Chapter 11
เสียงคลื่นซัดกระทบชายฝั่งดังแผ่ว ๆ คลอไปกับเสียงเพลงจากบาร์หรู คฤหาสน์หลังใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ริมทะเล แสงไฟสีนวลสะท้อนพื้นหินอ่อนจนดูราวกับภาพในความฝัน รถหรูสองคันของตระกูลคารูโซแล่นเข้ามาจอดหน้าทางเข้าหลัก ก่อนเครื่องยนต์จะดับลงอย่างพร้อมเพรียง
ประตูรถเปิดออกพร้อมกับเทียร่าที่ก้าวลงมา โทรศัพท์อยู่ในมือ เธอยังไม่ละสายตาจากหน้าจอแม้แต่วินาทีเดียว มืออีกข้างเกาะแขนพี่ชายแน่น ทิวาเพียงเหลือบมองน้องสาวเล็กน้อย ก่อนจะกวาดสายตาไปรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง
บ้านหลังนี้หรูหราสมกับชื่อเสียงของตระกูลโมเร็ตติ แต่บรรยากาศกลับแฝงกลิ่นคาวบางอย่างที่ชวนให้รู้สึกไม่ไว้ใจ ทั้งแสงไฟที่พร่ามัว เสียงหัวเราะของผู้คนที่นั่งเกาะกันเป็นกลุ่ม และกลิ่นบุหรี่ปนแอลกอฮอล์ที่โชยอ้อยอิ่งในอากาศ ล้วนทำให้เขารู้สึกเหมือนที่แห่งนี้ไม่ใช่บ้านพักตากอากาศ แต่เป็นแหล่งมั่วสุมของธุรกิจสีเทาที่ไม่มีใครกล้าเอ่ยถึง
บาร์ริมระเบียงส่องแสงสีทองตัดกับเงาทะเลที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา เสียงเครื่องดื่มรินลงแก้วและเสียงดนตรีเบา ๆ ผสมกันอย่างประหลาด
ทิวาเดินช้า ๆ มาหยุดตรงหนาเคาน์เตอร์บาร์ กวาดตามองผู้คนรอบข้างด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ก่อนจะส่งยิ้มสุภาพให้บาร์เทนเดอร์ที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์
“รับอะไรดีครับ” เสียงทุ้มของบาร์เทนเดอร์หนุ่มเอ่ยขึ้น
“อะไรก็ได้ครับ ที่ไม่แรงมาก” ทิวาตอบเรียบ ๆ แต่แฝงรอยลังเลในแววตา บาร์เทนเดอร์หัวเราะเบา ๆ
“ถ้าอย่างนั้น ผมขอแนะนำเวลเว็ท คิสครับ หอม ดื่มง่าย แต่เมาไวหน่อยนะ”
ทิวาหลุดยิ้มบาง ๆ ออกมา
“งั้นขอแก้วเดียวก็พอครับ”
ไม่นาน แก้วค็อกเทลสีชมพูถูกเลื่อนมาตรงหน้า มือเรียวยกขึ้นจิบเบา ๆ รสชาติหวานละมุนปนขมอ่อน ๆ แผ่ซ่านไปทั่วลำคอ กลิ่นแอลกอฮอล์จาง ๆ ทำให้หัวใจเต้นแปลกไปเล็กน้อย เขาวางแก้วลงช้า ๆ แล้วทอดมองไปยังแสงไฟระยิบเหนือผิวน้ำ เสียงคลื่นกระทบฝั่งยังดังเป็นจังหวะ สงบงามแต่แฝงความหนาวเย็นอย่างน่าประหลาด ลูก้าเดินเข้ามาหยุดข้าง ๆ ก่อนทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ ร่างสูงในเสื้อเชิ้ตปลดกระดุมคอหนึ่งเม็ดดูสบาย ๆ ผิดกับบรรยากาศที่เคร่งขึง เขาหันไปพยักหน้าเรียกบาร์เทนเดอร์อย่างชำนาญ
“บลัดดี วิสเปอร์” เขาเอ่ยชื่อค็อกเทลเสียงเรียบ แล้วหันกลับมาทางคนข้าง ๆ
“ปกติแกไม่แตะของพวกนี้ไม่ใช่เหรอ” ลูก้าถามพลางเอนตัวพิงเคาน์เตอร์ “ทำไมวันนี้อยากดื่มขึ้นมา”
ทิวาเหม่อมองของเหลวในแก้ว รอยยิ้มบางเจือขึ้นบนริมฝีปาก
“เดินทางมาตั้งไกล…ก็เพื่อสิ่งนี้ไม่ใช่เหรอ”
ลูก้าขำในลำคอ ก่อนรับแก้วจากมือบาร์เทนเดอร์แล้วหันมาชนกับแก้วของทิวา เสียงแก้วกระทบกันดังกริ๊งเบา ๆ และในขณะนั้นเทียร่ากับดอนนาร์โกเดินออกมาจากด้านใน เธอสวมเดรสยาวพลิ้วในแสงไฟ ข้าง ๆ คือบิดาที่เดินคุยกับญาติฝั่งแมทธิวด้วยรอยยิ้มกว้าง แต่แทนที่จะเดินมานั่งกับครอบครัว ทั้งคู่กลับตรงไปที่กลุ่มของตระกูลโมเร็ตติแทน ทิวาหยุดมองตามภาพนั้น รอยยิ้มบางที่เคยแตะริมปากค่อย ๆ จางไป ความรู้สึกหน่วงแน่นแล่นขึ้นในอกโดยไม่รู้สาเหตุ
‘อีกไม่นาน เทียร่าก็จะกลายเป็นคนในตระกูลนั้นสินะ’ เพียงแค่คิดแบบนั้น หัวใจก็หนักอึ้งจนต้องยกแก้วขึ้นหมดในรวดเดียว ร่างบางหันไปพยักหน้าให้บาร์เทนเดอร์เพื่อเพิ่มอีกแก้ว ลูก้าขมวดคิ้วทันที
“เฮ้ ทิวา แกเป็นอะไรวะ ค่อย ๆ ดื่มดิ”
ยังไม่ทันที่ทิวาจะตอบ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลังอย่างอ่อนโยนแต่เข้มงวด
“ไม่กินข้าวแต่ยกเหล้าก่อน ระวังปวดท้องนะธีโอดอร์” คุณย่าเดินเข้ามาช้า ๆ สายตายังอ่อนโยนเหมือนทุกครั้ง เธอมองหลานชายก่อนจะปรายตาไปทางโต๊ะถัดไปซึ่งมาดอนน่ามาเรียนั่งจิบไวน์อยู่
“เธอนี่เป็นตัวอย่างไม่ดีให้ลูกเลยนะมาเรีย เดินทางมาไกลทั้งที หาข้าวหาปลาให้ลูกกินก่อนสิ”
มาดอนน่ามาเรียเพียงกลอกตาเล็กน้อยแต่ก็ไม่ตอบอะไร ส่วนทิวาได้แต่ส่ายหัวเบา ๆ แล้วรับแก้วเหล้ามาจากบาร์เทนเดอร์ก่อนยกขึ้นดื่มโดยไม่รอให้ใครทัก
เสียงพูดคุยรอบตัวเริ่มเบาลง ดวงตาทิวาเริ่มปรือด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ เขาวางแก้วลงอย่างช้า ๆ แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ปล่อยให้ความเงียบกลืนกิน แต่ในหัวกลับไม่เงียบเลยเมื่อภาพของชายคนนั้นผุดขึ้นมาท่ามกลางม่านหมอกของความเมา ทั้งรอยยิ้มเจ้าเลห์ เสียงทุ้ม และรอยจูบที่ยังติดอยู่บนริมฝีปาก ความรู้สึกอบอุ่นที่แล่นผ่านอกทำให้ลมหายใจสะดุด เขารู้ว่ามันผิด และยิ่งกว่านั้นเขาไม่มีสิทธิ์จะรู้สึกแบบนี้กับคู่หมั้นของน้องสาวตัวเอง แต่ยิ่งพยายามห้าม ภาพนั้นก็ยิ่งชัดขึ้นในหัว จนกระทั่งเสียง…
“โอ๊ย…” หลุดออกมาจากริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว อาจเป็นเพราะความเจ็บปวดในใจ หรือเพราะจิตใต้สำนึกที่กำลังลงโทษตัวเองก็ไม่อาจรู้ได้ ลูก้าหันมาทันทีเมื่อได้ยินเสียงนั้น ก่อนจะเอื้อมมือมาแตะไหล่ทิวาเบา ๆ
“แกโอเคไหม” เสียงของเขาเต็มไปด้วยความเป็นห่วง ทิวากะพริบตาช้า ๆ เหมือนพยายามตั้งสติ เขาหันมามองลูก้า แววตาเลื่อนลอยชั่วขณะก่อนฝืนยิ้มจาง ๆ
“ฉัน…จะไปห้องน้ำก่อน”
“แน่ใจนะ”
“อืม แค่ลมมันตีขึ้น”
ภายในห้องน้ำเงียบสงัด มีกลิ่นอโรมาจาง ๆ ลอยอบอวลอยู่ในอากาศ ทิวาเปิดก๊อกน้ำแล้ววักขึ้นล้างหน้า น้ำเย็นไหลผ่านผิวจนรู้สึกได้ถึงความจริงในวินาทีนั้น ความมึนที่เคลือบหัวเริ่มจางลง แต่ความหน่วงในอกกลับยิ่งหนักกว่าเดิม เขาเงยหน้ามองตัวเองในกระจก แสงจากโคมไฟด้านบนสะท้อนใบหน้าซีดเซียว ดวงตาแดงก่ำเล็กน้อยแต่สิ่งที่สะดุดตาไม่ใช่เงาใบหน้า หากเป็นแหวนเงินวงเล็กบนข้อนิ้วนางข้างซ้ายที่สะท้อนแสงแวบวับ ปลายนิ้วเรียวแตะที่มันเบา ๆ ราวกับกลัวว่าความทรงจำจะพร่าเลือนไปพร้อมสัมผัสนั้น แหวนวงนี้ไม่มีมูลค่า ไม่มีเพชร ไม่มีอะไรหรูหราเลยสักนิด แต่มันคือชิ้นเดียวที่ใครคนนั้นเหลือไว้จากความสัมพันธ์ที่อีกฝ่ายได้จากไปโดยไม่หวนกลับคืนมา ทิวาหลุบตามองมันอีกครั้งความรู้สึกผิดในอดีตกลับพุ่งขึ้นมาในอก
“ขอโทษนะ...” เสียงพึมพำเบาจากริมฝีปาก ลมหายใจยังไม่ทันกลับมาเป็นปกติดีนัก แต่ความแน่นในอกกลับทวีขึ้นทุกที ความรู้สึกที่ทั้งเก่า ทั้งใหม่ ทั้งผิด ทั้งรัก สุมกันจนแทบแยกไม่ออก
เมื่อร่างบางเดินออกจากห้องน้ำ เสียงคลื่นซัดเข้าหาฝั่งดังแว่วมาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แสงไฟสีทองจากระเบียงสะท้อนพื้นหินอ่อนเป็นแนวทอดยาวไปจนสุดปลายโถง เขาหยุดมองลงไปยังชายหาดด้านล่าง แสงจากคบไฟเรียงรายตามแนวทางเดินให้ความรู้สึกทั้งอบอุ่นและโดดเดี่ยวในเวลาเดียวกัน และเมื่อเขากำลังจะก้าวลงบันไดไป เสียงหนึ่งดังขึ้นจากข้างหลัง
“เธอคงไม่ได้คิดจะออกไปเดินเป็นพระเอกเอ็มวีใช่ไหม” เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยทำให้ทิวาชะงัก ก่อนจะหันกลับมาช้า ๆ ดวงตาสบเข้ากับร่างสูงในเชิ้ตสีดำที่ยืนพิงผนังอยู่
แมทธิวกำลังมองเขาอยู่ด้วยสายตาทั้งหยอกล้อและพิจารณา ร่างบางถลึงตาค้อนกลับอย่างไม่เกรง
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนาย อย่าคิดว่าเป็นน้องเขยฉันแล้วจะมีสิทธิ์กับฉันนะ” แก้มของทิวาแดงระเรื่อจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ แสงไฟนวลจากทางเดินยิ่งขับให้ดวงตาของเขาเป็นประกาย และนั่นดูเหมือนจะดึงความสนใจของแมทธิวมากกว่าทุกคำพูด ชายหนุ่มขยับเข้ามาใกล้ทีละก้าว เสียงรองเท้ากระทบพื้นหินอ่อนดังสะท้อนเบา ๆ จนหัวใจของทิวาเต้นตามจังหวะนั้นโดยไม่รู้ตัว กลิ่นกายแผ่วเข้ามาแตะปลายจมูก กลิ่นน้ำหอมบาง ๆ ชวนให้เวียนหัวแต่กลับไม่อาจละสายตาได้ นิ้วเรียวหนาเอื้อมขึ้นแตะตามแนวสันกรามของคนตรงหน้า ไล้แผ่วเหมือนจะทดสอบความกล้าในดวงตาอีกฝ่าย
“เธอเมาเหรอ…” เสียงทุ้มเอ่ยใกล้จนลมหายใจอุ่นรินรดผิว “ดู...เซ็กซี่จังเลยนะ”
ทิวากระพริบตาถี่ ๆ กลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็นเพื่อกลบเสียงหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ ก่อนจะขยับถอยหลังออกจากระยะอันตรายนั้นอย่างรวดเร็ว
“อย่าออกไปที่มืด ๆ คนเดียว” ร่างสูงพูดขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงเรียบแต่แฝงแรงกดดันจนรู้สึกได้ ทิวาผละออกแล้วหันหน้าไปทางชายหาดเพื่อซ่อนใบหน้าที่เริ่มขึ้นสี
“นายสั่งฉันไม่ได้หรอก”
เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาอีกครั้ง ร่างสูงเข้ามาซ้อนอยู่ด้านหลังจนหน้าอกแนบกับแผ่นหลังของคนตัวเล็ก ลมหายใจร้อนเป่ารดผิวต้นคอจนได้ยินเสียงนั้นชัดเจน เสียงทุ้มเปลี่ยนจากเรียบเย็นเป็นนุ่มต่ำจนแทบละลาย
“ฉันไม่ได้สั่ง…” เสียงกระซิบดังข้างหู “แต่เธอจะไม่ออกไปที่มืด ๆ คนเดียว เข้าใจไหม”
ทิวาหันขวับกลับไป ดวงตาเบิกเล็กน้อยเพราะระยะห่างที่ใกล้เกินไปจนรับรู้ได้ถึงแรงเต้นของหัวใจอีกฝ่าย เขาก้าวถอยออกหนึ่งก้าวอย่างลนลาน ร่างสูงมองภาพนั้นพลางยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะหยิบซองบุหรี่ออกจากกระเป๋ากางเกง แล้วยกบุหรี่อย่างอ้อยอิ่งก่อนจุดไฟ ควันสีขาวลอยฟุ้งไปในอากาศแตกตัวเป็นวงกว้างในแสงไฟสีส้มอ่อน
ภาพผู้ชายร่างสูงในเสื้อเชิ้ตสีเข้ม ควันบุหรี่ลอยกรุ่นรอบตัว ดวงตาคมที่จับจ้องเพียงเขามันตรึงอยู่ในหัวของทิวาอย่างถอนตัวไม่ขึ้น หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบกลบเสียงคลื่นที่ซัดเข้าฝั่ง และในวินาทีนั้นทิวาก็รู้ตัวว่าเขาได้หลงผู้ชายคนนี้มากกว่าที่เคย แมทธิวดึงบุหรี่ออกจากปากตัวเอง พลางหรี่ตาเมื่อควันขาวลอยกรุ่นอยู่ระหว่างเขากับทิวา เขายื่นบุหรี่มวนเดียวกันไปตรงหน้า น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียบแต่แฝงคำสั่งที่ไม่อาจขัดได้
“อยากสูบใช่ไหม… ซึมซับมันไว้ให้พอ เพราะเธอจะไม่ได้สูบอีก”
ทิวาเลิกคิ้วยกยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก ไม่รู้ว่าเป็นรอยยิ้มที่จะได้สูบบุหรี่หรือรอยยิ้มที่จะได้สูบมวนเดียวกัน มือเรียวเอื้อมไปรับมา เขาอาจจะสูบไม่บ่อยแต่ก็ไม่ใช่มือใหม่ นิ้วเรียวยกมวนบุหรี่ขึ้นแตะริมฝีปาก สูดเข้าอย่างช้า ๆ แล้วพ่นควันสีขาวออกมาเป็นเส้นบางในอากาศ ละอองควันลอยคลออยู่ในแสงไฟจากระเบียงให้บรรยากาศดูนุ่มละมุนและอันตรายในเวลาเดียวกัน เขาหันไปมองชายข้างตัวที่ยังยืนพิงราวระเบียงอยู่ ใบหน้าอีกฝ่ายนิ่งแต่สายตากลับมีบางอย่างที่อ่านไม่ออก
“ฉันเรียกนายว่าน้องเขยได้แล้วสินะ” ทิวาพูดขึ้น น้ำเสียงราบแต่แฝงแววขบขัน แมทธิวขมวดคิ้ว หันมาช้า ๆ
“จริง ๆ แล้วเธอต้องเรียกฉันว่าพี่ชายต่างหาก”
“ได้ยังไง” ทิวาหันไปสบตา “นายแต่งงานกับน้องสาวฉัน ก็ต้องเป็นน้องเขยสิ”
มุมปากของแมทธิวกระตุกขึ้นเพียงนิดเดียว สีหน้าเขาเปลี่ยนเป็นเข้มดวงตาคมจ้องเขม็งเหมือนพยายามอ่านใจคนตรงหน้า
“เธออายุเท่าไหร่ ทิวา”
“ยี่สิบหก” เขาตอบพลางสูบควันอีกครั้ง ร่างสูงหัวเราะในลำคอยกยิ้มมุมปากอีกครั้ง
“งั้นเธอควรเรียกฉันว่าพี่ชายถึงจะถูก ถึงยังไงฉันก็แก่กว่าเธออยู่ดี”
ทิวาส่ายหัวเบา ๆ ไม่อยากต่อปากต่อคำ
“ฉันไม่เถียงกับคนที่ชอบหาข้อได้เปรียบหรอก” เขาพูดพลางพ่นควันอีกครั้งก่อนหันกลับไปมองทะเลที่มืดสนิทเบื้องหน้า แล้วเอ่ยขึ้นเหมือนพูดลอย ๆ
“คืนนี้นายจะฆ่าใครอีกไหม”
“ไม่แน่...” แมทธิวตอบเสียงเรียบ ดวงตายังมองออกไปไกล “ถ้าไม่มีใครเผลอมาเหยียบเท้าฉัน”
ทิวาหันไปมองอีกฝ่าย กระพริบตาปริบ ๆ แล้วกลั้นยิ้ม ‘ผู้ชายคนนี้มันบ้าของจริง’ เขาคิดอย่างเหนื่อยใจ
จู่ ๆ ร่างสูงเหมือนนึกบางอย่างได้ เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกง ยื่นให้อีกฝ่ายโดยไม่อธิบายอะไรก่อน
“ช่วยลิสต์สิ่งที่น้องสาวเธอชอบทำ หรือชอบไปเพิ่มหน่อยสิ ผู้หญิงสมัยนี้จู้จี้จุกจิกน่ารำคาญฉิบหาย”
ทิวาหัวเราะในลำคออย่างอดไม่ได้ ส่ายหัวเบา ๆ ก่อนบี้บุหรี่จนดับแล้วทิ้งลงขยะตรงมุมทางเดิน จากนั้นก็รับโทรศัพท์จากมืออีกฝ่ายมากดเข้าโน้ตแล้วเริ่มพิมพ์ตามที่อีกฝ่ายต้องการ นิ้วเรียวเคลื่อนไปบนหน้าจอในความเงียบ ขณะที่ข้างกายมีเพียงเสียงคลื่นกับกลิ่นบุหรี่ที่ยังลอยคลออยู่ในอากาศ และระยะห่างระหว่างทั้งคู่ ที่ค่อย ๆ สั้นลงจนแทบไม่รู้ตัว
และในขณะที่ทิวากำลังพิมพ์โน้ตอยู่ ข้อความหนึ่งเด้งขึ้นพร้อมภาพที่ทำให้เขาขมวดคิ้วโดยอัตโนมัติ ภาพถ่ายหน้าอกผู้หญิงในชุดลูกไม้สีดำ พร้อมข้อความแนบสั้น ๆ ว่า ‘คืนนี้รู้สึกร้อน’
แมทธิวที่ยืนพิงราวระเบียงอยู่หันมาทันที
“ใครส่งมา”
ทิวาเหลือบตามองอีกฝ่าย แววตาเยือกเย็นแต่แฝงความไม่พอใจ
“แอนนี่… ภรรยาของพอล พี่สะใภ้ฉัน”
“เหรอ” เขาตอบเรียบ เหมือนไม่ได้สะทกสะท้านกับสิ่งที่ได้ยินแม้แต่น้อย ร่างบางหันหน้ามาทางเขาเต็มตัว
“เลิกนอนกับเธอซะ”
แมทธิวกลอกตาเล็กน้อย ก่อนเอ่ยอย่างไม่ทุกข์ร้อน
“มันก็เรื่องปกติไม่ใช่เหรอ”
“แต่นายกำลังจะแต่งงานกับน้องสาวฉันนะ” เสียงของทิวาเริ่มแข็งขึ้น
“เธอก็รู้ดีว่าฉันกับน้องสาวเธอแต่งงานกันเพราะอะไร” เขาพูดต่ออย่างไร้อารมณ์ “ฉันจะเอากับใคร นอนกับใคร มันไม่ใช่เรื่องแปลก”
ทิวาขมวดคิ้วแน่น “แต่พอลรักแอนนี่ ถึงเขาจะไม่แสดงออกก็เถอะ ถึงยังไงนายก็ไม่ควรไปยุ่งกับเธอ”
รอยยิ้มของแมทธิวจางหายไปในทันที ดวงตาเย็นเฉียบ
“เธอเป็นผู้พิทักษ์รักหรือไง... หรือว่ามีประสบการณ์เอง”
ร่างบางชะงักไป
“อะไรนะ” เขาหรี่ตามองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย
“นายต้องเลิกยุ่งกับพี่สะใภ้ฉัน และซื่อสัตย์กับน้องสาวฉันคนเดียว” ทิวาพูดอย่างหนักแน่น ร่างสูงเหยียดยิ้มขณะเอื้อมมือมาหมายจะคว้าโทรศัพท์คืน แต่ทิวาเบี่ยงตัวหลบ มือเรียวกำโทรศัพท์ไว้แน่น
“รับปากสิ ว่านายจะทำตามที่ฉันพูด”
สายตาคมมืดลงในพริบตา ราวกับเสือที่ถูกลูกแมวขู่
“เธอมีเวลาสามวินาที... ที่จะคืนมือถือให้ฉัน” น้ำเสียงเย็นเฉียบ
“รับปากก่อนสิ ว่าจะซื่อสัตย์กับเทียร่า” ทิวายังยืนกรานเสียงสั่นแต่มั่นคง และเพียงเสี้ยววินาทีร่างสูงก็ก้าวเข้ามาดันคนร่างบางชนกำแพงแรงพอให้หัวใจเต้นสะดุด มืออีกข้างยันผนังไว้เหนือศีรษะของอีกฝ่าย
“อย่าท้าฉัน ทิวา”
มือเรียวกำแน่น พยายามไม่สบตาแต่ลมหายใจอุ่นจากคนตรงหน้าไล่ผ่านแก้มจนแทบหายใจไม่ออก
“แน่ใจเหรอ ว่าฉันจะเอาคืนไม่ได้” น้ำเสียงของชายหนุ่มต่ำจนแทบกลายเป็นเสียงกระซิบ
“ฉันจะคืนให้... หลังจากที่นายรับปาก” คำตอบนั้นทำให้ร่างสูงขมวดคิ้วขยับหน้าเข้ามาใกล้อีกเพียงนิดเดียว ใกล้จนปลายจมูกแทบเฉียดแก้มคนร่างเล็ก ทิวาเม้มปากแน่นหลับตาปี๋ หัวใจเต้นแรงจนแทบระเบิด มือหนาไล้จากขอบกรามอย่างแผ่วเบา ลงมาตามลำคอจนผิวแสบร้อนวูบตามแรงสัมผัส นิ้วเรียวลากลงสู่แผ่นอกอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเลื่อนต่ำลงจนทิวาสะดุ้งแล้วลืมตาขึ้นมาทันที แววตาคู่ตรงหน้าคมกล้าและอันตรายอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน หัวใจเต้นเร็วขึ้นจนแทบไม่แน่ใจว่าตัวเองยังยืนอยู่ได้อย่างไร เขาเพิ่งต่อว่าอีกฝ่ายเรื่องไม่ซื่อสัตย์กับน้องสาวตัวเอง แต่ในวินาทีนั้นคนที่ไม่ซื่อสัตย์กลับเป็นเขาเองเพราะแว้บหนึ่งในหัวก็เผลอหวังว่าคนตรงหน้าจะก้มลงมามอบจูบเร่าร้อนนั้นให้จริง ๆ แต่แทนที่จะเป็นไปตามที่คาดหวัง แมทธิวกลับหยุดแล้วยื่นมืออ้อมไปด้านหลัง ดึงโทรศัพท์ออกจากมือเรียวอย่างง่ายดาย จากนั้นก็ถอยหลังออกหนึ่งก้าว
“...”
ริมฝีปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปโดยไม่พูดสักคำ ทิวายืนอยู่นิ่งใบหน้าแดงก่ำ หัวใจเต้นถี่ไม่ต่างจากตอนเมา เสียงคลื่นยังคงดังอยู่ไกล ๆ แต่ตอนนี้สิ่งเดียวที่ดังอยู่ในอกคือเสียงหัวใจของเขาเอง