18.ใจถึงใจ

1583 Words
ลมหนาวพัดโชยพร้อมกลิ่นใบสนจากสองฝั่งแม่น้ำทำให้บรรยากาศที่ค่อนข้างหนาวเย็นกลับสดชื่นขึ้น หลินจิงกำลังดื่มด่ำไปกับหนังสือในมือ จนไม่ได้ใส่ใจสรรพเสียงรอบข้าง แม้กระทั่งเมื่อชายหนุ่มเดินมาหยุดยืนอยู่ด้านหลัง นางก็ยังไม่รู้สึกตัว “จิงจิง เสี่ยวหลินทำขนมเซียงฮวาเพิ่งเสร็จ เจ้าลองชิมดูสักหน่อย” มือใหญ่ยื่นขนมหนึ่งชิ้นแทรกไปด้านหน้าของหญิงสาว เมื่อนางหันกลับมา เขาจึงยื่นมือเข้าไปใกล้อีกนิด พร้อมพยักหน้าให้เป็นการย้ำเชิญชวนให้ลอง หญิงสาวรับขนมไป แล้วยกขึ้นมาในระดับสายตา เอียงศีรษะเพ่งมองก้อนขนมเซียงฮวารูปดอกไม้ในมือ “เซียงฮวาเป็นขนมพื้นบ้านของไท่โจว เจ้ารู้จักหรือไม่” “ข้าเพิ่งอ่านเจอในหนังสือที่ซื้อมาเลยค่ะ องค์รัชทายาทที่เขียนหนังสือเล่มนี้น่าจะทรงโปรดขนมชนิดนี้ เพราะเห็นพระองค์เขียนถึงหลายครั้งเลย ข้าอ่านแล้วยังนึกอยากลองชิม นี่เหมือนเสี่ยวหลินอ่านใจข้าได้เลยนะคะ” “ถ้าเช่นนั้น เป็นข้าต่างหากที่รู้ใจเจ้า ข้าเป็นคนไปขอให้เสี่ยวหลินทำให้เอง เพราะเป็นขนมที่ข้าชอบมากเช่นกัน เจ้าลองทานดู ข้าชิมไปแล้วฝีมือเสี่ยวหลินไม่เบาเลยทีเดียว” หญิงสาวป้อนขนมเข้าปากตนเอง หลังจากชิมรสชาติหวานหอม กลมกล่อมของเซียงฮวาชิ้นนั้นแล้ว นางก็ทำตาโต “อื้ม...อร่อยมากเลย ข้าเข้าใจแล้วว่าทำไมเจ้าชายถึงทรงเอ่ยถึงขนมชนิดนี้บ่อยมาก..อร่อยจริง ๆ หอมกลิ่นดอกไม้ด้วย” “ทานกับน้ำชาร้อน ๆ จะเข้ากันได้ดีทีเดียว” เขายื่นจอกชาให้นาง “...เซียงฮวา... ดอกไม้หอม...คนคิดเข้าใจตั้งชื่อ หอมกลิ่นดอกไม้จริง ๆ รูปร่างก็สวยแปลกตา ปกติขนมที่ปั้นเป็นก้อนรูปดอกไม้ มักจะเป็นก้อนกลม มีเพียงหยักโค้งเล็กรอบ ๆ เท่านั้น แต่เซียงฮวานี่ปั้นเป็นดอกไม้ห้ากลีบที่มีหยักกลีบดอกโค้งลึกชัดเจนให้เห็นเป็นดอกไม้จริง ๆ สวยจนไม่อยากกัดให้เสียรูปเลยค่ะ ตอนที่อ่านจากที่องค์รัชทายาทบรรยายในหนังสือ ข้าจินตนาการตามก็ว่าสวยแล้ว ของจริงสวยมากกว่าอีก..เป็นขนมโบราณของไท่โจวใช่ไหมคะ พี่หยางเล่าที่มาของขนมนี่ให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่” “เซียงฮวา ทำจากแป้งข้าวเจ้าผสมน้ำนม นวดจนนุ่ม แล้วปั้นขึ้นรูป ส่วนใหญ่จะปั้นเป็นรูปดอกไม้ สอดไส้ด้วยถั่วแดงกวนกับน้ำตาลและดอกไม้หอม แล้วนำไปปิ้งบนเตาถ่าน พอแป้งสุกก็จะหอมกลิ่นควันไฟ เวลาทานจะได้ความนุ่มของแป้ง ได้รสหวานจากถั่วแดงกวน และหอมกลิ่นดอกไม้... ข้าไม่รู้ว่าใครเป็นคนคิดทำขึ้นมาเป็นครั้งแรก แต่สำหรับชาวไท่โจว มันเป็นขนมสัญลักษณ์แห่งความสุขและความอบอุ่นนะ” “เพราะอะไรขนมนี้ถึงเป็นตัวแทนความสุขคะ เพราะมันอร่อยเหรอ แต่ไท่โจวก็น่าจะมีของอื่นที่อร่อยอีกมากมายนี่นา” “อย่างที่เจ้ารู้ ไท่โจวมีภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูง และมีอากาศหนาวเย็น ในยามค่ำคืนคนไท่โจวจึงชื่นชอบการนั่งผิงไฟ พูดคุย หยอกล้อกันในครอบครัว แล้วก็ปิ้งขนมเซียงฮวาทานไปพลาง จิบน้ำชาร้อน ๆ แก้หนาวไปพลาง มันจึงเป็นสัญลักษณ์ของความอบอุ่น และความสุขของครอบครัว..แล้วที่ชื่อ ‘เซียงฮวา’ ก็เพราะมันมีส่วนผสมเป็นดอกไม้หอม เวลาทานนอกจากรสชาตินุ่มหวานแล้ว ยังได้ถึงความหอมกรุ่นของดอกไม้อีกด้วย” “แค่ฟังเรื่องราวก็มีความสุขไปด้วยแล้วค่ะ...ข้าชอบมากเลย สงสัยต้องไปขอให้เสี่ยวหลินสอนวิธีทำให้ข้าเสียหน่อยแล้ว” “อืม..ข้าอยากนั่งผิงไฟทานเซียงฮวาฝีมือเจ้าเช่นกัน” เขาสบตาหญิงสาวด้วยดวงตาคม ที่แฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้ง เสมือนมีมนตราที่ตรึงดวงตากลมหวานให้ไม่สามารถมองไปที่อื่นได้เลย สองตาประสบสาน เนิ่นนาน...กาลเวลาหยุดนิ่ง แม้ลม..ยัง..มิกล้าไหวติง สื่อความหมายใหญ่ยิ่ง...ระหว่าง ‘เรา’ ความรู้สึกอันรุนแรงพุ่งกระทบหัวใจด้วงน้อย ภาพ “เรา..กับเสียงหัวเราะข้างกองไฟ” ช่างเป็นอะไรที่ไกลเกินไขว่คว้าเหลือเกิน น้ำตาใส ๆ เอ่อล้นดวงตากลมหวานจนภาพตรงหน้าพร่ามัว ก่อนจะควบรวมเป็นหยดน้ำ ที่เพียงหญิงสาวกระพริบตาเบา ๆ ก็ไหลลงมาอาบแก้มนวล ความรู้สึกเหมือนความสุขอยู่แค่ตรงหน้า แต่เอื้อมเท่าไหร่ก็เอื้อมไม่ถึง ไขว่คว้าเท่าไหร่ ก็จับต้องไม่ได้ เป็นเช่นนี้เอง มือแกร่งเอื้อมมาตรงหน้า ใช้ข้อนิ้วบรรจงไล้เช็ดหยาดน้ำตาจากใบหน้านวล เมื่อหญิงสาวช้อนตาขึ้นมองสบกับดวงตาคม ที่บัดนี้แสดงความรู้สึกลึกล้ำ มากมายเกินกว่าคำพูดจะบรรยายได้ “สิ่งใดยังไม่เกิดขึ้น เป็นเรื่องของอนาคต เจ้าจะกังวลไปใย ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ให้มีความสุขที่สุด มิดีกว่าหรือ” ไท่หยางสื่อสารความรู้สึกผ่านเสียงทุ้มลึก แต่อ่อนโยน “ข้า...” ชายหนุ่มเอื้อมมือมากุมมือน้อยเอาไว้ แล้วจ้องลึกเข้าไปในตาคู่หวานตรงหน้า ... ขอเพียงช่วงเวลานี้ที่เขาจะขอทำตามใจตนเองบ้าง...สวรรค์โปรดเห็นใจเถิด...และก่อนที่ความคิดจะวิ่งตามหัวใจได้ทัน ใบหน้าเข้มโน้มต่ำลงจนสัมผัสกับริมฝีปากนุ่ม เขาบรรจงมอบจูบปลอบประโลมที่หวานล้ำยิ่งกว่าขนมหวานใด ๆ ในโลกหล้าให้กับหญิงสาวที่พริ้มตาหลับลงรับจูบนั้น พร้อมปล่อยร่างบางแอบอิงในอ้อมกอดของเขาอย่างเต็มหัวใจ จูบที่ยาวนานเพียงเสี้ยวนาที แต่เสมือนโลกหยุดหมุนไปชั่วขณะ ก่อให้เกิดความอบอุ่นในหัวใจทั้งสองดวง ร่างบางยังคงซุกใบหน้าชุ่มน้ำตากับอกแกร่ง ในอ้อมแขนแข็งแรงที่โอบกอดร่างน้อยเอาไว้อย่างทะนุถนอม และหวงแหน... ความรู้สึกที่สื่อถึงกัน ไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมา รักแต่ไม่สามารถอยู่ร่วม จึงมอบให้กันได้แค่เพียงความอบอุ่นและหวังดี “จิงจิง...เจ้าอย่าร้องไห้กับความรู้สึกที่สวยงามระหว่างเราเลย... ในอีกครึ่งเดือนข้างหน้า จะเป็นเวลาที่เราจะสร้างความทรงจำที่ดีให้แก่กัน หลังจากนั้นเจ้าจะมี ‘พี่’ เป็นพี่ เป็นเพื่อน เจ้าจะไม่โดดเดี่ยวในไท่โจว จำเอาไว้นะ สำหรับพี่ เจ้าจะอยู่ในใจของพี่ตลอดไป” หญิงสาวได้แต่พยักหน้ากับอกอุ่น แล้วเงยหน้ามองชายหนุ่ม ... “พี่หยางจะอยู่ในใจของข้าตลอดไปเช่นกัน” ไท่หยางยิ้มรับ พร้อมก้มลงจูบรับหน้าผากมนอย่างแผ่วเบา และก่อนที่หัวใจจะวิ่งนำทางได้อีกครั้ง เขาจึงตัดสินใจดันร่างบางออกจากอ้อมแขน ... “ข้ามีบางสิ่งอยากจะมอบให้เจ้า” ชายหนุ่มหันไปหยิบห่อผ้าที่วางไว้ข้างตัวก่อนหน้านี้ แล้วยื่นให้ หญิงสาวเอื้อมมือมารับห่อผ้านั้นไป แล้วค่อย ๆ แกะปมผ้าเปิดออกเผยให้เห็นสมุดเล่มหนาหนึ่งเล่มพร้อมกับที่คั้นหนังสือไม้แกะสลัก “ข้าเห็นเจ้าชอบอ่านหนังสือ วันก่อนที่เราแวะตลาดข้าเจอที่คั่นหนังสืออันนี้ เป็นไม้จันทร์ที่นำมาแกะสลักลวดลายและลงสีได้อย่างประณีตมาก คิดว่าเจ้าคงชอบเลยซื้อมาให้” หลินจิงหยิบที่คั่นหนังสือขึ้นมาเพ่งมอง ... ไม้จันทร์หอมที่แกะสลักเป็นรูปนกกระเรียน งดงามยิ่งกว่าภาพวาดของศิลปิน มีรายละเอียดที่สวยงามนับเป็นงานฝีมือที่หายากยิ่ง ดวงตากลมไล่มองจากรูปนกกระเรียนบนแผ่นไม้แกะสลัก ลงไปจนจบที่ป้ายเล็ก ๆ ปลายพู่ที่ห้อยทิ้งเป็นสายลงมา ... อักษรสองคำเด่นชัด “ความรัก” “เจ้าชอบหรือไม่” “ชอบมากค่ะ เป็นที่คั่นหนังสือที่งดงามจริง ๆ แต่สำคัญยิ่งกว่าความสวยงามคือความหมาย และสิ่งที่มันจะเป็นตัวแทนให้กับข้าไปตลอดชีวิต” นางเค้นคำพูดออกมาด้วยเสียงที่สั่นเครือ เต็มไปด้วยความรู้สึกลึกล้ำ ชายหนุ่มไม่สามารถหักห้ามหัวใจตนเองได้อีกต่อไป แขนแข็งแกร่งทั้งสองข้างคว้าร่างบางเข้าสู่อ้อมกอดอีกครา แขนข้างหนึ่งโอบเอวบาง อีกข้างลูบศีรษะน้อยที่ซุกซบอยู่กับอกอุ่นอย่างปลอบประโลม “ส่วนสมุดเล่มนี้ ... เอาไว้แทนตัวพี่ ให้มันเป็นเพื่อนที่จะรับฟังเจ้าทุกเรื่อง ไม่ว่าเจ้าอยากจะระบายความในใจ ความสุข หรือ..ความทุกข์ เสมือนว่าเจ้าได้ระบายให้พี่ได้รับฟัง ให้พี่ได้แบ่งเบาความทุกข์ หรือแบ่งปันความสุขไปพร้อม ๆ กับเจ้านะ” หญิงสาวได้แต่พยักหน้า แขนเรียวกอดห่อผ้าไว้แนบอกพร้อมสะอื้นไห้เบา ๆ กับอกอุ่น ใต้แสงจันทราในยามค่ำคืน สองร่างยืนอิงแอบแนบชิดเพียงเพื่อจะเก็บเกี่ยวความอบอุ่นของกันและกันเอาไว้ให้มาก ให้นานที่สุด ไม่มีคำพูดใดที่ต้องเอ่ยแก่กันเมื่อใจสองใจสื่อความถึงกันได้อย่างชัดเจน …
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD