เจ้าหญิงเวยหนิงอัน ประทับนิ่ง ภายใต้ซุ้มศาลาแปดเหลี่ยมที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางอุทยานในเขตพระตำหนักของพระชายาท่านอ๋องแห่งแคว้นไท่โจว ทรงทอดสายพระเนตรเหม่อมองไปยังอุทยานที่บัดนี้ขาวโพลนไปด้วยหิมะปกคลุมไปทั่วบริเวณอุทยาน ตั้งแต่ก้อนขาวฟูดูบางเบาบนกิ่งและใบเล็กใบน้อยของต้นสนเตี้ยที่ตัดแต่งเป็นพุ่มกลม ไปจนถึงพื้นดินที่ขาวโพลนเหมือนอุทยานนี้ลอยอยู่บนปุยเมฆขาว สายพระเนตรหยุดนิ่งอยู่ที่ต้นไม้ฤดูหนาวที่ออกดอกสีชมพู ผลิดอกออกเป็นช่อๆ เต็มต้น ดูสวยหวาน และเด่นตระหง่านอยู่ท่ามกลางสีขาวโพลนของหิมะ
ดวงเนตรกลมโตที่เหม่อมองดอกไม้เหล่านั้น ฉายแววเศร้าหากแฝงความเด็ดเดี่ยวอยู่ในที เมื่อทรงตัดสินพระทัยที่จะทำเพื่อผสกนิกรชาวเหอหนานของพระองค์แล้ว ก็ทรงต้องสละ “หัวใจรัก” ของพระองค์เองทิ้งไป คงเหลือเพียงร่างที่ใช้ชีวิตต่อไปด้วยคำว่า “เกียรติยศและหน้าที่” เท่านั้น
พระองค์ได้เดินทางมาที่แคว้นไท่โจวเมื่อสี่เดือนก่อนนี้ เพื่อมาเตรียมองค์เป็นเจ้าสาว จริงๆ แล้วงานพระราชพิธีอภิเษกสมรสของพระองค์กับเจ้าชายรัชทายาทต้องมีขึ้นตั้งแต่เมื่อสองเดือนที่แล้ว หากมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นจนพระองค์เกือบเอาชีวิตไม่รอด เหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงความรู้สึกของพระองค์ไปอย่างสิ้นเชิง
ภายใต้ศาลาแปดเหลี่ยมกลางอุทยานสีขาวที่บัดนี้เงียบกริบจนแม้เข็มหล่นลงสักเล่มก็คงจะได้ยินชัดเจน ดวงเนตรโศกยังคงมองเหม่อไปยังมวลหมู่ช่อดอกไม้สีชมพู บริเวณใจกลางอุทยาน หากพระหฤทัยไม่ได้รับรู้ถึงความสวยงามแห่งมวลดอกไม้เลยแม้แต่น้อย ความคิดคำนึงของพระองค์กลับท่องไปในสายธารแห่งความทรงจำที่คงเด่นชัดในห้วงคำนึงหาอยู่แทบทุกลมหายใจ.... ดวงพระหฤทัยลอยล่องไปถึงดวงตาขรึมดุที่แสนอบอุ่นคู่หนึ่ง ที่พระองค์คงไม่มีวันได้เห็นอีกแล้ว ...
ดวงเนตรปริ่มน้ำ ก้มลงมองสมุดในมือที่ทรงถือติดองค์เสมอตั้งแต่มาถึงไท่โจว พระหัตถ์ขาวพลิกหน้ากระดาษไปยังหน้าที่คั่นไว้ ทรงหยิบที่คั่นหนังสือออกมาแล้วเพ่งมองพลางรำลึกถึงผู้ให้ ที่คั่นหนังสือยาวประมาณครึ่งฝ่ามือ ทำจากไม้จันทร์หอมที่แกะสลักและลงสีเป็นรูปนกกระเรียนสีขาวสลับฟ้าเทาเกาะบนกิ่งต้นดอกท้อที่เริ่มผลิดอกตูมสีชมพูอ่อน ไปจนถึงดอกที่บานเต็มที่สีขาวอมชมพู มีพู่ไหมสีชมพูแซมสีขาวแขวนทิ้งลงด้านล่างสองสาย แต่ละสายแขวนป้ายเล็กๆ มีตัวอักษร 1 คำสลักอยู่..
ป้ายแรก...“รัก”...เหมือนจะย้ำว่า...รักเสมอ
ป้ายที่สอง...“หัวใจ”...เหมือนจะมอบ...หัวใจ... ให้ไว้
เมื่อรวมสองคำด้วยกัน...“ความรัก!”