“อีกสักครู่เราจะแวะที่ท่าเรือข้างหน้า เติมเสบียงสักหน่อย นี่เป็นจุดสุดท้ายที่เราจะแวะจอดเรือ จากนี้อีกสามวัน เราจะเข้าเขตแคว้นไท่โจวแล้ว คุณชาย จิงจิง พวกท่านอยากลงไปเดินเล่นในตลาดหรือไม่” ฮุ่ยเฟินเอ่ยขึ้นมาระหว่างที่พวกเขากำลังทานอาหารเช้ากันอยู่
“ข้าไม่ต้องการสิ่งใดเป็นพิเศษเลยพี่เฟิน ข้าขอรอพวกท่านอยู่ในเรือได้หรือไม่ ข้าอยากอ่านหนังสือต่อ กำลังสนุกเลยค่ะ” หลินจิงกล่าวด้วยสายตาเป็นประกายเหมือนเด็กกำลังขอต่อรองเวลาเล่นสนุกอย่างไรอย่างนั้นเลย
“งั้นข้าอยู่เป็นเพื่อนเจ้าก็แล้วกัน ข้าก็ไม่ได้อยากได้สิ่งใดเช่นกัน ส่วนลุงจ้าวก็ให้แกได้นอนพักสักหน่อยก็ดี ฮุ่ยเฟินเจ้าพาเสี่ยวหลินไปซื้อเสบียงก็แล้วกัน … แล้วก็…ไม่ต้องรีบร้อนก็ได้ เผื่อเสี่ยวหลินอยากเดินเล่นที่ตลาดในเมือง” ประโยคสุดท้าย ไท่หยางพูดพร้อมส่งสายตาล้อเลียนไปให้ฮุ่ยเฟินที่เพียงแต่ยกมุมปากขึ้นเพียงนิดเดียว
“อ้อ ข้าอยากลองทำขนมเซียงฮวา แต่อยากลองปรับสูตรเล็กน้อย เดี๋ยวข้าจะจดรายการที่อยากได้ พี่เฟินช่วยให้เสี่ยวหลินซื้อให้ข้าหน่อยนะคะ”
สายลมเอื่อย ๆ ยามสายพัดผ่าน เกิดคลื่นน้ำเล็ก ๆ ชนท้องเรือที่จอดอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมตลิ่งน้ำเป็นระลอก ส่งผลให้เรือโคลงไปมาเบา ๆ หญิงสาวนั่งอยู่ที่ริมกราบเรือจำต้องวางหนังสือในมือลง ...
“จิงจิง .. เจ้าเป็นอะไร ทำไมทำหน้าผะอืดผะอมเช่นนั้น” ชายหนุ่มที่เงยหน้าจากหนังสือทันทีที่หางตาเห็นหญิงสาววางหนังสือลง
“วันนี้ลมพัดแรงกว่าทุกวัน เรือมันโคลงไปมาแบบนี้ ข้าอ่านหนังสือแล้วเวียนหัว แล้วก็คลื่นไส้ค่ะ”
“จิบน้ำชาร้อนเสียหน่อย เผื่อจะดีขึ้น” เขาพูดพลางรินชาใส่จอกเล็ก แล้วยื่นให้นาง
“งั้นเรานั่งคุยกันกว่า เจ้าจะได้ไม่เมาเรือ”
“ข้าเลยทำให้ท่านไม่ได้อ่านหนังสือไปด้วยเลย”
“ไม่เป็นไร คุยกับเจ้าสนุกกว่า” เขาพูดยิ้ม ๆ “เห็นเจ้าบอกอยากปรับสูตรขนมเซียงฮวา จะปรับเป็นอย่างไร”
“ข้าไม่บอกหรอก จนกว่าจะได้ชิมเองก่อน ถ้ามันไม่แย่ ข้าจะเอามาให้ท่านชิม”
“แล้วถ้ามันแย่ล่ะ...”
“ข้าก็จะบริจาคให้ปลาในแม่น้ำนี่กินแทน”
“สงสารปลา” เขาพูดปนเสียงหัวเราะเอ็นดู
“ท่านพูดเหมือนมั่นใจว่ามันจะแย่แน่ ๆ เชอะ..ดูถูกฝีมือกันชัด ๆ” น้ำเสียงแง่งอน กับริมฝีปากยื่น แก้มป่องแบบเด็กถูกขัดใจ และตากลมโตที่ส่งค้อนให้เขา ทำให้ชายหนุ่มอดใจไม่ได้ ต้องเอื้อมมือมาขยี้ศีรษะน้อยไปมาเบา ๆ
“ข้าจะรอชิมนะ”
“นี่เป็นคำท้าใช่หรือไม่คะ” หญิงสาวยังคงทำแก้มป่อง ปากยื่นให้เขา “ได้เลย..นอกจากเซียงฮวา อาหารเย็นวันนี้ เป็นหน้าที่ข้าเอง ท่าน พี่เฟิน เสี่ยวหลิน และลุงจ้าว รอทานอาหารฮ่องเต้ได้เลย”
“เอ..แล้วถ้าไม่อร่อยสมราคาคุยล่ะ” ชายหนุ่มยังคงอยากหยอกล้อ อยากเห็นแก้มป่อง ๆ นั้นอีกสักพัก ... น่ารักดี
“ถ้าไม่อร่อย ข้าให้ท่านเขกหัวแรง ๆ สามที” พูดพร้อมเอานิ้วชี้จิ้มที่ศีรษะตนเองสามที...
“แล้วถ้ามันอร่อยล่ะคะ”
“อืม...ถ้าอร่อยจริงอย่างที่เจ้ามั่นใจ...ข้าให้เจ้าขออะไรก็ได้หนึ่งอย่าง...ดีหรือไม่”
“งั้นตกลงค่ะ...ข้าจะเตรียมคิดเลยว่าจะขออะไรท่านดี” หญิงสาวยิ้มกว้าง พร้อมยื่นนิ้วก้อยไปตรงหน้าชายหนุ่ม ที่หัวเราะแล้วยื่นนิ้วก้อยตนเองมาเกี่ยวกับนิ้วของหญิงสาว พูดปนเสียงหัวเราะ .. “ตกลง”
กับข้าวสี่อย่างบนโต๊ะที่บัดนี้เหลือเพียงเศษอาหารติดจาน บ่งบอกรสชาติของอาหารได้เป็นอย่างดี ไท่หยางยิ่งคิดก็ยิ่งชื่นชมในตัวหญิงสาว ไม่น่าเชื่อว่าหญิงสาวที่มีบุคลิกคุณหนูผู้สูงศักดิ์จะสามารถทำอาหารได้รสชาติเลอเสิศถึงเพียงนี้ เขากล้าพูดได้เลยว่าแม้แต่พ่อครัวระดับในวังฝีมือยังไม่เท่านี้เลย เวยหลินจิงมีสิ่งที่ทำให้เขาแปลกและประทับใจอยู่เรื่อย ๆ
“ขนมเซียงฮวาค่ะ.... มีสองแบบ แบบดั้งเดิมเหมือนกับที่เสี่ยวหลินทำเมื่อวันก่อน กับอีกแบบที่ข้าปรับสูตรและวิธีรับประทานเล็กน้อย พวกท่านลองชิมดู” หลินจิงนำจานขนมสองจานมาวางบนโต๊ะ จานหนึ่งเป็นขนมเซียงฮวารูปดอกไม้กลม สีขาวขุ่น มีรอยไหม้ของการปิ้งไฟ พร้อมกลิ่นควันไฟ กับอีกจานที่เป็นเซียงฮวารูปดอกไม้คล้ายดอกกุ้ยฮวาที่มีรอยหยักของกลีบดอกยาวลึก 5 กลีบ มีสีขาวนวลรอบนอกของดอก แต่มีสีชมพูอมแดงเรื่อ ๆ ตรงกลางดอก พร้อมเหยือกขนาดเล็กที่ใส่น้ำเชื่อมสีน้ำตาลเข้ม กับถ้วยน้ำตาลผสมกับเมล็ดงา
“เอ..น้ำเชื่อมกับน้ำตาลนี่ ทานกับเซียงฮวาหรือ” ชายหนุ่มที่กำลังเพ่งพิศหน้าตาเจ้าขนมทั้งสองจาน นางกำลังทำให้เขาทึ่งอีกรอบ เซียงฮวาทั้งสองจานแค่รูปลักษณ์ และกลิ่นหอมที่แตกต่างกันทั้งสองแบบก็มั่นใจได้เลยว่าต้องอร่อยเลิศรสแน่นอน
“อันที่เป็นดอกกลม ๆ เป็นเซียงฮวาแบบดั้งเดิมค่ะ ข้าให้เสี่ยวหลินสอนวิธีทำ รูปร่างอาจจะไม่ค่อยสวยประณีตสักเท่าไหร่ เพราะไม่มีเวลามากนัก ส่วนอีกจานเป็นเซียงฮวาที่ข้าจินตนาการอยากลองทำดู ความประทับใจกับเซียงฮวาของข้าคือกลิ่นหอมของดอกไม้ เลยคิดว่าถ้าใช้ดอกกุ้ยฮวามาเป็นองค์ประกอบหลัก น่าจะทำให้ขนมนี้หอมละมุนตั้งแต่กลิ่นก่อนทาน ระหว่างทาน และกลิ่นที่ติดอยู่ในคอหลังจากทานไปแล้วค่ะ จากเดิมใช้ไส้ถั่วแดง ข้าเปลี่ยนมาใช้พุทราที่หมักกับน้ำผึ้งจากเกสรดอกกุ้ยฮวาก่อน แล้วค่อยนำมากวนผสมกับดอกกุ้ยฮวาอีกที เปลี่ยนจากการปิ้งไฟ เป็นการนึ่งเพื่อคงความนุ่มของแป้ง ตอนกวนไส้ ข้าไม่ได้ใส่น้ำตาล เพื่อเวลาทานจะทานกับน้ำผึ้งดอกกุ้ยฮวาอีกที หากชอบหวานจะโรยน้ำตาลที่ผสมงาคั่วหอม ๆ กับเกลือเพื่อตัดรสไม่ให้หวานแหลมจนเกินไปค่ะ...ท่านลองชิมดู” พูดจบหลินจิงก็หยิบเซียงฮวาดอกกุ้ยฮวาใส่จานให้กับไท่หยาง แล้วตากลมโตก็จ้องมองอย่างใจจดใจจ่อ จนชายหนุ่มต้องหัวเราะออกมา
“เจ้าไม่ต้องจ้องขนาดนั้นก็ได้ จากฝีมืออาหารสี่จานเมื่อสักครู่ ข้าก็ยอมแพ้แล้ว ถือว่าพนันของเราเจ้าเป็นผู้ชนะ ขนมทั้งสองแบบนี้ ข้ามั่นใจว่าเจ้าทำได้อร่อยแน่นอน ว่าแต่มันต้องราดน้ำผึ้งและน้ำตาลนี่ก่อนใช่หรือไม่”
“ท่านลองทานแบบเดิมก่อน ดูว่ารสชาติถูกต้องตามแบบไท่โจวหรือไม่ แล้วค่อยลองทานแบบดอกกุ้ยฮวา ทานปล่าว ๆ ก่อนนะคะ แล้วค่อยราดน้ำผึ้ง แล้วอีกคำค่อยลองโรยน้ำตาลงานี่ดู จะได้รู้ว่าชอบรสชาติแบบไหน”
ชายหนุ่มหยิบก้อนขนมค่อย ๆ ทานตามลำดับที่หญิงสาวบอก โดยมีนางคอยหยิบน้ำผึ้ง และน้ำตาลโรยให้ แล้วเฝ้ามอง รอคอยคำตอบด้วยดวงตาเปี่ยมด้วยความคาดหวัง...
หลังจากคำสุดท้ายไท่หยางยังมีทีท่าครุ่นคิดกับรสชาติ จนหญิงสาวทนไม่ได้ ... “พี่หยาง!”
ไท่หยางและคนอื่น ๆ จึงได้หัวเราะพร้อมกันกับท่าทีตื่นเต้นของนาง
“อร่อยทุกแบบ เจ้ามีพรสวรรค์ในการทำอาหารจริง ๆ ให้เสี่ยวหลินสอนเพียงครั้งเดียวก็ทำได้รสชาติดั้งเดิมขนาดนี้ แล้วยังสามารถปรับแต่งสูตรได้อร่อย หอมละมุนอย่างที่เจ้าบอกจริง ๆ”
“แล้วท่านชอบแบบไหนที่สุดคะ”
“อืม...เซียงฮวาเป็นขนมที่ข้าชอบมากที่สุด จริง ๆ ก็ชอบทุกแบบนะ ทั้งแบบเดิมแล้วก็แบบที่เจ้าทำใหม่ขึ้นมา แต่ถ้าให้เลือกเพียงหนึ่งเดียว ข้าชอบไส้พุทรากับน้ำผึ้งของเจ้า ความหวานของพุทราเข้ากันได้ดีมากกับน้ำผึ้ง แล้วก็กลิ่นหอมละมุนของดอกกุ้ยฮวา เพียงแต่วิธีการทานน่าจะแปรเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมมากกว่า”
“หือ..ตามสภาพแวดล้อม...อย่างไรคะ”
“ก็ถ้าอากาศหนาว ข้าก็อยากปิ้งเซียงฮวากินกับ... ‘คนรัก’ ...” สายตาที่มองลึกไปในตากลมโตที่จดจ้องอยู่ก่อน ทำให้แก้มนวลมีสีเรื่อขึ้น
“...แต่ถ้าวันฝนตก เซียงฮวาแบบนึ่งโรยน้ำผึ้ง น้ำตาลน่าจะทำให้บรรยากาศอึมครึมของฟ้าฝนอบอุ่นมากขึ้น แล้วถ้าได้ชากุ้ยฮวาร้อน ๆ จิบด้วย จะทำให้กลิ่นดอกกุ้ยฮวาหอมติดจมูกและคอเลยทีเดียว” เขาจบประโยคด้วยรอยยิ้มอบอุ่น... “พี่แพ้พนันเจ้าแล้ว.. ตามสัญญา..ว่ามา เจ้าอยากจะขออะไร”
“ขอข้าไปคิดก่อน เอาไว้ข้าคิดได้แล้วจะมาบอกนะคะ” รอยยิ้มกว้างจนตาหยีช่างน่ารักจนเขาอดเอื้อมมือมาขยี้เส้นผมนุ่มอีกครั้งไม่ได้