนางมาตั้งแต่เด็ก ทว่านั่นก็เป็นเพียงแค่ปลอกนอกเท่านั้น นางพึ่งมารู้ตัวเอาเมื่อสายเกินไปว่าสาเหตุที่นางมีนิสัยร้ายกาจเช่นนี้ ส่วนหนึ่งล้วนมาจากการเสี้ยมสอนของไทเฮาที่ภายนอกสร้างภาพเป็นหญิงชราผู้เปี่ยมด้วยเมตตา ว่าแต่ทำไมนางถึงล่วงรู้น่ะหรือ ก็เพราะชาติที่แล้วต้นเหตุแห่งความตกต่ำในชีวิตของนางมาจากนางอย่างไรเล่า
เรื่องทั้งหมดเกิดเมื่อตอนนางอายุได้สิบหกปี ม่อหยวนรู่หลานสาวที่กำลังตั้งครรภ์ของไทเฮาเข้ามาเยี่ยมในวัง ในวันนั้นระหว่างที่นางกับม่อหยวนรู่เดินสวนกัน อยู่ๆ ม่อหยวนรู่ก็หกล้มอย่างน่าประหลาด ที่น่าทึ่งยิ่งกว่านั้นสาวรับใช้ของม่อหยวนรู่ยังกล่าวโทษว่านางเป็นคนผลักนางให้ล้มลงไป แต่ที่เลวร้ายจริงๆ กลับไม่ได้มีแค่นี้ ม่อหยวนรู่แน่นอนว่าแท้งอย่างไม่ต้องสงสัย รวมไปถึงนางกำนัลตลอดจนขันทีในบริเวณนั้นล้วนต่างเป็นพยานว่านางเป็นคนผลักม่อหยวนรู่ให้ล้มลงไปด้วยกันทั้งสิ้น
ทั้งๆ ที่นางยังไม่ทันได้แตะตัวม่อหยวนรู่เลยด้วยซ้ำ!
ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ประกอบกับพยานที่มีมากล้นเสียเหลือเกิน ฮ่องเต้หมิงเต๋อแม้มีใจอยากปกป้องพระธิดาก็จนปัญหา สุดท้ายจึงได้แต่กักบริเวณให้นางอยู่แต่ในตำหนักหากไม่มีรับสั่งห้ามออกมาภายนอกโดยเด็ดขาด ในวันนั้นนางยังจำได้ดีถึงสีหน้าของฮ่องเต้หมิงเต๋อที่ทั้งโศกเศร้าและผิดหวังในเวลาเดียวกัน ทว่าที่ว่าทั้งหมดล้วนเป็นเพียงจุดเริ่ม
นับแต่นั้นชีวิตนางก็มีแต่ปัญหา เมื่อนางตกต่ำย่อมไม่แปลกที่บรรดาคนที่เคยไม่พอใจจะพากันรึมทึ้งอย่างไม่ไยดี แต่ลำพังคนพวกนั้นหากอาศัยกำลังตัวเองย่อมมิอาจแตะต้องนางได้โดยง่าย เพราะยามนั้นฮ่องเต้หมิงเต๋อก็ใช่ว่าจะทอดทิ้งนางโดยแท้จริง เพียงแต่ทั้งหมดย่อมต้องมีคนหนุนหลัง จะเป็นใครไปได้อีกนอกจากเจ้าของตำหนักไท๋จี๋ผู้นั้น
นางถูกกักบริเวณถึงหนึ่งปีเต็ม ได้ออกมาก็ตอนที่งานฉลองวันเกิดของไทเฮา วันนั้นนางยังจำได้เป็นแม่นมั่นว่าอยากทำคุณสำนึกผิด จึงลงมือทำน้ำแกงให้ไทเฮาด้วยตัวเอง นึกไม่ถึงว่าในน้ำแกงถ้วยนั้นจะมียาพิษแฝงอยู่ ไทเฮาที่ทรงกินเข้าไปเพียงช้อนเดียวเกือบเอาตัวไม่รอด แน่นอนว่าผู้ต้องสงสัยที่สุดย่อมต้องเป็นนาง
ความผิดคราวนี้แม้แต่ฮ่องเต้หมิงเต๋เองก็ยากที่จะเชื่อ แต่เพราะหลักฐานและพยานทั้งหมดล้วนชี้ชัดว่าอวี้ชิงเป็นคนลงมือ ตอนนั้นนางได้แต่พร่ำอธิบายทั้งน้ำตา แต่สุดท้ายอาจจะเป็นเพราะเยื่อไยที่ฮ่องเต้หมิงเต๋อยังมีให้นาง จึงทำเพียงส่งพระธิดาไปรักษาตัวอยู่ในอารามชีหลวงกลางเขาไท่หยวน
ชีวิตในอารามหลวงล้วนลำบากยากเข็ญอย่างถึงที่สุด นางชีในอารามไม่เกรงใจต่อฐานะองค์หญิงของอวี้ชิงแม้แต่น้อย เพราะต่างรู้ดีว่ายามนี้องค์หญิงเทียนหนิงเหลือแต่ชื่อโดยแท้จริง มิมีทางพลิกฟื้นกลับมาเหมือนดังเดิมได้อีก จึงลงมือใช้นางอย่างไม่ไว้หน้าเลยทีเดียว
จนกระทั่งนางแอบไปได้ยินที่แม่ชีสองคนคุยกัน ว่าเรื่องทั้งหมดมีต้นตอมาจากไทเฮา ในตอนนั้นนางเองก็ยากที่จะเชื่อ แต่หลังจากคิดใคร่ครวญหลายตลบก็พบว่าทุกอย่างเข้าเค้าไม่น้อย เพียงแต่ยังหาสาเหตุไม่พบก็เท่านั้น
แต่แล้ววันหนึ่งตัวนางเกิดล้มป่วย ไป๋เสวี๋ยนางกำนัลถึงกับลอบหลบหนีออกจากอารามชีเพื่อไปซื้อยา นึกไม่ถึงไป๋เสวี๋ยจะถูกจับได้ นางกำนัลที่อยู่เคียงข้างนางมาตลอดสิบกว่าถูกโบยจนตายต่อหน้า อวี้ชิงตรอมใจจนอาการหนักยิ่งกว่าเดิม จนกระทั่งได้ข่าวว่าพระบิดาสิ้นพระชนม์ ในวันนั้นนางถึงได้สิ้นลมหายใจอย่างแท้จริง
ถึงอย่างนั้นสวรรค์ยังคงให้โอกาสนางกลับมาใช้ชีวิตใหม่อีกครั้ง แม้จะเป็นช่วงเวลาที่นางก่อเรื่องมาไม่น้อย สร้างปัญหาให้คนอื่นไม่หยุดหย่อน แต่เรื่องพวกนี้ก็ใช่ว่าจะแก้ไขไม่ได้ อวี้ชิงเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าตัวนางในวันนี้ไม่เหมือนไม่วันวาน นางอยากใช้ชีวิตอยากเรียบจากใจจริง
ยกเว้นก็แต่เจ้าของตำหนักไท๋จี๋ผู้นั้น...