ท่ามกลางผู้คนขวักไขว่ในถนนที่เต็มไปด้วยร้านค้ามากมาย ชายหนุ่มสองคน คนหนึ่งรูปร่างองอาจ สูงใหญ่ ผิวค่อนข้างขาว ใบหน้าเรียกได้ว่าหล่อหาตัวจับยากเลยทีเดียว หากแต่ดวงตาเข้ม คม ส่อประกายความดุ กับอีกคนที่รูปร่างสูงใหญ่ไม่แพ้คนแรก ผิวคร้ามกว่าเล็กน้อย มีหน้าตาหล่อเหลาไม่แพ้กัน เพียงแต่มีดวงตาขี้เล่น และยิ้มแย้มมากกว่า ทีท่ามีความนอบน้อมต่อชายคนแรก
“คุณชาย เราทำเสร็จธุระแล้ว วันนี้เราจะเดินทางกลับเลยหรือไม่ขอรับ”
“นี่ก็บ่ายแก่แล้ว เราหาที่พักก่อนคืนหนึ่งแล้วพรุ่งนี้ค่อยเดินทางดีกว่า เราไม่อยากเดินทางกลางคืน ขี้เกียจคอยระวังตัว...ตลาดแถวนี้น่าสนใจ ร้านรวงเยอะดี เดือนหน้าวันเกิดท่านแม่ เราจะลองเดินหาของขวัญกลับไปฝากท่านเสียหน่อย เผื่อโชคดีจะได้ของแปลก ๆ สวย ๆ งาม ๆ ไปฝากท่าน... ฮุ่ยเฟิน เจ้าก็ดูของสวย ๆ งาม ๆ ไปฝากสาว ๆ ของเจ้าบ้างสิ” พูดพร้อมเสียงหัวเราะเบา ๆ
“คุณชาย...ข้าไม่ได้มีสาว ๆ ที่ไหนสักหน่อย” เสียงอุบอิบตอบ
“ร้านภาพเขียนด้านหน้าสวยดี เป็นทิวทัศน์ของต้าซื่อ สวยแปลกตา เดี๋ยวเราลอ....”
พลั่ก! ..ชายหนุ่มยังพูดไม่ทันจบประโยค ก็มีหญิงสาวร่างบางใส่หมวกที่มีผ้าคลุมใบหน้าบางเบาวิ่งเข้ามาชนที่หน้าอกอย่างแรง นางสูงระดับหัวไหล่ของเขา เมื่อกระแทกชนตรง ๆ จนเขาเซถอยหลัง ส่วนนางโดนแรงกระแทกจนหงายหลัง ด้วยปฏิกิริยาตอบสนองอันว่องไวเช่นชายชาติทหาร เขาจึงคว้าเอวบางไว้ได้ทัน แล้วตวัดดึงเข้ามาหาตัวเพื่อไม่ให้นางล้มหงายลงไปกับพื้น
หมวกคลุมหน้าหลุดไปตอนหงายหลัง จึงเสมือนหญิงสาวอยู่ในอ้อมแขนของเขา มือขาวนวลแตะยันไว้ที่หน้าอกของเขา พลันเงยหน้ามอง “กำแพงอุ่น” ที่มีแขนโอบนางไว้ไม่ให้ล้ม เป็นเวลาเดียวกันกับที่ชายหนุ่มก้มลงมอง...ดวงตาดำเข้ม ดุ จ้องไปในดวงตาหวาน ที่มีแววของความตระหนก หวาดกลัว เหมือนกวางน้อยระวังภัย...เป็นวินาทีที่เสมือนโลกหยุดหมุน ตาสองคู่เสมือนต้องมนต์ ชายหนุ่มไม่สามารถละสายตาไปจากใบหน้าขาวนวล แขนแข็งแรงที่โอบเอวบางก็ไม่สามารถคลายออกได้
อะแฮ่ม..เสียงกระแอมจากฮุ่ยเฟิน เรียกสติของชายหนุ่มให้รีบคลายวงแขน หญิงสาวก็เหมือนได้สติคืนมา ใบหน้านวลกลายเป็นสีระเรื่อ รีบก้มผงกศีรษะ แล้วกล่าวขอโทษชายหนุ่ม
“ขอโทษคุณชายเป็นอย่างสูงค่ะ ที่วิ่งไม่ดูทาง ขอบคุณที่ช่วย..เอ่อ..ไม่ให้ข้าล้มไปด้วย ข้าขอตัวก่อนนะคะ” นางละล่ำละลักกล่าวขอบคุณ ก้มลงหยิบหมวกสวม แล้วรีบวิ่งเลี้ยวเข้าตรอกด้านข้างไปอย่างรวดเร็ว
เพียงเสี้ยวนาทีหลังจากนางวิ่งลับตาหายไป ทหารสามนายที่วิ่งตามก็วิ่งมาถึงจุดที่ชายหนุ่มยืนอยู่
“คุณชาย ท่านเห็นหญิงสาว สูงประมาณนี้วิ่งมาทางนี้หรือไม่” พลางยกมือขึ้นมาระดับหัวไหล่ของชายหนุ่ม
“เห็น นางวิ่งชนเราไปเมื่อสักครู่นี้เอง ขอโทษสักคำก็ไม่มี” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด แต่รีบถามต่อ
“นางเป็นใคร ทำผิดอะไร ทหารอย่างพวกท่านจึงวิ่งจับแบบนี้?”
“นางเป็นนักโทษของเจ้าชายกวงเฟยหลง หนีออกมาจากป้อมเป่าฮู่ เรากำลังรีบตามจับกลับไป ท่านพอจะบอกได้หรือไม่ ว่านางวิ่งไปทางใด”
“โน่น! วิ่งเลี้ยวไปทางตรอกด้านโน้น” เขาชี้มือไปที่ตรอกอีกฝั่งของถนน ซึ่งเป็นทิศตรงกันข้ามกับทางที่หญิงสาววิ่งลับหายไป
“ขอบคุณคุณชาย” แล้วทหารสามนายก็รีบวิ่งไปตามทิศที่ชายหนุ่มชี้ไป
เมื่อทหารเหล่านั้นวิ่งไปลับตา ชายหนุ่มจึงหันหน้าเดินกึ่งวิ่งตามหญิงสาวเข้าไปในตรอกเล็ก แต่เมื่อเลี้ยวเข้าไปก็ไม่เจอใครแล้ว ..
“เสียดาย...เจ้ากวางน้อยหนีรอดจากนายพรานไปเสียแล้ว” เสียงเจืออารมณ์ขันของฮุ่ยเฟินลอยลมมา... จึงได้รับฝ่ามือฟาดเข้าที่หัวไหล่เป็นการตอบแทน
“ไป..หาโรงเตี๊ยมเข้าพักกัน” ชายหนุ่มกล่าวอย่างเซ็ง ๆ
“ไม่ดูภาพวาดแล้วเหรอขอรับ”
“ไม่มีอารมณ์ดูแล้ว!”
แสงอาทิตย์ลดต่ำจนเกือบลับหาย ความมืดเริ่มปกคลุม แสงไฟจากตะเกียงที่โรงเตี๊ยมและร้านรวงต่าง ๆ สว่างไสวทดแทนแสงธรรมชาติ เจ้าหญิงหนิงอันค่อย ๆ ขยับตัวออกจากซอกหลืบในห้องเก็บของของโรงเตี๊ยมที่เป็นที่ซ่อนองค์ตลอดเกือบสามชั่วยามที่ผ่านมานี้ หลังจากวิ่งหนีทหารเข้ามาในตรอกเล็กๆ นางก็วิ่งหาห้องเก็บของนี้จนเจอ ต้องขอบคุณเหม่ยลี่ที่วาดแผนที่ถนนและตรอกเล็กตรอกน้อยในบริเวณนี้ไว้ให้อย่างละเอียด พอต้องหนีออกจากเส้นทางที่คิดไว้แต่แรก ก็ยังทำให้นางสามารถหาโรงเตี๊ยมและห้องเก็บของที่นี่ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
ห้องเก็บของอยู่ด้านหลังของตัวอาคารโรงเตี๊ยมเหม่ยเทียน เพียงเดินย้อนขึ้นมาในทางด้านข้างขนานกับตัวตึกเพียงครู่เดียวก็ถึงถนนด้านหน้า เจ้าหญิงหนิงอันทรงเสด็จเข้าไปข้างใน มีชายชราผู้หนึ่งออกมาต้อนรับ ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นเฒ่าแก่ของโรงเตี๊ยมแห่งนี้
“ท่านลุง ข้าต้องการห้องพักหนึ่งคืน พร้อมกับอาหารสองมื้อ”
“ได้ขอรับ เชิญแม่นางนั่งทานอาหารก่อน เสร็จแล้วข้าจะให้อาผิง ลูกสาวข้าเอง พาท่านไปที่ห้องพัก”
“ท่านช่วยให้อาผิงนำข้าไปห้องพักเลยได้หรือไม่ ข้าจะขอให้นางเอาอาหารไปให้ที่ห้องด้วย ข้าเหนื่อยมาก อยากทานอาหารเพียงคนเดียวในห้อง ส่วนอาหารมื้อเช้าพรุ่งนี้ ข้าจะขอเป็นพวกซาลาเปาสักห้าลูกห่อให้ข้าสำหรับเดินทางด้วย ท่านพอจะจัดการให้ข้าตามนี้ได้หรือไม่”
“ได้ ๆ งั้นแม่นางรอสักครู่ ข้าจะให้นางมาพาท่านไป” ชายชราคิดในใจว่า หญิงสาวเดินทางผู้เดียวน่าจะมีความระแวดระวัง เก็บตัว เพื่อให้ปลอดภัยแน่ ๆ
“เอ่อ..ท่านลุง..ข้าไม่มีเงินสด มีแต่จี้หยกขาวนี้ ซึ่งน่าจะมีมูลค่ามากกว่าห้องพัก และอาหารมากหลายเท่า ท่านจะรับเป็นค่าที่พักและอาหารได้หรือไม่” เจ้าหญิงทรงยื่นจี้หยกขาวขนาดเท่าข้อนิ้วมือให้กับชายชรา
จี้หยกขาวนี้แค่เพียงมองผ่านก็เห็นแล้วว่าเป็นหยกขาวบริสุทธิ์ที่หาได้ยากยิ่ง มูลค่าของมันน่าจะสูงลิบลิ่ว อย่าว่าแต่อาหารสองมื้อกับที่พักหนึ่งคืนเลย หากขายเป็นเงินสด พักเป็นเดือนๆ ยังพอจ่ายเลย แต่เหลือบมองใบหน้าหญิงสาวมีริ้วรอยกังวล เขาจึงกล่าวกับนางว่า
“ไม่ได้ ๆ แม่นาง หยกชิ้นนี้ดูก็รู้ว่าราคาสูงมาก ข้าจะรับไว้ได้อย่างไร ค่าอาหารและที่พักยังไม่ได้เศษเสี้ยวของมูลค่าของหยกชิ้นนี้เลยกระมัง ... ถ้าเจ้าไม่มีเงิน พรุ่งนี้ เจ้าเอาหยกนี้ไปขายแล้วค่อยกลับมาจ่ายข้าก็ได้”
“ข้าไม่มีเวลาขนาดนั้น ข้าต้องรีบเดินทางแต่เช้า ท่านลุงได้โปรดรับไปเถอะ”
“เจ้าขายให้ข้าแทนก็แล้วกันแม่นาง เงินในถุงนี้น่าจะพอกับมูลค่าของหยกชิ้นนี้ได้” เสียงทุ้มดังมาจากด้านหลังพร้อมกับมือแข็งแรงที่ยื่นถุงเงินถุงใหญ่อ้อมตัวนางมาด้านหน้า