“อะไรนะ! ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนเดียว ปล่อยไปได้อย่างไร!”
เจ้าชายกวงเฟยหลงทรงตบพระหัตถ์ลงบนโต๊ะทรงพระอักษรด้วยความแรงจน จานหินฝนหมึกกระเทือนทำให้หมึกดำกระเด็นใส่พระหัตถ์เป็นปื้นสีดำใหญ่
“ทูลเจ้าชาย...ทรงทำร้ายนางกำนัลที่ถวายงานจนสลบ แล้วเปลี่ยนฉลองพระองค์เป็นชุดของนางกำนัล สวมรอยหนีออกไป จนนางกำนัลคนนั้นเพิ่งฟื้นจึงตะโกนเรียกทหารให้ช่วย เมื่อสักครู่นี้เองพระเจ้าค่ะ”
“ทหารมันโง่ขนาดจำหน้าเจ้าหญิงไม่ได้เลยหรืออย่างไร ถึงปล่อยผ่านออกไปได้ ทหารโง่ ๆ แบบนี้ ควรเก็บเอาไว้หรือไม่!” สุรเสียงตวาดเกรี้ยวกราด ด้วยความโกรธสูงสุด จนไม่มีผู้ใดกล้าสบพระเนตรด้วยเกรงพระอาญา
“นางกำนัลผู้นี้เป็นคนเดิมที่ถวายงานเจ้าหญิงตั้งแต่วันแรก ใบหน้านางมีบาดแผลจึงมีผ้าคลุมปิดหน้าไว้ตลอด ทหารยามจึงเข้าใจผิดปล่อยผ่านออกไปพระเจ้าค่ะ”
“ปกติที่ป้อมนี้ ไม่มีนางกำนัล หรือจริง ๆ ไม่มีผู้หญิงเลยพระเจ้าค่ะ ในช่วงที่เราจะเตรียมต้อนรับขบวนเสด็จ เราจึงจ้างคนแถวนี้เข้ามาทำงาน นางกำนัลคนนี้เป็นคนที่เคยทำงานในวังหลวง แต่เกิดอุบัติเหตุจึงทำให้ใบหน้ามีบาดแผลน่าเกลียด นางจึงลาออกมาจากวังหลวงกลับมาอยู่ที่บ้านเกิดที่นี่ หม่อมฉันเห็นว่าน่าจะรู้งานดีกว่าพวกหญิงชาวบ้านทั่วไป หม่อมฉันเลยจ้างมาให้ถวายงานกับเจ้าหญิงพระเจ้าค่ะ หม่อมฉันสอบสวนแล้วนางไม่รู้เรื่องจริง ๆ นางเข้าไปถวายงานระหว่างเสวยพระกระยาหาร แล้วเจ้าหญิงทรงใช้ผ้าม่านในห้องรัดคอนางจนนางสลบไป มาฟื้นก็ผ่านไปเกือบชั่วยามแล้วพระเจ้าค่ะ”
“ตอนนี้ หม่อมฉันส่งทหารออกตามหาเจ้าหญิงแล้วพระเจ้าค่ะ”
“ดี จำไว้นะ ต้องตามกลับมาให้ได้ มิเช่นนั้นพวกเจ้าต้องโดนอาญาจากเรา! หากจับเป็นกลับมาไม่ได้ เราอนุญาตให้จับตาย แต่ต้องนำศพกลับมาให้เราให้ได้!”
เมื่อพ้นประตูป้อมออกมาได้ เจ้าหญิงเสด็จกึ่งเดินกึ่งวิ่งมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ เพียงชั่วครู่ก็เสด็จมาถึงศาลเจ้าเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่ดูเกือบ ๆ จะร้าง ตามที่ได้ตระเตรียมกับตงเหม่ยลี่เอาไว้ นางจะเตรียมเสื้อผ้าไว้ให้พระองค์ผลัดเปลี่ยน ห่อเสื้อผ้าถูกซ่อนไว้ด้านหลังพระพุทธรูปองค์ใหญ่เพียงองค์เดียวที่ตั้งตระหง่านอยู่บนแท่นที่ยกสูงจากพื้นมาถึงระดับหน้าอก ทำให้พระเศียรขององค์พระอยู่ในระดับสูงมากจนเกือบถึงเพดาน จึงเป็นฉากบังตาอย่างดี
เมื่อเปลี่ยนฉลองพระองค์เสร็จ ทรงคุกเข่าลงหน้าองค์พระพุทธรูป “ข้าแต่พระพุทธองค์ ลูกคือเจ้าหญิงเวยหนิงอันจากแคว้นเหอหนาน ขอกราบสักการะพระพุทธองค์ ขอพระองค์ได้โปรดคุ้มครองให้ลูกรอดพ้นจากเอื้อมมือของเจ้าชายกวงเฟยหลงอย่างปลอดภัยด้วยเถิด”
ทรงก้มคำนับลงที่พื้นสามครั้ง แล้วสวมหมวกใบกว้างที่มีผ้าโปร่งสีเทาเข้มเกือบดำเย็บติดรอบขอบหมวก ปล่อยชายทิ้งลงเพื่อพรางใบหน้าที่ตงเหม่ยลี่เตรียมไว้ให้ แล้วทรงเสด็จกลับไปด้านหลังองค์พระซึ่งมีผ้าม่านกำมะหยี่สีแดงผืนใหญ่ห้อยยาวจากราวที่เพดานลงมาจรดพื้น เมื่อแหวกม่านนั้นออกด้านมุมซ้ายขององค์พระมีประตูเปิดออกไปสู่ตรอกเล็ก ๆ ด้านหลังศาล ตงเหม่ยลี่บอกว่าไม่ค่อยมีคนสัญจรผ่านไปมาในตรอกนี้สักเท่าไหร่ เพราะเล็กมากและตกเย็นก็จะมืดมาก แต่เป็นตรอกที่เชื่อมไปถนนเส้นต่าง ๆ ไม่ว่าจะถนนออกนอกเมือง หรือถนนที่มุ่งเข้าสู่ในเมือง
ตามที่ตกลงกับตงเหม่ยลี่เอาไว้ พระองค์จะต้องเดินตามแผนที่ที่นางวาดเตรียมไว้ให้ จากตรอกนี้ลัดออกไปสู่ถนนที่เป็นตลาดใหญ่ มีร้านรวงมากมายรวมถึงมีพ่อค้าแม่ค้ารถเข็นมาขายของริมถนนมากมาย ผู้คนจึงพลุกพล่าน ง่ายต่อการเร้นกายหลบตาจากผู้คน จากนั้นให้ทรงมองหาโรงเตี๊ยมเหม่ยเทียน ให้ซ่อนตัวในห้องเก็บของด้านข้างโรงเตี๊ยมจนเริ่มมืด ค่อยออกมาเพื่อเข้าพักที่โรงเตี๊ยมเพื่อรอให้ตงเหม่ยลี่มาพบ ...
“หากหม่อมฉันไม่ได้ไปพบพระองค์ภายในรุ่งสางของพรุ่งนี้ อย่าทรงรอนะเพคะ รีบออกเดินทางมุ่งหน้าไปทางทิศใต้จากโรงเตี๊ยม ถนนเส้นนั้นมุ่งไปสู่เหอหนาน แต่ต้องทรงระมัดระวังพระองค์ให้มาก เพราะเส้นทางนั้นคนจะใช้น้อยกว่า เพราะเป็นทางอ้อม แต่น่าจะปลอดภัยจากพวกทหารมากกว่าเส้นทางหลัก พยายามพักค้างแรมตามอารามแม่ชีที่จะมีอยู่ระหว่างทาง หรือถ้าใกล้มืดแล้วยังไม่เจออารามชี ให้พยายามหาศาลเจ้าหรือวัดพักแรม อย่าเดินทางตอนกลางคืนเด็ดขาดนะเพคะ เพราะอาจจะเจอพวกโจรผู้ร้ายได้ หม่อมฉันคงช่วยได้เพียงเท่านี้จริง ๆ เพคะ” ...นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่ตงเหม่ยลี่ได้กล่าวก่อนที่จะทรงหนีออกมา
ทรงเดินลัดเลาะในตรอกเล็กตามแผนที่ของเหมยลี่ ตลอดทางทรงพยายามเดินอย่างมั่นคง แต่รวดเร็ว พยายามไม่ส่อพิรุธ แต่ด้วยความหวาดกลัว และไม่เคยเดินทางเพียงผู้เดียวทำให้ต้องทรงเหลียวหลังมองทุกครั้งที่มีเสียงใด ๆ ก็ตาม สุดทางจากตรอกเล็กที่ตัดชนกับถนนสายใหญ่ คลาคล่ำไปด้วยผู้คนและร้านรวงมากมาย ทั้งเด็กเล็กวิ่งเล่น หนุ่มสาวเดินชมตลาดเสมือนมีกันอยู่สองคนในโลก หรือผู้เฒ่าผู้แก่ที่เดินซื้ออาหารตามรถเข็นขายอาหารพื้นเมืองมากมาย
ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจ ทรงค่อยๆ ลดระดับความเร็วลงจนเสมือนเดินชมตลาด หากสายพระเนตรมองซ้าย มองขวาระแวดระวัง จนหางพระเนตรเหลือบเห็นกลุ่มทหารสองสามนายที่กำลังมองมาทางพระองค์เช่นกัน จึงทรงรีบเดินต่อไปด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น จนทหารเหล่านั้นเริ่มวิ่งมาทางพระองค์ จึงทรงวิ่งหนีลัดเลาะไปในฝูงชน และมัวแต่เหลียวหลังเพื่อมองหาทหารที่ไล่ตาม จึงพุ่งเข้าชนกับกำแพงอกกว้างอย่างแรงจนเสียหลักล้มหงายหลังลง...