15. ความในใจ

1252 Words
หลังอาหารมื้อเย็นของทุกวัน ไท่หยางและหลินจิงมักจะนั่งเล่น พูดคุยกันอยู่ที่หัวเรือ โดยคนอื่น ๆ ที่เหลือพากันแยกย้ายไป ปล่อยให้ชายหนุ่มกับหญิงสาวได้นั่งพูดคุยกันต่อ วันนี้ไท่หยางรู้สึกว่าอากาศเย็นกว่าทุกวัน ก็อดห่วงหญิงสาวที่มาจากดินแดนทางใต้ไม่ได้ เพราะนางน่าจะไม่เคยคุ้นกับฤดูหนาวที่เย็นจัด “จิงจิง เราล่องเรือมาได้หกเจ็ดวันแล้ว เจ้าเริ่มคุ้นเคยกับอากาศเย็นบ้างหรือยัง? ขึ้นไปทางเหนืออีก อากาศก็จะเย็นลงเรื่อย ๆ ถ้ายังไม่คุ้นเคย ต้องใส่เสื้อผ้าให้อบอุ่นเข้าไว้ มิเช่นนั้นจะล้มป่วยลงได้นะ” “เริ่มคุ้นเคยบ้างแล้วค่ะ พี่หยาง ท่านไม่ต้องเป็นห่วงข้า โดยปกติข้าเป็นคนชอบอากาศเย็นอยู่แล้วนะคะ ตอนอยู่ที่เหอหนาน ในช่วงฤดูร้อนทีไร ข้ามักจะหาเรื่องชวนสะดะ..เอ่อ..ชวนท่านพ่อ ท่านแม่ไปเที่ยวทางเหนือแถว ๆ ชายแดนติดต้าซื่อ หรือบางปีก็ขึ้นมาถึงเฉิงโจวนี่เลยค่ะ สารภาพว่าข้าไม่ชอบอากาศร้อนเลย... ข้าไม่เหมือนเป็นชาวเหอหนานเลยใช่มั้ยคะ” หลินจิงถามกลั้วหัวเราะ เพราะผู้คนรอบข้างนางล้วนกล่าวเช่นนี้เสมอ ด้วยนางเป็นคนที่ไม่ชอบอากาศร้อนเอามาก ๆ ซึ่งแตกต่างจากชาวเหอหนานโดยทั่วไปที่มักจะขี้หนาว เพราะคุ้นเคยกับอากาศอบอุ่นตลอดทั้งปี ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ เอ็นดูความช่างเล่าของนาง แต่ก็อดเตือนด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ “ถึงจะชอบ แต่ก็อย่าปล่อยให้ร่างกายหนาวเย็นจนเกินไป ถึงอย่างไรเจ้าก็ยังไม่คุ้นเคยกับอากาศหนาวจัด ตอนกลางวันอาจจะไม่เท่าไหร่เพราะยังมีแสงแดด แต่กลางคืนอากาศจะเย็นลงมากทีเดียว และจากนี้ไปมีแต่จะเย็นลงเรื่อย ๆ นะ” “ข้าคงต้องฝึกร่างกายให้คุ้นชินกับอากาศหนาว ๆ ให้ได้ค่ะ อย่างไรเสียข้าก็ต้องไปใช้ชีวิตที่ไท่โจว” หลินจิงตอบพลางมองออกไปในความมืดข้างลำเรือ ถอนหายใจเบา ๆ ไท่หยางเห็นใบหน้านวลเริ่มหม่นลง จึงพยายามชวนคุยเรื่องอื่น “ข้าเองก็ชอบอากาศเย็น เวลาอากาศหนาวมาก ๆ ข้ามักจะชวนฮุ่ยเฟิน เจียลี่ ขึ้นเขาไปก่อกองไฟ แล้วนั่งดื่มสุราไปพลาง ดูดาวไปพลาง สำหรับข้าแล้ว...ท้องฟ้ายามดึกในฤดูหนาวของไท่โจวสวยงามที่สุด” “จริงเหรอคะ” ตากลมโต เบิกกว้างอย่างตื่นเต้น จนเขาเห็นภาพในหัวว่าได้พานางไปนั่งผิงไฟ ชมดาวด้วยกัน...ท้องฟ้ายามนั้นคงสวยงามเป็นอย่างที่สุด “ข้าอยากเห็นจัง แล้วถ้าเป็นคืนพระจันทร์เต็มดวงล่ะคะ แสงจันทร์จะส่องสว่างจนกลบแสงดาวหมดฟ้าเลยหรือไม่” หลินจิงถามต่อไปด้วยดวงตาเป็นประกาย ด้วยพยายามจินตนาการให้เห็นภาพ “อืม...คืนพระจันทร์เต็มดวง ท้องฟ้าบนเขาก็จะสวยไปอีกแบบ ดวงจันทร์ดวงใหญ่ ลอยเด่นอยู่กลางท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้ม ส่องแสงสีเหลืองนวลสว่างไปทั่วฟ้า มีเพลงพื้นบ้านของชาวเขาเผ่าหนึ่งของไท่โจว ที่พูดถึงความงดงามของคืนจันทร์เต็มดวงด้วยนะ เนื้อเพลงจะพูดถึงหนุ่มสาวที่มีความรักไปขอพรกับดวงจันทร์ กับผู้เฒ่าจันทราให้ได้สมหวัง ได้ครองรักกัน” แล้วเสียงทุ้มก็ขับขานเป็นทำนองเพลงชมจันทร์.. “ลอยเด่นกลางนภาแผ่นฟ้ากว้าง แสงจันทราส่องสว่างอาบยอดเขา ข้ามาขอ ประทานพร ให้สองเรา รักมั่นคง ดั่งขุนเขา คู่แผ่นดิน ขอได้เดินร่วมทาง คู่ชีวิต ขอลิขิต เป็นเนื้อคู่ มิเพียงฝัน ขอจับมือกันไว้ ไม่จากกัน ขอมีกันและกัน จนวันตาย” เสียงปรบมือจากหญิงสาว ทำให้ไท่หยางตื่นจากภาพในจินตนาการของตัวเอง เขายิ้มอบอุ่นให้กับนางเมื่อได้รับคำชื่นชมอย่างตื่นเต้น “เพราะมาก ๆ เลยค่ะ ว่าแต่ขอพรด้วยเพลงนี้ ในคืนพระจันทร์เต็มดวงนี่ ศักดิ์สิทธิ์จริงหรือเปล่าคะ” ไท่หยางหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะตอบไปว่า “อืม..ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันนะ ไม่เคยไปขอสักทีเหมือนกัน” “เออ..จริงสิ...เหตุใดเจ้าจึงเดินทางไปไท่โจวแต่เพียงผู้เดียว แล้วบิดามารดาของเจ้าไม่เดินทางมาพร้อมกับเจ้าหรือ” ไท่หยางเอ่ยถามไปด้วยความอยากรู้ “ท่านพ่อท่านแม่ข้า..เอ่อ..ต้องดูแลกิจการของที่บ้าน ตามแผนเดิมท่านทั้งสองจะเดินทางตามไปไท่โจวประมาณ 1 เดือนก่อนวันพิธี แต่ส่งข้าเดินทางล่วงหน้าไปก่อนเพื่อมีเวลาเตรียมตัวเป็นเจ้าสาว และ...” นัยน์ตาหวานเริ่มส่อแววเศร้าอีกครั้ง... “ข้ายังไม่เคยได้พบว่าที่เจ้าบ่าวของข้าเลยสักครั้ง ท่านพ่อเลยอยากให้ข้าได้ไปทำความรู้จักกับเขาสักหน่อยก่อนเข้าพิธี...ท่านคงหวังว่าเมื่อได้ใช้เวลาร่วมกันสักหน่อย ‘เขา’ คงจะเอ็นดูข้าขึ้นมาบ้างกระมัง” .. ใบหน้าหวานหันหน้าออกไปสู่ความมืดรอบ ๆ เรือเพื่อซ่อนความรู้สึกบางอย่างที่เริ่มจะทวีความรุนแรงในหัวใจดวงน้อย ชายหนุ่มเกิดความรู้สึกหวั่นไหวในหัวใจ แค่เพียงนึกว่าร่างน้อยที่อยู่ตรงหน้าคือ ‘ว่าที่เจ้าสาว’ ของ ‘ชายอื่น’ เขาก็แทบจะทนนั่งอยู่เฉย ๆ ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ยิ่งเห็นใบหน้านวลหม่นลงด้วยความรู้สึกเศร้า เขายิ่งทุรนทุราย หากทำอะไรได้? เขาไม่มีสิทธิ์ยื้อแย่งนาง เพราะเขาเองก็มีภาระผูกพันกับหญิงอื่นอยู่เช่นกัน ในคราแรก...เมื่อรู้ว่าต้องแต่งงานเพื่อ ‘ผลประโยชน์’ บางอย่าง เขาก็ไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะเขาไม่มีใครอยู่ในใจ ชีวิตเขามีแต่.. ‘งาน’ .. แต่งก็แต่ง.. แล้วแต่ท่านพ่อกับท่านแม่เห็นสมควร เขาเพียงขอเวลา ‘พัก’ แล้วออกมาสำรวจภูมิประเทศของแคว้นใกล้เคียงเพื่อทำแผนที่ทหาร แล้วเลยถือโอกาสท่องเที่ยวไปด้วย ก่อนที่เขาจะต้องกลับไปรับหน้าที่สำคัญ ที่น่าจะเบียดเบียนอิสรภาพของเขาไปหมดสิ้น แต่มาวันนี้..นับแต่วินาทีที่หญิงสาวตรงหน้าวิ่งเข้ามาชนเขาที่ตลาดในวันนั้น เขาเหมือนโดนมนต์สะกดให้ไม่สามารถละสายตาไปจากนางได้ ยิ่งได้เจอ ได้พูดคุย เขายิ่งทั้งห่วง...และ...หวง เขาต้องยอมจำนนกับหัวใจตนเอง และยอมรับว่าบัดนี้ เวยหลินจิงได้เข้ามายึดครองพื้นที่ในหัวใจของเขาไปหมดแล้ว...ความรู้สึกในหัวใจมันรุนแรงจนเขาเผลอหลุดคำพูดในใจออกมาดัง ๆ “ว่าที่เจ้าบ่าวของเจ้าเป็นผู้ชายที่โชคดีที่สุดแล้ว...” ความรู้สึกลึกซึ้งฉายชัดผ่านดวงตาเข้ม ที่บัดนี้ไม่เหลือแววดุ หากสื่อเป็นคำหวานมากมายไปที่ดวงตาของหญิงสาวตรงหน้า ไม่มีคำพูดใด ๆ เอ่ยตอบจากหญิงสาว หากเขารู้ว่าเวยหลินจิงรับรู้ความในใจที่สื่อนั้นได้ ด้วยพวงแก้มที่แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ..
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD