4. เชลย

1587 Words
เจ้าหญิงหนิงอันกระพริบพระเนตรถี่ เพื่อปรับภาพที่พร่ามัวให้ชัดเจน สิ่งที่เห็นคือเพดานห้องสีขาว ทรงขยับพระกรทั้งสองข้างสัมผัสได้กับภูษาคลุมพระองค์ พระสติยังคงฝ้ามัว จนผ่านไปสักครู่จึงทรงระลึกถึงเหตุการณ์สุดท้ายได้ ทรงยันพระองค์ลุกขึ้นในทันที ทรงประทับอยู่บนพระแท่นบรรทมใหญ่ติดผนังห้องด้านหนึ่ง ทรงกวาดพระเนตรมองรอบๆ ห้องใหญ่ มีฉากกั้นสำหรับแต่งองค์ มีโต๊ะสำหรับวางเครื่องพระสำอางด้านหน้า ส่วนด้านหลังฉากมีประตูเชื่อมต่ออีกห้องหนึ่งซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นห้องสรง อีกมุมหนึ่งของห้องมีโต๊ะและเก้าอี้ที่มีตะเกียงจุดไฟให้ความสว่างไว้ ห้องนี้มีหน้าต่างบานใหญ่ที่ผนังด้านหนึ่ง แต่ปิดสนิทเพื่อกันลมหนาวจากภายนอก ยังทรงจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าเกิดสิ่งใดขึ้น ทรงเรียกนางกำนัลที่ปกติต้องคอยถวายงานใกล้ชิด .. “เสี่ยวหลิน..เจ้าอยู่ด้านนอกหรือไม่” ไม่มีเสียงตอบ รอบด้านช่างเงียบกริบ แม้แต่เสียงหรีด เรไรก็มิมีให้ได้ยิน ทรงสำเหนียกได้ถึงความผิดปกติอย่างยิ่งยวด จึงทรงเสด็จไปที่ประตูบานใหญ่ ทรงขยับบานประตูให้เปิดออก หากแต่มันถูกใส่กุญแจไว้จากด้านนอก ทรงเขย่าแรงขึ้นก็ไม่สามารถเปิดมันออกได้ “ใครอยู่ข้างนอก! เกิดเหตุใดขึ้น!” ทรงตะโกนออกไป พร้อมทั้งเขย่าและกระแทกประตูหวังให้มันเปิดออก หากแต่ด้านนอกใส่กุญแจไว้อย่างแน่นหนา.. เหตุร้ายแน่ๆ ทรงรำลึกถึงพระบิดาที่เคยตรัสว่าแคว้นต้าซื่อจ้องจะควบรวมทุกแคว้น หรือนี่จะเป็นกลอุบายของต้าซื่อ? ทรงพยายามใช้แรงอันน้อยนิดกระแทกประตูอยู่พักใหญ่ แต่ก็ไร้ผล ทรงทรุดนั่งไปกับพื้นห้องด้วยอาการหายพระทัยหอบ ยังมิทรงหายเหนื่อยดี ก็มีเสียงกุกกักที่บานประตู เพียงชั่วครู่ประตูก็เปิดออก เจ้าชายกวงเฟยหลงเสด็จเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “ทรงได้พระสติแล้ว ... งั้นเรามาคุยกันได้แล้วนะ” “พระองค์ทำเช่นนี้ทำไมเพคะ? ทรงต้องการสิ่งใด?” “หม่อมฉันทราบมาว่าที่เสด็จไปไท่โจวครั้งนี้เพื่อเข้าพิธีอภิเษกกับเจ้าชายฟางมู่หยาง...น่าเสียดาย...” “เสียดาย? ...หม่อมฉันไม่เข้าใจเพคะ” “เสียดายที่พระองค์จะไปเษกสมรสกับแคว้นที่อยู่ไกลถึงไท่โจว ... ต้าซื่อเป็นเพื่อนบ้านกับเหอหนานมานาน ไฉนจึงมองข้ามหม่อมฉันไปล่ะพะย่ะค่ะ?” “แล้วก็...หึ..เสียดายที่หม่อมฉันคงปล่อยให้เกิดการเษกสมรสนี้ขึ้นไม่ได้” “จะทรงทำอะไรหม่อมฉันเพคะ?” “ก็น่าเสียดายอีก... ถ้าทรงเลือกต้าซื่อตั้งแต่แรก...ด้วยพระสิริโฉมงดงามเพียงนี้ และพระอัธยาศัยของพระองค์ หม่อมฉันคงยินดีจะรับพระองค์มาเป็นชายาอย่างเต็มใจ แต่ตอนนี้คงทำเช่นนั้นไม่ได้ และจะปล่อยให้พระองค์ไปเชื่อมสัมพันธ์กับไท่โจวก็คงไม่ได้อีกเช่นกัน...