ชายหนุ่มนั่งทานอาหารกับฮุ่ยเฟินผู้ติดตามอยู่ในโรงเตี๊ยมนั้น เขาสังเกตเห็นนางตั้งแต่นางเดินเข้ามาในร้าน จนเห็นนางกำลังต่อรอง อ้อนวอนชายชราอยู่ เขาจึงเดินตามมาจนพอเดาเรื่องได้ จึงเสนอความช่วยเหลือ
หญิงสาวตกใจ และรีบหันหน้าไปมอง นางจำได้ทันทีชายหนุ่มคนที่นางวิ่งชนเมื่อตอนบ่ายนั่นเอง เหตุการณ์น่าอายนั้นกลับมาในห้วงคำนึงอีกครั้ง ใบหน้านวลจึงปรากฏสีระเรื่อขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
“คุณชาย ท่านยินดีซื้อจี้หยกของข้าจริง ๆ หรือ”
“ถ้าไม่ยินดี ข้าคงไม่เสนอซื้อแต่แรกแล้วล่ะ” เขาตอบพร้อมส่ง “ยิ้ม” ด้วยดวงตาไปให้ ส่งผลให้แก้มนวลมีสีชมพูเรื่อขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชายหนุ่มกลับเป็นฝ่ายตะลึงแทน ... น่ารักจัง ...
“ถ้าเช่นนั้น ข้าขอขอบคุณคุณชายมาก ท่านช่วยข้ามาสองครั้งแล้ว บุญคุณนี้ข้าไม่รู้จะได้ชดใช้ให้เมื่อใด” เมื่อพูดจบ นางก็ย่อตัวลงเพื่อแสดงความขอบคุณอีกครั้ง
เขารีบคว้าแขนทั้งสองข้างของนางไว้ ไม่ให้ย่อกายลงไป “เจอกันสองครั้งในวันเดียว ถือเป็นวาสนาแล้ว แม่นางให้เกียรติทานข้าวเย็นกับข้าสักมื้อได้หรือไม่ ถือว่าข้าเป็นสหายใหม่ของเจ้าก็แล้วกัน”
นางมีทีท่าลำบากใจ “ข้าต้องขออภัยด้วยค่ะคุณชาย ข้าไม่สะดวกจริง ๆ ข้าต้องขอตัวก่อนนะคะ” แล้วนางก็หันไปหาเฒ่าแก่โรงเตี๊ยม
“นี่ค่ะท่านลุง ค่าที่พักและอาหาร ได้โปรดให้อาผิงพาข้าไปพักที่ห้องด้วย ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบาย” แล้วนางก็หันหลังกำลังจะเดินตามอาผิงขึ้นไปยังห้องพัก แต่เขาเรียกเอาไว้
“เดี๋ยวก่อนแม่นาง...ข้าชื่อฟางไท่หยาง ข้ายังไม่รู้จักชื่อเจ้าเลย ไหน ๆ เราก็มีวาสนาได้เจอกันถึงสองครั้งแล้ว บอกชื่อแซ่เจ้าให้ข้ารู้จักหน่อยได้หรือไม่”
ดวงตากลมโตฉายแววลังเล.. “ข้าชื่อ..เอ่อ..หลินจิง..เวยหลินจิงค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะคุณชายฟาง” นางย่อตัวเล็กน้อยเป็นการแสดงการคำนับ แล้วรีบหันหลังเดิน เร่งฝีเท้าวิ่งตามอาผิงไป
“กวางน้อย...หลุดมือนายพรานอีกแล้วหรือขอรับคุณชาย” เสียงฮุ่ยเฟินทำลายภวังค์ของชายหนุ่มที่ยังคงมองตามหญิงสาวผู้นั้นไปจนนางเข้าห้องพัก ปิดประตูเรียบร้อย
“กวางน้อย...นายพรานอะไร เจ้านี่นะอ่านนิยายมากไปล่ะ กลับไปจะเพิ่มงานให้อีกสองเท่า จะได้ไม่ว่าง!”
ฮุ่ยเฟิน ได้แต่ทำหน้าสลด หากแต่อมยิ้ม ... คุณชายนะคุณชาย เก่งกาจสามารถทุกเรื่อง เจอผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนเดียว ถึงขั้นเหม่อลอย ทำอะไรไม่ถูกเลยทีเดียว กลับไปต้องไปเล่าให้เจียลี่ฟังเสียแล้ว
เขากับเจียลี่เป็นสหายคู่หูที่ใกล้ชิดคุณชายมาตั้งแต่ยังเด็ก ทั้งสามคนมีสถานะนายบ่าวก็จริง แต่ความผูกพันนั้นเป็นเสมือนเพื่อนรัก เพื่อนตายกันก็ว่าได้ ครั้งนี้เจียลี่ได้รับมอบหมายงานอย่างอื่นเลยไม่ได้ร่วมเดินทางมาด้วย เลยพลาดไม่ได้เห็นคุณชายของเรา “ตะลึง” กับความงามของหญิงสาวเป็นครั้งแรกตั้งแต่เป็นหนุ่มกันมาเลย...พลาด พลาดจริง ๆ หึหึ...
“เฒ่าแก่ แม่นางผู้นั้นไม่ทานอาหารหรืออย่างไร เหตุใดจึงรีบร้อนเข้าที่พัก นี่ฟ้าเพิ่งจะเริ่มมืดเอง” ไท่หยางพยายามหาข้อมูล
“เห็นนางบอกว่าเหนื่อยอยากพัก ให้อาผิงลูกสาวข้านำอาหารไปให้ในห้องพัก นางน่าจะรีบเดินทางแต่เช้านั่นแหละท่าน เห็นให้ข้าเตรียมซาลาเปาห้าลูกห่อสำหรับเดินทางให้เป็นอาหารเช้า.. ลูกเต้าเหล่าใครทำไมปล่อยให้ลูกสาว เดินทางคนเดียวแบบนี้...เฮ้อ ลุงก็มีลูกสาว เห็นแล้วก็อดห่วงไม่ได้”
“ฮุ่ยเฟิน...พรุ่งนี้เราออกเดินทางกันแต่เช้านะ ย่ำรุ่งลงมาเจอกันที่ร้านอาหาร ทานอาหารเช้าก่อนค่อยออกเดินทาง”
“ขอรับคุณชาย” ...เหอะ .. จะรีบมารอแม่กวางน้อยละสิท่านนายพราน .. ได้แต่คิดหากล้าพูดออกไปไม่
แสงจันทร์นวลสาดส่องเข้ามาผ่านหน้าต่างบานเล็กในห้องพัก เจ้าหญิงหนิงอันไม่สามารถบรรทมหลับได้ ด้วยครุ่นคิดถึงวันพรุ่งนี้ว่าจะทำอย่างไร พระองค์จะเดินทางผ่านป่าเขาย้อนเส้นทางที่ขบวนเสด็จผ่านมาได้ด้วยตัวคนเดียวได้ปลอดภัยจนถึงเหอหนานได้อย่างไร ไหนจะโจรผู้ร้ายที่อาจพบเจอระหว่างทาง ไหนจะทหารของเจ้าชายกวงเฟยหลง สุดท้ายก่อนจะทรงบรรทมหลับไปด้วยความเหนื่อย คือใบหน้าเข้ม ดวงตาดุที่ “ยิ้มได้” ลอยเข้ามาในห้วงคิดคำนึง ทรงบรรทมหลับสนิทด้วยกระแสความอบอุ่นบางอย่างจากรอยยิ้มในดวงตานั้น...
แสงนวลจากจันทร์ดวงเดียวกันทอแสงผ่านเข้าไปในห้องของฟางไท่หยางเช่นกัน ชายหนุ่มนอนกระสับกระส่าย หลังจากได้รับรู้ว่าแม่นางผู้นั้น...เวยหลินจิง... ต้องเดินทางเพียงผู้เดียว แถมด้วยท่าทางระแวดระวังตัวตลอดเวลา แสดงว่านางต้องกำลังถูกไล่ล่าจากทหารเหล่านั้น จะด้วยกระแสสัมผัสหรือสิ่งใดก็แล้วแต่ เขาไม่เชื่อว่านางเป็นนักโทษของเจ้าชายกวงเฟยหลง เจ้าชายผู้นั้นนั้นขึ้นชื่อเรื่องสุรา นารี และความโหดเหี้ยม หญิงสาวสวยขนาดนี้ คิดได้อย่างเดียวคือนางหนีจาก “เตียง” ของเจ้าชายแน่นอน คิดแล้วหัวใจของเขาเหมือนถูกไฟเผา แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจ ใช่ เขาอดตะลึงกับความงามของนางไม่ได้ แต่ใช่ว่าเขาจะไม่เคยพบเจอหญิงงาม ในชีวิตของเขาพบเจอหญิงงามมามากมาย แต่ไม่มีใคร ไม่มี “ดวงตา” คู่ไหนที่จะประทับรอยอยู่ในหัวใจเขาได้เหมือนนาง ทั้ง ๆ ที่เขาเพิ่งจะได้พบเจอนางเพียงสองครั้ง และแต่ละครั้งก็เพียงชั่วครู่เดียว จนแทบจะไม่ได้สนทนากันเลยด้วยซ้ำไป เหตุใดเขาจึงมีความห่วง มีความรู้สึกอยากจะปกป้องนางอย่างรุนแรงถึงเพียงนี้
เขาตัดสินใจจะลอบตามนางไปจนกว่าเห็นนางปลอดภัย ค่อยเดินทางกลับ เค้ามีภาระงานรออยู่มากมายก็จริง แต่ให้ปล่อยนางไป หัวใจเขาคงไม่เป็นสุข ทำงานทำการไม่ได้อยู่ดี! ด้วยความรู้สึกเช่นนี้สิ่งสุดท้ายในห้วงคำนึงของชายหนุ่มก่อนที่เขาจะหลับไปจึงเป็นดวงตากลมหวานคู่นั้น ที่เหมือนส่งยิ้มให้กับเขา ..