Chapter 10
ห้องประชุมชั้นยี่สิบเต็มไปด้วยเสียงพลิกกระดาษและกลิ่นกาแฟจาง ๆ จากถ้วยที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะไม้ยาวกลางห้อง ทิวากำลังอธิบายภาพรวมของโครงการใหม่ที่เขารับผิดชอบ น้ำเสียงมั่นคงและหนักแน่น
“งบประมาณ เราจะปรับลดในส่วนของโปรโมชัน แล้วเพิ่มงบด้านพัฒนาแพลตฟอร์มให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้นครับ”
เสียงปากกาของหัวหน้าฝ่ายการตลาดเคาะโต๊ะเบา ๆ เป็นจังหวะเหมือนสัญญาณเห็นด้วย แต่ยังไม่ทันที่ทิวาจะได้เอ่ยต่อเสียงเปิดประตูก็ดังขึ้นจนทุกสายตาในห้องหันไปพร้อมกัน
ชายร่างสูงในสูทสีเข้มเดินเข้ามาอย่างไม่เร่งรีบ ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้เข้าร่วมประชุมกว่าสิบคน
“นายเข้ามาได้ยังไง” ทิวาเอ่ยถามทันที คิ้วขมวดแน่น ขณะคนอื่นเริ่มกระซิบกระซาบเบา ๆ
แมทธิวไม่ตอบในทันทีเพียงกวาดสายตามองรอบห้องอย่างพิจารณา ก่อนจะเดินไปยังเก้าอี้ที่ว่างข้าง ๆ ทิวา แล้วนั่งลงอย่างถือสิทธิ์เต็มตัว เสียงเก้าอี้ลากบนพื้นดังเบา ๆ ทว่ากลับดึงความสนใจทั้งหมดมาหยุดอยู่ที่เขา ริมฝีปากยกมุมนิด ๆ
“ฉันมีชื่ออยู่ในการประชุมนี้หรือเปล่าล่ะ” เสียงทุ้มต่ำของเขาฟังทะเล้นแต่แฝงแรงกดดันบางอย่าง ร่างบางรีบพลิกเอกสารตรงหน้าอย่างร้อนรน กวาดสายตาหาชื่อในรายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมอย่างไม่อยากเชื่อ จนกระทั่งเจอชื่อ แมทธิว โมเร็ตติ ตัวโตอยู่ท้ายสุด
“นาย…” ทิวาเงยหน้าขึ้น เบิกตากว้าง “ทำไมถึงมีชื่อในนี้”
มุมปากชายหนุ่มกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้ม ก่อนจะเอื้อมมือมาดึงเอกสารจากหน้าอีกฝ่าย พลิกหน้าถัดไปแล้วพูดเสียงเรียบขณะสายตายังคงมองเอกสาร
“พ่อเธอให้มาช่วยจัดการโครงการนี้แทนพี่ชายเธอ”
เสียงกระซิบในห้องดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนกว่าเดิม หลายคนหันมามองด้วยความแปลกใจและไม่เข้าใจ ส่วนทิวาหัวใจกลับวูบหนักกว่าที่เคย เขาไม่รู้เลยว่าอะไรน่ากลัวกว่ากัน การต้องร่วมงานกับผู้ชายคนนี้ หรือการต้องยอมรับว่าเขาไม่อาจละสายตาไปจากอีกฝ่ายได้จริง ๆ
เมื่อการประชุมจบลง เสียงประตูห้องประชุมปิดลงพร้อมกับความเงียบที่ยังอวลอยู่ในอากาศ ทิวาเดินตรงกลับห้องทำงานด้วยสีหน้าที่บอกชัดว่าไม่พอใจ เขาแทบจะเตะทุกอย่างที่ขวางหน้า และเมื่อเข้ามาในห้อง ทิวาก็ทิ้งแฟ้มเอกสารลงโต๊ะเสียงดัง ปึก! แล้วเอนหลังพิงเก้าอี้ สูดหายใจแรงจนอกขยับขึ้นลง
“พ่อจะให้เข้ามายุ่งทำไม...” เขาพึมพำกับตัวเอง มือเรียวเอื้อมหยิบรีโมต เปิดเพลงคลอเบา ๆ จากลำโพงมุมห้อง ซึ่งปกติเขาไม่เคยทำแต่วันนี้ความว้าวุ่นในอกมันดังเกินไปจนต้องหาเสียงอื่นมากลบ แต่ยังไม่ทันให้ทำนองนั้นช่วยบรรเทา เสียงประตูก็เปิดออกโดยไม่มีเสียงเคาะหรือคำขออนุญาต
“เปิดเพลงเสียงดังไม่เกรงใจลูกน้องบ้างหรือไง” เสียงทุ้มต่ำลากยาวทำเอาเจ้าของห้องสะดุ้ง รีบหันหน้าไปตามเสียงก็เห็นร่างสูงยืนพิงกรอบประตูอยู่ตรงนั้นราวกับเจ้าของสถานที่ ทิวารีบกดรีโมตปิดเพลงทันที
“ประชุมเสร็จแล้ว ทำไมยังไม่กลับไปอีก” น้ำเสียงเรียบแต่แฝงความขุ่นเคือง แมทธิวเพียงยกคิ้วก่อนค่อย ๆ เดินมาทรุดนั่งบนโซฟากลางห้อง ยกขาไขว่ห้าง
“ไม่อยากกลับ” แมทธิวตอบเรียบ ๆ ก่อนเอนตัวพิงพนัก โยนแขนพาดหน้าผากแล้วค่อย ๆ หลับตาราวกับกำลังพักกลางวัน
กลิ่นน้ำหอมของเขาผสมกลิ่นหนังจากโซฟาลอยอวลในอากาศ และนั่นทำให้หัวใจของทิวาเริ่มเต้นผิดจังหวะอีกครั้ง เขาถอนหายใจแรง พยายามเบือนสายตาออกจากร่างสูงที่ทอดกายอยู่ตรงหน้า
“บ้านของนาย...ดีนะ” คำพูดหลุดจากปากโดยไม่ทันคิด เขาเพียงแค่ต้องการกลบความร้อนรุ่มในอกและเพียงต้องการทำลายความเงียบ
“ไม่เหมือนที่คิดไว้”
แมทธิวลืมตาขึ้นช้า ๆ เหลือบมองไปที่ใบหน้าคนพูด
“แล้วเธอคิดว่ายังไง”
ร่างบางไม่ตอบทันที สายตากลับจ้องอยู่ที่สันกรามและลำคอของอีกฝ่ายที่ขยับตามจังหวะหายใจ ความคิดหนึ่งแล่นผ่านหัวโดยไม่ตั้งใจ
‘ถ้าได้สัมผัสใกล้ ๆ คงดีไม่น้อย’ คิดแล้วก็กลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น
“คงคิดว่าฉันอยู่ในถ้ำ หรือชุมชนแออัดงั้นสิ” ร่างสูงพูดต่อก่อนหลับตาลงช้า ๆ อีกครั้ง ทิวาหัวเราะในลำคอ พึมพำเบา ๆ
“นึกว่าอยู่ในนรก...หรือไม่ก็สิงไปทั่ว”
คำพูดนั้นทำให้ชายตรงหน้าเบิกตากว้าง ลุกขึ้นนั่งเต็มตัวแล้วสบตาอีกฝ่ายตรง ๆ
“ถ้าเธอคิดว่าฉันเป็นพวกจิตวิปริต งั้นก็ไม่ควรอยู่กับฉันลำพังนะ”
“ฉันตะโกนร้องได้ เชื่อสิ” ทิวาตอบทันที เสียงสั่นนิด ๆ แต่แววตาไม่ยอมแพ้ ทั้งคู่ปะทะกันนิ่ง ๆ ดวงตาคมคล้ายมีบางอย่างที่อยากได้ยินจากริมฝีปากสีอ่อนนั่นจริง ๆ เสียงร้อง เสียงหอบ หรือเสียงเรียกชื่อเขาดัง ๆ สักครั้ง
แต่สุดท้ายทิวาก็เป็นคนหลบสายตาก่อน พลางพึมพำ
“แต่ฉันก็ไม่คิดว่านายจะอยู่ในเมืองที่มีเพื่อนบ้านใกล้ชิดขนาดนั้น”
“เธอกลัวว่าฉันจะยิงหัวเพื่อนบ้านเล่นเหรอ” แมทธิวหัวเราะแห้ง ดวงตากลับเป็นประกาย อีกฝ่ายไม่ตอบเพียงแค่ยักไหล่ กัดริมฝีปากล่างโดยไม่รู้ตัว ทั้งสองสบตากันอีกครั้งและนั่นไม่ใช่แค่การมอง แต่มันคือแรงดึงที่ทำให้ลมหายใจทั้งคู่สับสน
สายตาทิวาเลื่อนไปเห็นรอยสักโพดำใต้กระดุมเสื้อที่ปลดไว้หนึ่งเม็ด รอยเส้นสีดำลากอยู่บนกล้ามอกชัดเจน เขาไม่ใช่คนชอบรอยสักแต่ตอนนี้กลับรู้สึกชอบจนใจเต้น ร่างสูงลุกขึ้นช้า ๆ มือหนาล้วงกระเป๋ากางเกง เดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน
“ฉันไม่ได้ทำร้ายใครโดยไม่มีเหตุผล แต่ช่วงนี้มันบังเอิญเกิดรอบ ๆ ตัวเธอทั้งนั้น”
“หมายถึงคืนที่นายสัญญาว่าจะไม่ทำด้วยหรือเปล่า”
“เธอบอกว่าฉันมันเลวไม่ใช่เหรอ...ทิวา” แค่เสียงเรียกชื่อ เสียงทุ้มต่ำลากยาวอย่างตั้งใจ ก็ทำให้สันหลังคนฟังวูบเย็นจนเผลอกัดริมฝีปากอีกครั้ง
“นายก็รู้ตัวอยู่แล้วว่ากำลังทำอะไร” เขาตอบเสียงแผ่ว
“งั้นก็หยุดมันซะสิ”
ร่างสูงไม่ตอบเพียงก้าวเข้ามาอีกนิด พิงขอบโต๊ะ ใช้ปลายนิ้วแตะคางให้อีกฝ่ายเงยขึ้นสบตา ทิวาแข็งทื่อแต่หัวใจเต้นถี่รัวจนแทบหายใจไม่ทัน ความใกล้ชิดนั้นเหมือนยืนอยู่ริมหน้าผา หนาว สั่น และหวั่นไหวในเวลาเดียวกัน แต่แทนที่แมทธิวจะทำหรือพูดอะไร เขากลับดีดตัวยืนขึ้นเต็มความสูง ดึงสูทเข้าที่แล้วพูดเสียงเรียบ
“เลิกยุ่งกับไอ้ฟาบิโอ คอสตาซะ”
ทิวาชะงัก “นายรู้จักชื่อเขาได้ยังไง รู้แม้กระทั่งนามสกุลเขาอีก”
“เดี๋ยวนี้อยากรู้เรื่องอะไรก็หาได้ทั้งนั้นแหละ”
แมทธิวตอบ พลางมองวิวเมืองผ่านผนังกระจก
“ความหมายของฉันไม่ได้ถามว่าหาได้ยังไง...แต่ถามว่าหามาทำไม”
สายตาคมหันกลับมา แข็งกร้าว
“ฉันกำลังจะแต่งงานกับคนในตระกูลเธอ เรื่องของเธอก็กลายเป็นเรื่องของฉัน”
“ไม่ใช่” ทิวาโต้กลับทันควัน “เรื่องของเทียร่าต่างหากที่เป็นเรื่องของนาย ไม่ใช่ฉัน” เสียงนุ่มเริ่มสั่นเล็กน้อย
“ในชีวิตฉันมีคนบ้าอำนาจมากพอแล้ว”
“งั้นก็เพิ่มอีกคนสิ” แมทธิวพูดพลางหมุนตัวจะเดินออก แต่เสียงหนึ่งหลุดจากริมฝีปากเบากว่าลมหายใจกลับทำให้เขาหยุดกะทันหัน
“นายสติไม่ดีตั้งแต่เกิด...หรือว่าชอบคุมคนอื่นกันแน่”
ร่างสูงหยุดเท้าหันกลับมาช้า ๆ ดวงตาคมเหมือนมีคมมีดแฝง ก่อนจะรู้ตัวลมเย็นก็พัดผ่านเมื่อมือหนาคว้าท้ายทอยของคนร่างเล็กแล้วกระชากเข้ามาใกล้จนระยะเหลือไม่ถึงหนึ่งฟุต หัวใจของทิวาหล่นวูบ เขาหลับตาแน่น ไม่รู้ว่าจะโดนอะไร หมัด ปาก หรือความบ้าแบบไหนอีก แต่มีเพียงเสียงหายใจหนัก ๆ ของอีกฝ่ายก่อนที่แรงบีบจากฝ่ามือจะคลายออก
“ไม่เคยคิดเหมือนกัน” แมทธิวเอ่ยเสียงต่ำ “แต่ก็คงเป็นแบบนี้มาตลอด”
ว่าจบเขาปล่อยมือแล้วเดินออกจากห้องโดยไม่หันกลับมา ทิ้งเพียงกลิ่นน้ำหอมและลมหายใจร้อนที่ยังติดอยู่บนผิว ทิวายกมือขึ้นกุมหน้าอก หัวใจยังเต้นแรงไม่หยุด ไม่รู้เลยว่าแรงเต้นนั้นเป็นเพราะความกลัว...หรือเพราะความปรารถนาที่ไม่ควรเกิดขึ้นกันแน่
วันต่อมา
เช้าวันเดินทางมาถึงเร็วกว่าที่คิด กลิ่นกาแฟจาง ๆ ลอยอบอวลอยู่ในโถงบ้าน เสียงลากกระเป๋า เสียงรองเท้ากระทบพื้นหินอ่อน และเสียงของมาดอนน่ามาเรียดังลั่นทั่วบ้าน
“หมวกฉันอยู่ไหน! หมวกปีกกว้างสีขาวน่ะ ใครเห็นบ้าง!”
เธอเดินวนรอบห้องรับแขก มือหนึ่งถือกระเป๋าแอร์เมส อีกมือเปิดตู้ไปทั่วเหมือนกำลังทำสงครามกับข้าวของ ขณะที่เทียร่านั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟา จิ้มโทรศัพท์ยิ้มให้หน้าจอ ราวกับโลกนี้เหลือแค่เธอกับใครอีกคนในแชต ส่วนทิวาเดินลงบันไดในเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีครีม กางเกงสแลคเรียบหรู สะพายกระเป๋าใส่ของสำคัญใบเล็ก ๆ ไว้ข้างตัว เขาชำเลืองมองความวุ่นวายตรงหน้าอย่างเหนื่อยใจ
“วุ่นวายเหมือนเดิมเลย” เสียงนุ่มพึมพำเบา ๆ
“พี่ทิวา!” เทียร่าลุกพรวดจากโซฟา วิ่งมากอดแขนแน่น
“ในที่สุดก็ลงมาซะที หนูเบื่อพวกนี้จะตายอยู่แล้ว ทุกคนวุ่นวายกันไปหมด”
ทิวาหัวเราะในลำคอ “แล้วเธอล่ะ พร้อมแล้วเหรอ”
“ก็นะ” เธอยักไหล่ ก่อนจะกลับไปก้มหน้ามองจออีกครั้ง
เสียงคนดังระงมทั่วบ้าน เสียงกระเป๋าลากครูดไปตามพื้น และเสียงดอนนาร์โกตะโกนจากชั้นบน
ในที่สุดขบวนรถหรูสองคันก็เคลื่อนออกจากคฤหาสน์อย่างพร้อมเพรียง มาดอนน่านั่งแถวหน้า มือหนึ่งถือกระจก อีกมือทาปากสีแดงสดราวกับจะไปงานเลี้ยงสำคัญ ส่วนเบาะหลัง ดอนนาร์โกนั่งคู่พอลคุยเรื่องงานเบา ๆ ทิวานั่งแถวกลาง ซ้ายมือคือคุณย่าผู้ยังสง่างามแม้ในวัยชรา ขวามือคือเทียร่าที่ไม่ละสายตาจากโทรศัพท์ ฝั่งตรงข้ามคือลูก้า ลูกพี่ลูกน้องวัยไล่เลี่ยกันที่ยิ้มให้ทันทีเมื่อสายตาสบกัน
“แกว่าทริปนี้จะสนุกปะ” ลูก้าหัวเราะอย่างตื่นเต้น
“จะสนุกมากกว่าถ้าได้อยู่บ้าน” ทิวาตอบพลางยิ้มอย่างขบขัน
รถแล่นผ่านเมืองที่ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นชนบท เสียงหัวเราะในรถผสมกับเสียงเพลงคลาสสิกจากวิทยุ ทิวาเอนตัวพิงเบาะ มองออกนอกหน้าต่าง เห็นเมฆเทาเคลื่อนคล้อยเหนือท้องฟ้า แต่ไม่รู้เพราะอะไร ภาพชายคนหนึ่งในเสื้อยืดขาวกลางโรงรถกลับลอยขึ้นมาอีกครั้ง และในวินาทีนั้น เขารู้ว่าต่อให้หนีไกลแค่ไหน บางสิ่งบางอย่างก็ยังตามมาได้เสมอ