ความร้อนในกลางอก

1944 Words
Chapter 10 ห้องประชุมชั้นยี่สิบเต็มไปด้วยเสียงพลิกกระดาษและกลิ่นกาแฟจาง ๆ จากถ้วยที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะไม้ยาวกลางห้อง ทิวากำลังอธิบายภาพรวมของโครงการใหม่ที่เขารับผิดชอบ น้ำเสียงมั่นคงและหนักแน่น “งบประมาณ เราจะปรับลดในส่วนของโปรโมชัน แล้วเพิ่มงบด้านพัฒนาแพลตฟอร์มให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้นครับ” เสียงปากกาของหัวหน้าฝ่ายการตลาดเคาะโต๊ะเบา ๆ เป็นจังหวะเหมือนสัญญาณเห็นด้วย แต่ยังไม่ทันที่ทิวาจะได้เอ่ยต่อเสียงเปิดประตูก็ดังขึ้นจนทุกสายตาในห้องหันไปพร้อมกัน ชายร่างสูงในสูทสีเข้มเดินเข้ามาอย่างไม่เร่งรีบ ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้เข้าร่วมประชุมกว่าสิบคน “นายเข้ามาได้ยังไง” ทิวาเอ่ยถามทันที คิ้วขมวดแน่น ขณะคนอื่นเริ่มกระซิบกระซาบเบา ๆ แมทธิวไม่ตอบในทันทีเพียงกวาดสายตามองรอบห้องอย่างพิจารณา ก่อนจะเดินไปยังเก้าอี้ที่ว่างข้าง ๆ ทิวา แล้วนั่งลงอย่างถือสิทธิ์เต็มตัว เสียงเก้าอี้ลากบนพื้นดังเบา ๆ ทว่ากลับดึงความสนใจทั้งหมดมาหยุดอยู่ที่เขา ริมฝีปากยกมุมนิด ๆ “ฉันมีชื่ออยู่ในการประชุมนี้หรือเปล่าล่ะ” เสียงทุ้มต่ำของเขาฟังทะเล้นแต่แฝงแรงกดดันบางอย่าง ร่างบางรีบพลิกเอกสารตรงหน้าอย่างร้อนรน กวาดสายตาหาชื่อในรายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมอย่างไม่อยากเชื่อ จนกระทั่งเจอชื่อ แมทธิว โมเร็ตติ ตัวโตอยู่ท้ายสุด “นาย…” ทิวาเงยหน้าขึ้น เบิกตากว้าง “ทำไมถึงมีชื่อในนี้” มุมปากชายหนุ่มกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้ม ก่อนจะเอื้อมมือมาดึงเอกสารจากหน้าอีกฝ่าย พลิกหน้าถัดไปแล้วพูดเสียงเรียบขณะสายตายังคงมองเอกสาร “พ่อเธอให้มาช่วยจัดการโครงการนี้แทนพี่ชายเธอ” เสียงกระซิบในห้องดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนกว่าเดิม หลายคนหันมามองด้วยความแปลกใจและไม่เข้าใจ ส่วนทิวาหัวใจกลับวูบหนักกว่าที่เคย เขาไม่รู้เลยว่าอะไรน่ากลัวกว่ากัน การต้องร่วมงานกับผู้ชายคนนี้ หรือการต้องยอมรับว่าเขาไม่อาจละสายตาไปจากอีกฝ่ายได้จริง ๆ เมื่อการประชุมจบลง เสียงประตูห้องประชุมปิดลงพร้อมกับความเงียบที่ยังอวลอยู่ในอากาศ ทิวาเดินตรงกลับห้องทำงานด้วยสีหน้าที่บอกชัดว่าไม่พอใจ เขาแทบจะเตะทุกอย่างที่ขวางหน้า และเมื่อเข้ามาในห้อง ทิวาก็ทิ้งแฟ้มเอกสารลงโต๊ะเสียงดัง ปึก! แล้วเอนหลังพิงเก้าอี้ สูดหายใจแรงจนอกขยับขึ้นลง “พ่อจะให้เข้ามายุ่งทำไม...” เขาพึมพำกับตัวเอง มือเรียวเอื้อมหยิบรีโมต เปิดเพลงคลอเบา ๆ จากลำโพงมุมห้อง ซึ่งปกติเขาไม่เคยทำแต่วันนี้ความว้าวุ่นในอกมันดังเกินไปจนต้องหาเสียงอื่นมากลบ แต่ยังไม่ทันให้ทำนองนั้นช่วยบรรเทา เสียงประตูก็เปิดออกโดยไม่มีเสียงเคาะหรือคำขออนุญาต “เปิดเพลงเสียงดังไม่เกรงใจลูกน้องบ้างหรือไง” เสียงทุ้มต่ำลากยาวทำเอาเจ้าของห้องสะดุ้ง รีบหันหน้าไปตามเสียงก็เห็นร่างสูงยืนพิงกรอบประตูอยู่ตรงนั้นราวกับเจ้าของสถานที่ ทิวารีบกดรีโมตปิดเพลงทันที “ประชุมเสร็จแล้ว ทำไมยังไม่กลับไปอีก” น้ำเสียงเรียบแต่แฝงความขุ่นเคือง แมทธิวเพียงยกคิ้วก่อนค่อย ๆ เดินมาทรุดนั่งบนโซฟากลางห้อง ยกขาไขว่ห้าง “ไม่อยากกลับ” แมทธิวตอบเรียบ ๆ ก่อนเอนตัวพิงพนัก โยนแขนพาดหน้าผากแล้วค่อย ๆ หลับตาราวกับกำลังพักกลางวัน กลิ่นน้ำหอมของเขาผสมกลิ่นหนังจากโซฟาลอยอวลในอากาศ และนั่นทำให้หัวใจของทิวาเริ่มเต้นผิดจังหวะอีกครั้ง เขาถอนหายใจแรง พยายามเบือนสายตาออกจากร่างสูงที่ทอดกายอยู่ตรงหน้า “บ้านของนาย...ดีนะ” คำพูดหลุดจากปากโดยไม่ทันคิด เขาเพียงแค่ต้องการกลบความร้อนรุ่มในอกและเพียงต้องการทำลายความเงียบ “ไม่เหมือนที่คิดไว้” แมทธิวลืมตาขึ้นช้า ๆ เหลือบมองไปที่ใบหน้าคนพูด “แล้วเธอคิดว่ายังไง” ร่างบางไม่ตอบทันที สายตากลับจ้องอยู่ที่สันกรามและลำคอของอีกฝ่ายที่ขยับตามจังหวะหายใจ ความคิดหนึ่งแล่นผ่านหัวโดยไม่ตั้งใจ ‘ถ้าได้สัมผัสใกล้ ๆ คงดีไม่น้อย’ คิดแล้วก็กลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น “คงคิดว่าฉันอยู่ในถ้ำ หรือชุมชนแออัดงั้นสิ” ร่างสูงพูดต่อก่อนหลับตาลงช้า ๆ อีกครั้ง ทิวาหัวเราะในลำคอ พึมพำเบา ๆ “นึกว่าอยู่ในนรก...หรือไม่ก็สิงไปทั่ว” คำพูดนั้นทำให้ชายตรงหน้าเบิกตากว้าง ลุกขึ้นนั่งเต็มตัวแล้วสบตาอีกฝ่ายตรง ๆ “ถ้าเธอคิดว่าฉันเป็นพวกจิตวิปริต งั้นก็ไม่ควรอยู่กับฉันลำพังนะ” “ฉันตะโกนร้องได้ เชื่อสิ” ทิวาตอบทันที เสียงสั่นนิด ๆ แต่แววตาไม่ยอมแพ้ ทั้งคู่ปะทะกันนิ่ง ๆ ดวงตาคมคล้ายมีบางอย่างที่อยากได้ยินจากริมฝีปากสีอ่อนนั่นจริง ๆ เสียงร้อง เสียงหอบ หรือเสียงเรียกชื่อเขาดัง ๆ สักครั้ง แต่สุดท้ายทิวาก็เป็นคนหลบสายตาก่อน พลางพึมพำ “แต่ฉันก็ไม่คิดว่านายจะอยู่ในเมืองที่มีเพื่อนบ้านใกล้ชิดขนาดนั้น” “เธอกลัวว่าฉันจะยิงหัวเพื่อนบ้านเล่นเหรอ” แมทธิวหัวเราะแห้ง ดวงตากลับเป็นประกาย อีกฝ่ายไม่ตอบเพียงแค่ยักไหล่ กัดริมฝีปากล่างโดยไม่รู้ตัว ทั้งสองสบตากันอีกครั้งและนั่นไม่ใช่แค่การมอง แต่มันคือแรงดึงที่ทำให้ลมหายใจทั้งคู่สับสน สายตาทิวาเลื่อนไปเห็นรอยสักโพดำใต้กระดุมเสื้อที่ปลดไว้หนึ่งเม็ด รอยเส้นสีดำลากอยู่บนกล้ามอกชัดเจน เขาไม่ใช่คนชอบรอยสักแต่ตอนนี้กลับรู้สึกชอบจนใจเต้น ร่างสูงลุกขึ้นช้า ๆ มือหนาล้วงกระเป๋ากางเกง เดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน “ฉันไม่ได้ทำร้ายใครโดยไม่มีเหตุผล แต่ช่วงนี้มันบังเอิญเกิดรอบ ๆ ตัวเธอทั้งนั้น” “หมายถึงคืนที่นายสัญญาว่าจะไม่ทำด้วยหรือเปล่า” “เธอบอกว่าฉันมันเลวไม่ใช่เหรอ...ทิวา” แค่เสียงเรียกชื่อ เสียงทุ้มต่ำลากยาวอย่างตั้งใจ ก็ทำให้สันหลังคนฟังวูบเย็นจนเผลอกัดริมฝีปากอีกครั้ง “นายก็รู้ตัวอยู่แล้วว่ากำลังทำอะไร” เขาตอบเสียงแผ่ว “งั้นก็หยุดมันซะสิ” ร่างสูงไม่ตอบเพียงก้าวเข้ามาอีกนิด พิงขอบโต๊ะ ใช้ปลายนิ้วแตะคางให้อีกฝ่ายเงยขึ้นสบตา ทิวาแข็งทื่อแต่หัวใจเต้นถี่รัวจนแทบหายใจไม่ทัน ความใกล้ชิดนั้นเหมือนยืนอยู่ริมหน้าผา หนาว สั่น และหวั่นไหวในเวลาเดียวกัน แต่แทนที่แมทธิวจะทำหรือพูดอะไร เขากลับดีดตัวยืนขึ้นเต็มความสูง ดึงสูทเข้าที่แล้วพูดเสียงเรียบ “เลิกยุ่งกับไอ้ฟาบิโอ คอสตาซะ” ทิวาชะงัก “นายรู้จักชื่อเขาได้ยังไง รู้แม้กระทั่งนามสกุลเขาอีก” “เดี๋ยวนี้อยากรู้เรื่องอะไรก็หาได้ทั้งนั้นแหละ” แมทธิวตอบ พลางมองวิวเมืองผ่านผนังกระจก “ความหมายของฉันไม่ได้ถามว่าหาได้ยังไง...แต่ถามว่าหามาทำไม” สายตาคมหันกลับมา แข็งกร้าว “ฉันกำลังจะแต่งงานกับคนในตระกูลเธอ เรื่องของเธอก็กลายเป็นเรื่องของฉัน” “ไม่ใช่” ทิวาโต้กลับทันควัน “เรื่องของเทียร่าต่างหากที่เป็นเรื่องของนาย ไม่ใช่ฉัน” เสียงนุ่มเริ่มสั่นเล็กน้อย “ในชีวิตฉันมีคนบ้าอำนาจมากพอแล้ว” “งั้นก็เพิ่มอีกคนสิ” แมทธิวพูดพลางหมุนตัวจะเดินออก แต่เสียงหนึ่งหลุดจากริมฝีปากเบากว่าลมหายใจกลับทำให้เขาหยุดกะทันหัน “นายสติไม่ดีตั้งแต่เกิด...หรือว่าชอบคุมคนอื่นกันแน่” ร่างสูงหยุดเท้าหันกลับมาช้า ๆ ดวงตาคมเหมือนมีคมมีดแฝง ก่อนจะรู้ตัวลมเย็นก็พัดผ่านเมื่อมือหนาคว้าท้ายทอยของคนร่างเล็กแล้วกระชากเข้ามาใกล้จนระยะเหลือไม่ถึงหนึ่งฟุต หัวใจของทิวาหล่นวูบ เขาหลับตาแน่น ไม่รู้ว่าจะโดนอะไร หมัด ปาก หรือความบ้าแบบไหนอีก แต่มีเพียงเสียงหายใจหนัก ๆ ของอีกฝ่ายก่อนที่แรงบีบจากฝ่ามือจะคลายออก “ไม่เคยคิดเหมือนกัน” แมทธิวเอ่ยเสียงต่ำ “แต่ก็คงเป็นแบบนี้มาตลอด” ว่าจบเขาปล่อยมือแล้วเดินออกจากห้องโดยไม่หันกลับมา ทิ้งเพียงกลิ่นน้ำหอมและลมหายใจร้อนที่ยังติดอยู่บนผิว ทิวายกมือขึ้นกุมหน้าอก หัวใจยังเต้นแรงไม่หยุด ไม่รู้เลยว่าแรงเต้นนั้นเป็นเพราะความกลัว...หรือเพราะความปรารถนาที่ไม่ควรเกิดขึ้นกันแน่ วันต่อมา เช้าวันเดินทางมาถึงเร็วกว่าที่คิด กลิ่นกาแฟจาง ๆ ลอยอบอวลอยู่ในโถงบ้าน เสียงลากกระเป๋า เสียงรองเท้ากระทบพื้นหินอ่อน และเสียงของมาดอนน่ามาเรียดังลั่นทั่วบ้าน “หมวกฉันอยู่ไหน! หมวกปีกกว้างสีขาวน่ะ ใครเห็นบ้าง!” เธอเดินวนรอบห้องรับแขก มือหนึ่งถือกระเป๋าแอร์เมส อีกมือเปิดตู้ไปทั่วเหมือนกำลังทำสงครามกับข้าวของ ขณะที่เทียร่านั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟา จิ้มโทรศัพท์ยิ้มให้หน้าจอ ราวกับโลกนี้เหลือแค่เธอกับใครอีกคนในแชต ส่วนทิวาเดินลงบันไดในเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีครีม กางเกงสแลคเรียบหรู สะพายกระเป๋าใส่ของสำคัญใบเล็ก ๆ ไว้ข้างตัว เขาชำเลืองมองความวุ่นวายตรงหน้าอย่างเหนื่อยใจ “วุ่นวายเหมือนเดิมเลย” เสียงนุ่มพึมพำเบา ๆ “พี่ทิวา!” เทียร่าลุกพรวดจากโซฟา วิ่งมากอดแขนแน่น “ในที่สุดก็ลงมาซะที หนูเบื่อพวกนี้จะตายอยู่แล้ว ทุกคนวุ่นวายกันไปหมด” ทิวาหัวเราะในลำคอ “แล้วเธอล่ะ พร้อมแล้วเหรอ” “ก็นะ” เธอยักไหล่ ก่อนจะกลับไปก้มหน้ามองจออีกครั้ง เสียงคนดังระงมทั่วบ้าน เสียงกระเป๋าลากครูดไปตามพื้น และเสียงดอนนาร์โกตะโกนจากชั้นบน ในที่สุดขบวนรถหรูสองคันก็เคลื่อนออกจากคฤหาสน์อย่างพร้อมเพรียง มาดอนน่านั่งแถวหน้า มือหนึ่งถือกระจก อีกมือทาปากสีแดงสดราวกับจะไปงานเลี้ยงสำคัญ ส่วนเบาะหลัง ดอนนาร์โกนั่งคู่พอลคุยเรื่องงานเบา ๆ ทิวานั่งแถวกลาง ซ้ายมือคือคุณย่าผู้ยังสง่างามแม้ในวัยชรา ขวามือคือเทียร่าที่ไม่ละสายตาจากโทรศัพท์ ฝั่งตรงข้ามคือลูก้า ลูกพี่ลูกน้องวัยไล่เลี่ยกันที่ยิ้มให้ทันทีเมื่อสายตาสบกัน “แกว่าทริปนี้จะสนุกปะ” ลูก้าหัวเราะอย่างตื่นเต้น “จะสนุกมากกว่าถ้าได้อยู่บ้าน” ทิวาตอบพลางยิ้มอย่างขบขัน รถแล่นผ่านเมืองที่ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นชนบท เสียงหัวเราะในรถผสมกับเสียงเพลงคลาสสิกจากวิทยุ ทิวาเอนตัวพิงเบาะ มองออกนอกหน้าต่าง เห็นเมฆเทาเคลื่อนคล้อยเหนือท้องฟ้า แต่ไม่รู้เพราะอะไร ภาพชายคนหนึ่งในเสื้อยืดขาวกลางโรงรถกลับลอยขึ้นมาอีกครั้ง และในวินาทีนั้น เขารู้ว่าต่อให้หนีไกลแค่ไหน บางสิ่งบางอย่างก็ยังตามมาได้เสมอ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD