Chapter 12
แมทธิวผลักประตูห้องตัวเองเข้ามา ความร้อนรุ่มลามใต้ผิว หนังตาหนักด้วยภาพริมฝีปากอมชมพูของร่างบางที่วนซ้ำในหัว ภาพนั้นเกือบทำเขาหลุดควบคุม ความจริงแล้วเขาไม่เคยมีใครเป็นตัวเป็นตน ไม่เคยสัมผัสคำว่ารักเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่ตอนนี้บางอย่างกำลังกัดกินจากข้างใน มือหนาสั่นตอนเทวิสกี้จนหกเต็มโต๊ะก่อนยกขึ้นรวดเดียวจนหมด ความขมไหลผ่านคอพร้อมความคิดที่ไม่ควรคิด อยากสอดมือเข้าท้ายทอยบอบบางนั้น กดร่างลงกับผ้าปูเตียงเย็น ๆ แล้วค่อย ๆ ลิ้มรสทุกตารางนิ้ว แน่นอนมันเป็นแค่ความคิดแต่เพียงเท่านี้ก็ทำให้ปลายประสาทร้อนวาบไปทั้งตัว
ความคิดลามไปถึงขั้นอยากฉีกสัญญาหมั้นกับเทียร่าตอนนี้เลย ถึงแม้ว่าจะต้องปะทะกับคารูโซแค่ไหน เขาก็ไม่เคยกลัวหากต้องแลกเพื่อได้ทิวา ต่อให้มีปืนจ่อขมับก็พร้อม
ปลายลิ้นแตะริมฝีปากอย่างคนหิวกระหาย ก่อนเสียงปิดประตูดังปังจากชั้นล่างจะดึงเขาออกจากภวังค์ เมื่อเขาก้าวออกจากห้องไปชะเง้อดูก็เห็นแผ่นหลังทิวาตรงไปห้องนั่งเล่น เส้นไหล่สะท้อนแสง เขากลืนน้ำลายความร้อนพุ่งลงท้องน้อยและมันเริ่มควบคุมยาก
“เชี่ยเอ๊ย” เขาสบถต่ำ ๆ เมื่อรู้สึกว่าไอ้นั่นที่อยู่ใต้กางเกงเริ่มแข็ง ต้องหาทางระบายก่อนสติจะแตก ถ้าไม่ได้ไปเอากับใคร ก็คงต้องไปหาเรื่องชกต่อยกับใครสักคน และแน่นอนว่าตอนนี้แบบหลังมันง่ายกว่า
ร่างสูงเร่งฝีเท้าลงบันได สายตาเหลือบเห็นพอลหัวเราะกับลูกพี่ลูกน้องอยู่ที่หน้าบาร์ ริมฝีปากเขายิ้มราวกับมีแผนบางอย่างในหัว ก่อนจะล้วงมือเขากางเกงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วส่งรูปที่แอนนี่เพิ่งส่งมาพร้อมกับคำเชิญชวนชัดเจน ทั้งที่ไม่ได้เจอกับเธอมาเป็นปีแต่พอเดาได้ว่าทำไมเธอทักมาในคืนแบบนี้ อาจเป็นเพราะพอลมือเจ็บเลยไม่สามารถทำให้เธอไปถึงจุดสุดยอดก็เป็นไปได้
หลังจากที่แมทธิวกดส่งข้อความยั่วโมโหพอลไป เขาทรุดนั่งข้างโลเรนโซที่คุยเรื่องแข่งม้ากันอย่างเพลิดเพลิน เขาเทวิสกี้อีกแก้ว ยกซดรวดเดียวราวเตรียมพร้อมสิ่งที่จะเกิดขึ้น
และมันก็เกิดในครู่ต่อมา พอลหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู หน้าเขาถอดสีความตึงเครียดพุ่งชนทั้งห้อง
“พอล!” เสียงผู้คนเรียกเขา เมื่อเห็นเขาลุกพรวดขึ้นพร้อมกับใบหน้าที่แดงก่ำ จากนั้นก็คว้าขวดเหล้าที่ตกอยู่ข้าง ๆ มือกำแน่นก่อนจะเดินตรงไปหาแมทธิวที่นั่งหันหลังอยู่ แล้วฟาดลงบนศรีษะชายหนุ่มเต็มแรง
เสียงแตก เพล้ง! ดังลั่น เศษแก้วกระจายเป็นสายฝนคม ๆ เลือดสีเข้มไหลจากไรผมลงซอกคอเป็นทางร้อนวาบ แมทธิวผงะเล็กน้อย แต่ยังนั่งนิ่งกว่าที่ควรจะเป็น เขาช้อนตาขึ้นช้า ๆ มุมปากยกยิ้มบางเหมือนคนเห็นหมากบนกระดานเดินตามแผน
“ค่อยยังชั่ว” เสียงกระซิบต่ำ รอยยิ้มแบบได้ดั่งใจแต่ทำให้ควันโทสะของพอลลุกพรึ่บขึ้นอีกขั้น เขาไม่รอให้ฝ่ายตรงข้ามตั้งหลัก หมัดแรกพุ่งใส่โหนกแก้มซ้ายเสียงทึบ หมัดสองซัดตามเข้ามาที่ปาก เสียงกระแทกดังสะท้อนโถงห้องจนเก้าอี้ใกล้ ๆ สั่นคลอน เลือดแตกแต้มมุมปากแมทธิวเพิ่มอีกหนึ่งทาง คราวนี้เขาค่อยขยับลุกแล้วจู่โจม สวนกลับด้วยหมัดหนักใส่สีข้างพอลจนตัวงอ ตามด้วยหมัดตรงทะลุขึ้นคางอย่างแม่นยำ เศษแก้วยังพร่างพรายบนไหล่เขาแต่เจ้าตัวไม่แม้แต่ปัดออก สองคนฟัดกันดุเดือด เสียงหมัดปะทะเนื้อดังรัว เหมือนเปิดวาล์วระบายแค้นที่อัดแน่นมานาน
ดอนนาร์โกกับลุง ๆ ของแมทธิวเพียงยืนมอง ไม่ขยับ แววตาเย็นเฉียบทิ้งให้ทั้งสองปะทะกันเอง โลเรนโซพุ่งเข้าหาในที่สุด จับช่วงต้นแขนแมทธิวกระชากออกอย่างแรง และหยุดแรงหมัดของพอลไว้ได้พอดีกับวินาทีที่อีกฝ่ายจะซัดซ้ำ ร่างสูงหอบสั้น ๆ เลือดซึมจากมุมปากและไรผม เขาปาดเลือดออกด้วยหลังมือ ถุยคาวเลือดลงพื้นเบา ๆ ก่อนยิ้มในคอ
“แม่ง…สะใจฉิบหาย” เสียงแหบพร่า พอพูดจบเขาก็หมุนตัวเดินออกไปทั้ง ๆ ที่เลือดยังไหลเป็นทางแต่ไม่คิดจะเอามือห้ามแม้แต่น้อย ปล่อยให้คราบแดงไล้ลงตามแนวคอและกระดูกไหปลาร้าราวประกาศชัยอย่างเฉยชา
เสียงหัวเราะแหลมของคุณย่าดังขึ้นจากฝั่งโซฟา
“นึกว่าคืนนี้จะไม่มีอะไรให้ดูซะแล้วสิ” เธอยกชาอุ่น ๆ ขึ้นจิบอย่างเพลิดเพลินเหมือนกำลังดูละครฉากเด็ด เทียร่าที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็แค่เอานิ้วม้วนผมเล่นราวกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติมาก ๆ
ลูก้าเข้าไปพะยุงพอลที่ทรุดนั่งครึ่งตัวครึ่งโซฟา เสื้อเชิ้ตเปื้อนเลือดและเศษแก้วติดขอบแขนเสื้อ เสี้ยวหน้าเขียวคล้ำขึ้นอย่างรวดเร็ว
“หมดสภาพ” ลูก้าพึมพำเบา ๆ ก่อนจะกวาดตามองไปรอบ ๆ ผู้คนต่างก็เดินแยกตัวไปจากตรงนั้นจนหมด
“เดี๋ยวฉันไปเรียกทิวามาให้ละกัน” ลูก้าพูดแล้วก็เดินออกจากประตูไป
ผ่านไปเพียงไม่นาน เสียงฝีเท้าหนึ่งก็ตรงเข้ามา
“พอล!” เสียงทิวาดังขึ้นเมื่อเห็นสภาพพี่ชาย เขาคุกเข่าลงข้างโซฟา มือประคองต้นคอและหัวไหล่พี่ชายให้ทรงตัว นัยน์ตากวาดเช็กแผลไล่จากหน้าผากลงมาถึงไหปลาร้าอย่างฉับไว
“ค่อย ๆ นั่ง” น้ำเสียงเขาพยายามคงที่ แม้มือจะสั่นนิด ๆ จากนั้นสายตาก็ไปหยุดที่กล่องปฐมพยาบาลบนชั้นวางใกล้เคาน์เตอร์ ก่อนเดินไปหยิบมาแล้วเปิดฝากล่อง ซองสำลี แอลกอฮอล์ ผ้าก๊อซ ทุกอย่างถูกดึงออกมาวางเรียงเป็นลำดับ เขาชุบสำลีแตะแอลกอฮอล์ แล้วก้มเข้าไปใกล้
“อยู่นิ่ง ๆ สิพอล” น้ำเสียงเบา ๆ แต่เด็ดขาด พอลขมวดคิ้ว ขากรรไกรขบแน่น
“เชี่ย… ทิวา เจ็บเว้ย”
ทิวาหยุดชะงักแค่เสี้ยววินาทีเพื่อสบตา
“พี่ต่อยเขาด้วยมือข้างที่เจ็บได้ แต่ทนแอลกอฮอล์แค่นี้ไม่ได้เหรอ” เขาพูดเรียบ ๆ แล้วแตะสำลีอย่างระวัง แล้วก็เปลี่ยนสำลีใหม่ทันทีเมื่อเห็นเลือดซึมเต็มแผ่น
กลิ่นแอลกอฮอล์ตีจมูกปนคาวเลือด เสียงคลื่นจากนอกหน้าต่างแทรกเข้ามาเหมือนจังหวะเต้นหัวใจของทั้งห้องค่อย ๆ ช้าลงตามมือของทิวาที่ทำงานอย่างใจเย็น จากโหนกแก้ม มุมปาก จนถึงแผลถลอกตามไหล่
“รอยนี้โดนอะไรมา”
“รอยเก้าอี้”
ทิวาเบิกตากว้าง “โดนเก้าอี้ฟาดด้วยเหรอ!?”
พอลยักไหล่ “เออ หลังจากที่ฉันฟาดมันก่อนนะ ไอ้ห่านั่น”
ทิวาถอนหายใจ เห็นท่าทีแล้วก็เดาได้ว่าสาเหตุคืออะไร
“เรื่องแอนนี่ใช่ไหม” ความเงียบหนาแน่นแทนคำตอบ “พวกพี่นอกใจกันไปมาแบบนี้ คิดว่าความสัมพันธ์มันจะดีขึ้นเหรอ”
พอลเงยหน้าสายตาแข็ง “ฉันรักแอนนี่ ทิวา”
“บางที…รักมันก็ไม่พอหรอกนะพอล”
“แน่นอนว่ารักไม่พอ” พอลตอบด้วยสีหน้าจริงจังจนทิวาคิดว่าจะได้คุยกันแบบมีสาระเสียที แต่จากนั้นพอลก็อ้าปากพูดต่อ “ต้องมีเซ็กส์ดี ๆ ด้วย”
ร่างบางถอนหายใจ พอลหัวเราะขึ้นเสียงดัง
“แกเป็นน้องชายที่ดีนะทิวา… มากอดทีสิ”
“ไม่เอา เลือดเต็มตัวขนาดนี้”
“กอดหน่อยสิ ฉันอยากได้กำลังใจ” พอลยื่นแขนที่เปื้อนเลือดออกไป
“พอล อย่า—” ยังไม่ทันจบ ร่างบางก็ถูกรวบกอดแน่นเหมือนตุ๊กตาหมี
“ปล่อยสิ!” ทิวาพยายามดิ้น แต่ก็ถูกอีกฝ่ายรัดแน่น ก่อนที่พอลจะชะงักแล้วสบถเบา ๆ
“เชี่ย!”
“อะไร”
“กระดูกคงร้าวมั้ง”
ทิวาขมวดคิ้ว รีบผละออกพอดีกับที่ดอนนาร์โกผลักประตูเดินเข้ามา สายตาคมเหลือบมองไปที่กล่องปฐมพยาบาลข้าง ๆ แล้วปลายตาดุใส่ทิวา
“อย่าเอาแต่โอ๋มัน แค่นี้มันไม่ตายหรอก” แล้วปรายมองลูกชายคนโต
“สภาพหมาไม่แดก”
พอลหัวเราะ “ขอบคุณครับปาป้า”
ผู้เป็นพ่อส่ายหน้า “ขึ้นไปพักซะทิวา ปล่อยมันไว้อย่างนี้แหละ”
ทิวาไม่ทันได้ตอบ พ่อก็หายออกไปอีกทาง เขาค่อย ๆ เก็บกล่องยาเรียบร้อยมองรอยยิ้มเจื่อน ๆ ของพี่ชายพร้อมกับดวงตาที่ค่อย ๆ ปิด แล้วถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินออกไป ปล่อยให้เสียงคลื่นยามค่ำคืนกลบความวุ่นวาย
แสงไฟส้มบนทางเดินทอดเงายาวบนพื้นหินอ่อน ทิวาหยุดหน้าประตูห้องสูดลมหายใจลึกเหมือนชั่งใจ ก่อนบิดลูกบิดเข้าไปเงียบ ๆ เขาทิ้งตัวลงบนเตียง ปล่อยแรงทั้งหมดให้จมหายไปกับผ้าปูสีขาว แสงจากทางเดินลอดเข้ามาเป็นเส้นบางบนเพดาน ดวงตาเขาเหม่อว่าง ไม่รู้ว่ากำลังคิดถึงอะไรหรือแค่พยายามไม่คิดอะไรเลย
‘ตอนนี้คนคนนั้นจะเป็นยังไงบ้างนะ คงเจ็บไม่น้อย ลองนึกถึงภาพเลือดที่มุมปาก ร่างสูงในเชิ้ตดำที่ยังยืนนิ่ง ทั้งที่โดนต่อยเต็มแรงขนาดนั้นใครจะดูแลเขากันนะ โนอาห์เหรอ แต่คงไม่ใช่เทียร่าแน่ ๆ ’
มือเรียวสะดุดกับวัตถุเย็นในกระเป๋าเสื้อ เขาหยิบขึ้นมาดู ไฟแช็กซิปโปสีเงินสลักโพดำที่เก็บได้ตอนเดินขึ้นบันได
“ของนายสินะ…แมทธิว” ทิวาพึมพำก่อนจุดเปลวไฟลุกวาบ เสียงคลิกโลหะดังชัด แสงส้มสะท้อนในดวงตาคล้ายคืนนั้นที่ลมหายใจของอีกฝ่ายเคยเฉียดใกล้ เขาหลับตาภาพปลายนิ้วเรียวของชายร่างสูงที่ไล้สันกราม ลากช้าลงตามลำคอถึงอก ผิวเขาช็อตวาบ หัวใจเต้นแรงจนต้องรีบปิดไฟแช็ก วางไว้ข้างหมอนพยายามข่มตาเพื่อไม่ให้คิดเกินเลยแต่ถึงจะทำแบบนั้นรอยยิ้มนั้นก็ไม่ยอมดับไปง่าย ๆ
เช้าวันถัดมา
แสงยามรุ่งสางลอดม่านบาง เสียงคลื่นกระทบฝั่งแทนนาฬิกาปลุก กลิ่นทะเลจาง ๆ ยังอ้อยอิ่งอบอวลในห้อง ทิวาลืมตาช้า ๆ แทบไม่ได้นอนเพราะทุกครั้งที่หลับตาภาพของคู่หมั้นน้องสาวก็ย้อนมา เขาถอนใจดันตัวเองลุกขึ้น แสงเช้าสะท้อนบนไฟแช็กข้างหมอน เหมือนย้ำว่าเมื่อคืนไม่ใช่ฝัน จากนั้นเขาก็เดินไปหยิบเสื้อคลุมแล้วก็เดินออกจากห้องไป
ชายหาดเงียบสงบ คลื่นขาวซัดเข้าฝั่งเป็นจังหวะ ลมพัดปลายผมให้ปลิว ทิวาเดินช้า ๆ ตามแนวทรายเปียก รอยเท้าถูกคลื่นกลืนหายทันที ดวงอาทิตย์สีส้มอ่อนโผล่พ้นขอบฟ้าแสงสะท้อนผืนน้ำเป็นประกายราวผ้าคลุมทอง เขายกมือแตะแสงนั้นโดยไม่รู้ตัวและในขณะนั้นเองเสียงฝีเท้าวิ่งเหยาะ ๆ ดังจากด้านหลัง
“เฮ้! ทิวา!” ลูก้าในเสื้อยืดขาวกางเกงวอร์มวิ่งเข้ามา ยิ้มกว้าง
“ทำไมตื่นเช้าจังวะ”
“ไม่ได้นอนมากกว่า”
ลูก้าสูดอากาศเข้าเต็มปอด “อากาศดีเป็นบ้า สดชื่นฉิบหาย”
“ถ้าไม่แฮงค์กว่านี้ก็คงดี” ทิวายิ้มบาง
“วิ่งแข่งกันไหม” ลูก้าชวน
“วิ่งได้นะ… ถ้าฉันอายุห้าขวบ”
“พูดอย่างกับตัวเองแก่”
“แต่ก็ไม่วิ่งดีกว่า มีแต่เปลือกหอย เดี๋ยวจะบาดเท้าเอา”
ลูก้ายู่ปากเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ ทั้งคู่หัวเราะกันคิกกัก เสียงคลอไปกับคลื่น รอยยิ้มลูก้าแผ่วลงเมื่อเขาพยักพเยิดไปทางคฤหาสน์บนเนิน
“พ่อแก…ตื่นเช้าจังวะ”
ทิวาเงยมองดอนนาร์โกยืนตรงเฉลียง แขนไขว้หลัง มองลงมาอย่างนิ่งขรึม ลูก้ายกมือลูบท้ายทอยอย่างเกร็ง ๆ
“งั้นกลับกันไหม เดี๋ยวโดนดุ”
ทิวายกมุมปาก
“อืม… กลับก็ได้”
เมื่อกลับถึงบ้านพัก เสียงคลื่นยังแผ่วเหมือนเดิม แต่หัวใจของทิวากลับเต้นแรงกว่าทุกสิ่ง เขายกมือปาดเหงื่อ พยายามควบคุมลมหายใจ ทว่าดวงตากลับหยุดลงตรงร่างสูงที่ยืนอยู่บริเวณหัวบันไดโดยไม่ตั้งใจ แมทธิวอยู่ในเสื้อกล้ามสีขาวเรียบง่าย แต่กลับดูแพงราวภาพในนิตยสาร เส้นสายของร่างกายแน่นพอดีจนทิวาเผลอกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว ชายหนุ่มปรายตามองเขาเพียงเสี้ยววินาทีแววตานิ่งและคมพอจะตรึงให้คนทั้งคนหยุดหายใจ บนใบหน้าคมนั้นไม่มีร่องรอยจากการต่อสู้เมื่อคืน เขายังคงดูสงบ อันตราย และเยือกเย็นในเวลาเดียวกัน
“ทิวา มานี่สิ” เสียงของดอนนาร์โกดังขึ้นจากเฉลียง ดึงเขาออกจากภวังค์ ทิวาถอนหายใจยาว ก้าวขึ้นบันไดไม้ทีละขั้น ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินเข้าใกล้สายไฟแรงสูงและยิ่งเข้าใกล้แมทธิวมากเท่าไร ผิวที่เปียกเหงื่อก็ยิ่งร้อนระอุขึ้นเรื่อย ๆ