น่าเสียดายที่หม่อมฉันคงต้องทำให้พระองค์หายไปจากโลกนี้แทน” ตรัสพร้อมทรงหรี่พระเนตรจ้องเจ้าหญิงหนิงอันด้วยสายพระเนตรที่ทำให้พระโลมาลุกชัน ด้วยทรงรู้สึกได้ถึงอันตรายที่คืบคลานเข้ามาใกล้พระองค์เพียงเอื้อมมือเท่านั้น “หม่อมฉันมีทางเลือกเพียงสองทางให้พระองค์ คือ..หนึ่ง..รักษาชีวิตของพระองค์ไว้...ด้วยการมาเป็นสนมของหม่อมฉัน แต่ไม่ใช่ในฐานะเจ้าหญิง เพราะเจ้าหญิงเวยหนิงอันจะต้องสิ้นพระชนม์ไปจากโลกใบนี้” “ส่วนทางเลือกที่สอง...ตาย” “เสด็จพ่อต้องไม่ยอม ต้าซื่อจะเกิดสงครามกับเหอหนาน... ฝ่าบาทจะทรงทำเช่นนี้ทำไม” ทรงกำพระกรแน่น สะกดมิให้แสดงความอ่อนแอออกมาให้ศัตรูได้เห็น แม้ความหวาดกลัวจะแล่นเข้าสู่หัวใจและสมองจนพระกรสั่นระริก “สงครามเกิดแน่นอน ... แต่ไม่ใช่กับต้าซื่อ เพราะคนที่ปลงพระชนม์เจ้าหญิงเวยหนิงอันก็คือพระคู่หมั้น เจ้าชายรัชทายาทแห่งไท่โจว ที่ทรงไม่พอพระทัยที่ถูกบังคับให้เษกสมรสกับพระองค์อย่างไรล่ะพ่ะย่ะค่ะ...พระศพของเจ้าหญิงหนิงอันจะถูกพบในเขตพื้นที่ใกล้ๆ พระราชวังหลวงแห่งไท่โจว นางกำนัลฝ่ายในจะให้การว่าทรงมีปากเสียงรุนแรงกับเจ้าชายพระคู่หมั้น และเจ้าชายได้ทรงพลั้งมือปลงพระชนม์ด้วยความพิโรธ...ถึงจะเป็นการพลั้งมือฆ่า...แต่ก็ฆ่าอยู่ดี เสด็จพ่อของพระองค์คงไม่สามารถทำพระทัยเชื่อมสัมพันธ์กับไท่โจวได้อีกต่อไป..” ทรง “แสยะ” ยิ้มให้กับเจ้าหญิงตัวเล็ก ๆ ไร้ทางสู้ ที่บัดนี้สีพระพักตร์ซีดเผือด เนตรโตมีแววไหวระริกด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง “แต่...” เจ้าชายทรงลากเสียงยาวพลางใช้สายพระเนตรโลมเลียตั้งแต่พระพักตร์แห่งเจ้าหญิงไล่ลงมาตามพระวรกายอย่างจาบจ้วง “หม่อมฉันก็เป็นผู้ชาย จึงอดเสียดายพระสิริโฉมของพระองค์ไม่ได้ มาเป็นสนมของหม่อมฉัน แค่ทรงยอมสละฐานันดรเจ้าหญิงและตัดขาดจากเหอหนานไปเสียเท่านั้น พระองค์จะมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายไปตลอดชีวิต หม่อมฉันไม่ใจร้ายกับผู้หญิงของหม่อมฉันหรอก” ทรงใช้พระกรเชยพระหนุขึ้นเพื่อจ้องเข้าไปในดวงเนตรโตที่บัดนี้คล้าย ๆ จะมีดวงไฟที่พร้อมจะเผาไหม้พระองค์ให้เป็นจุล ความกลัวได้แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธอย่างรุนแรง ทรงสะบัดพระพักตร์หนีจากพระกรอันจาบจ้วงนั้นในทันทีเช่นกัน “หม่อมฉันให้โอกาสพระองค์ไตร่ตรองข้อเสนอของหม่อมฉันสามวัน ระหว่างนี้จะมีนางกำนัลมาคอยถวายการดูแลพระองค์ ... ไม่ต้องทรงคิดหนี ที่นี่ยังอยู่ในเขตป้อมเป่าฮู่ มีทหารยืนเวรยามอยู่ทุกจุดตั้งแต่หน้าห้องบรรทมนี้ ไปตลอดทางเดิน จนทุกประตูเข้าออกจากป้อม อีกสามวันหม่อมฉันจะมาฟังคำตอบ” ตรัสจบ ทรงใช้พระกรไล้ผิวพักตร์นวลเบา ๆ อย่างรวดเร็ว แย้มพระโอษฐ์ ‘แสยะ’ ก่อนจะปล่อยพระกร แล้ววรองค์เพรียวสูงก็หันหลังกลับออกไปทันที เสียงกุญแจโลหะที่กระทบกับบานประตูไม้กระแทกความคิดและจิตใจจนพระวรกายซวนเซ จนต้องเสด็จไปประทับนั่งที่เก้าอี้ น้ำพระเนตรไหลอาบพระพักตร์ ... จะทำอย่างไรดี? เสด็จพ่อช่วยหญิงด้วยเพคะ... เรื่องการเป็นสนมลืมไปได้เลย ยอมตายเสียดีกว่าที่จะยอมลดพระเกียรติไป “รับใช้” ผู้ชายเลว ๆ ทรงมีเวลาสามวันที่จะหาทางเอาชีวิตรอด .. หนิงอัน...ตั้งสติ! แสงไฟจากตะเกียงบนโต๊ะส่องให้เกิดเงาวูบวาบพลิ้วไหวตลอดเวลา เนื่องจากแรงลมที่เกิดจากพระภูษาคลุมองค์สะบัดตามแรงเสด็จดำเนินไปและกลับวนอยู่รอบโต๊ะ ทรงเคร่งคิดหาหนทาง หากแต่ยิ่งคิดก็ยิ่งเจอแต่ทางตัน เมื่อใดที่ทรงถอนพระทัยแรงแสงตะเกียงก็จะยิ่งวูบไหว ทรงพยายามคิดแล้วคิดอีกตั้งแต่เจ้าชายรัชทายาทเสด็จไป จนถึงตอนนี้ที่พระอาทิตย์ลาลับฟ้าไปแล้ว เสียงเคาะบานพระทวารดังขึ้นอีกครั้งเบาๆ ตามด้วยเสียงไขกุญแจ “หม่อมฉันตงเหม่ยลี่ เป็นนางกำนัล หม่อมฉันนำพระกระยาหารค่ำมาถวายเพคะ ขอพระราชทานพระอนุญาตเข้าไปเพคะ” “เข้ามา” “ขอบพระทัยเพคะ” ประตูแง้มเปิดออกช้า ๆ พร้อมกับนางกำนัลคนเดียวกับที่ยืนต้อนรับขบวนเสด็จหน้าป้อมเมื่อวานนี้เดินเข้ามา และนำถาดพระกระยาหารไปวางไว้บนโต๊ะใหญ่ “หม่อมฉันไม่แน่ใจว่าพระองค์สามารถเสวยอาหารของต้าซื่อ “ลง” หรือไม่...หม่อมฉันจึงจัดเตรียมเปาฮวาอาหารพื้นเมืองของเหอหนานไว้ถวายโดย “ใส่ไส้” ที่ทำพิเศษถวายให้เสวยเพคะ” ทรงสะดุดพระทัยกับคำพูดที่นางกำนัลผู้นี้เว้นจังหวะการพูด เสวยลง..หรือไม่? เปาฮวาที่...ใส่ไส้..พิเศษ? “อีกสักชั่วยามหม่อมฉันจะกลับมาเก็บถาด พร้อมนำฉลองพระองค์ใหม่มาให้นะเพคะ” เจ้าหญิงหนิงอันเพียงตวัดพระเนตรสบตากับนาง ช่างน่าแปลกเป็นเพียงนางกำนัลผู้น้อยแต่กลับกล้าหาญจ้องตาเจ้าหญิงอย่างเรากลับแบบไม่กระพริบสักนิดเดียว สายตาที่นาง “จ้อง” มา กลับมีแววลึกซึ้งแกมบังคับอยู่ในที ใบหน้าที่มีผ้าคลุมเปิดเพียงดวงตาเรียวของนางไร้รอยยิ้ม ฉายแต่แววจริงจัง ก่อนที่นางจะใช้สายตามองไปที่ “เปาฮวาใส่ไส้” แล้วตวัดกลับมาสบตาอีกครั้งพร้อมก้มหัวลงเพียงนิดเดียว เจ้าหญิงทรงหลับและลืมพระเนตรช้า ๆ เพื่อแสดงการรับรู้ ... นางถวายคำนับ แล้วหันหลังเดินกลับออกไป ทรงรอจนบานประตูปิดสนิทก่อนจะรีบเสด็จไปที่โต๊ะ แล้วคว้าเปาฮวา...แป้งที่ทำมาจากข้าวสวยบดละเอียดผสมเครื่องเทศปั้นเป็นก้อนแล้วนำไปนึ่งกับดอกไม้หอม โดยปกติจะนิยมทานแบบไม่มีไส้... แต่วันนี้ เปาฮวาใส่ไส้ .. เจ้าหญิงรีบคว้าเปาฮวาขึ้นมา ใช้สองพระกรแบ่งออกเป็นสองก้อน จึงพบเศษผ้าผืนเล็กมีตัวอักษรเขียนไว้สี่คำ... ...พรุ่งนี้...หนี...ฟัง...นางกำนัล...
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD