Chapter 7
ค่ำคืนใต้แสงจันทร์ยังคงคึกคื้น ทิวาแยกตัวออกจากวงสนุกของเหล่าญาติ มานั่งข้างคุณย่าที่กำลังลูบหัวเจ้าคลีโอ แมวเปอร์เซียสีขาวตัวอ้วนซึ่งนอนขดอยู่บนตัก สีหน้าของทิวาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อสายตาเผลอไปจับจ้องแหวนวงเล็กที่นิ้วนางข้างซ้าย นิ้วเรียวแตะมันเบา ๆ เหมือนต้องการยืนยันกับตัวเองว่าสิ่งนั้นยังอยู่ที่เดิม
“เป็นอะไรไป ไม่มีความสุขเหรอ” เสียงของคุณย่าเอ่ยขึ้นอย่างอ่อนโยน ร่างบางสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะละสายตาจากแหวนแล้วหันไปสบตาท่านพร้อมรอยยิ้มบาง
“เปล่าครับ ผมสบายดี”
“หลานโกหกไม่เก่งเลยนะ…ธีโอดอร์” ท่านพูดพลางยื่นมือมาแตะศีรษะเบา ๆ ราวกับจะปลอบโยน ทิวาเม้มริมฝีปากแน่นแต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรออกไป เพราะไม่รู้จะตอบอย่างไรดี หรืออาจเพราะไม่อยากยอมรับความจริงกับใครแม้แต่ตัวเอง
“ปัญหาเล็ก ๆ มันก็ดูยิ่งใหญ่เสมอสำหรับคนหนุ่มสาว” เสียงคุณย่าฟังดูเศร้าอย่างประหลาด
“แต่สุดท้ายแล้วเราจะได้อะไรรู้ไหม... ก็ไม่ได้อะไรเลย นอกจากเสียเวลาไปกับสิ่งที่เราไม่สามารถเปลี่ยนมันได้”
คลีโอกระโดดลงจากตักแล้วเดินหนีหายไปตรงพุ่มไม้ราวกับได้ยินเสียงเหยื่อ และในขณะนั้นเองคุณย่าก็ยันโต๊ะลุกขึ้นยืนอย่างช้า ๆ
“ฉันจะไปนอนแล้วนะ”
“ราตรีสวัสดิ์ครับ คุณย่า”
คุณย่าหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับมามองหลานชายอีกครั้ง
“รู้ไหมว่าเวลามีทุกข์ต้องทำยังไง”
ทิวาชะงักไปเล็กน้อย อยากปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นทุกข์อะไร แต่ก็เลือกที่จะถามกลับอย่างไม่เข้าใจ
“ยังไงเหรอครับ”
“ทำอะไรที่มันตื่นเต้นหน่อย” ท่านเว้นช่วงแล้วพูดต่ออย่างขำ ๆ “อย่างเช่น…สูบบุหรี่กับหนุ่ม ๆ ก็ได้”
คุณย่ายิ้มให้ก่อนจะเดินจากไป ทิวาเผลอยิ้มตาม ก่อนจะพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง
“หนุ่มหล่อเหรอ…” แต่หางตากลับเหลือบไปยังร่างสูงที่กำลังหัวเราะกับพ่อของเขาอยู่ตรงอีกฟาก และเพียงเท่านั้นเสียงถอนหายใจก็หลุดออกมาโดยไม่รู้ตัว ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปในตัวบ้าน
เดินผ่านกลุ่มแม่และบรรดาป้าที่กำลังคุยกันเรื่องงานแต่งงานอย่างออกรส แต่เสียงพูดคุยเหล่านั้นกลับกลายเป็นเสียงน่ารำคาญที่กัดกินใจขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้ายเขาเลือกจะหลบมาอยู่ในห้องสมุด เปิดเพลงคลอเบา ๆ จุดเทียนหอมกลิ่นลาเวนเดอร์ แล้วทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้พับ หยิบหนังสือขึ้นมาเปิดแต่กลับไม่ได้อ่านแม้แต่บรรทัดเดียว เพราะสายตาเหม่อจ้องไปยังประตูทางเข้าราวกับกำลังรอใครบางคน แต่แล้วสิ่งที่คาดหวังก็เกิดขึ้น
เสียงเปิดประตูดังขึ้นเบา ๆ เหมือนถูกต้องมนตร์ ร่างบางสะดุ้งเล็กน้อย กระพริบตาถี่ ๆ และร่างของคนที่เขาเผลอคิดถึงก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า สายตาเย็นชาของร่างสูงหยุดลงทันทีเมื่อได้สบเข้ากับดวงตาของทิวา
ถึงแม้จิตใต้สำนึกของทิวาจะรู้ดีว่ารออีกฝ่ายอยู่ แต่ความจริงก็คือแมทธิวคงไม่ได้สนใจจะยุ่งกับเขา และเขาเองก็ไม่ได้อยากจะเข้าไปยุ่งกับคนคนนั้นเช่นกัน
“ทำไมไม่อยู่ที่ปาร์ตี้ข้างนอก” น้ำเสียงเรียบเย็นเอ่ยถาม
“แล้วนายล่ะ” ทิวาถามกลับด้วยน้ำเสียงไม่ต่างกัน
ร่างสูงไม่ตอบ เขาเพียงเดินออกไปยังมินิบาร์ด้านนอก แล้วเปิดขวดวิสกี้ก่อนจะเดินกลับมาพร้อมแก้วในมือแล้วทิ้งตัวนั่งลงบนขอบหน้าต่าง เสื้อเชิ้ตบางเผยให้เห็นหน้าท้องแข็งแรงเป็นลอนกล้าม เขาหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาเปิดดูอย่างผ่าน ๆ ราวกับไม่ได้สนใจมันจริง ๆ ในขณะที่ทิวายกหนังสือขึ้นบังหน้า แต่สายตากลับแอบชำเลืองมองร่างสูงตรงหน้า
‘หน้าตาก็ดีแต่ทำไมนิสัยถึงได้แย่ขนาดนี้นะ’ เขาคิดพลางเหลือบสายตาลงไปยังข้อนิ้วที่ขึ้นรอยแดงจาง ๆ รอยที่ดูเหมือนจะเพิ่งผ่านการต่อสู้หรือฟัดกับใครมา ผมที่เซตเนี้ยบ เสื้อผ้าที่ไร้ที่ติ ทุกอย่างในตัวผู้ชายคนนี้ดูสมบูรณ์แบบจนน่าหมั่นไส้
‘ถ้าเขาตื่นมาตอนเช้ายังจะดูเพอร์เฟ็กต์แบบนี้ไหมนะ’ ความคิดนั้นทำให้มุมปากบางกระตุกขึ้นโดยไม่รู้ตัว แมทธิววางหนังสือลง ยกแก้ววิสกี้ขึ้นดื่มก่อนจะหันควับมามองคนที่รีบหลบสายตาแทบไม่ทัน
“เธอควรรู้จักคำว่ามารยาทแล้วเลิกจ้องคนอื่นได้แล้วนะ”
ทิวากระแอมเบา ๆ ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เพียงจ้องไปยังหนังสือราวกับทำเป็นสนใจทั้ง ๆ ที่จิตใจไม่ได้อยู่ตรงนั้นเลยแม้แต่น้อย มือหนายกวิสกี้ดื่มจนหมดแก้ว ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินตรงเข้ามาหาอีกฝ่าย ก้าวช้า ๆ แต่มั่นคง หัวใจของทิวาเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งชายหนุ่มมาหยุดอยู่ตรงหน้า
ลมหายใจของคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นหยุดชะงักทันทีที่นิ้วโป้งหยาบแตะลงบนแก้มแผ่วเบา ก่อนจะเลื่อนมาจับปลายคางแล้วค่อย ๆ หมุนใบหน้าให้เงยขึ้นสบตากับเขาโดยตรง
“อย่าปล่อยให้ใครตามตื้ออีก” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ดวงตาที่เคยเย็นชาแฝงไว้ด้วยประกายบางอย่าง
“ครั้งหน้าเธอควรรู้จักปฏิเสธบ้าง” มือหนาผละออกช้า ๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก ทิ้งทิวาให้นั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น กับหัวใจที่ยังเต้นไม่เป็นจังหวะ และความรู้สึกบางอย่างที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นตั้งแต่แรก หลังจากแผ่นหลังหนาลับหายไป ทิวาก็พึมพำกับตัวเองเสียงเบา
“จำไว้นะทิวา…เขาเป็นคู่หมั้นของน้องสาว” เสียงถอนหายใจหลุดออกมาพร้อมกับหนังสือที่ถูกวางลงบนโต๊ะ และความรู้สึกบางอย่างที่ไม่ยอมเงียบเสียที
เช้าวันหยุด
แสงแดดยามเช้าสาดลอดผ่านบานหน้าต่างกระจกเข้ามาในคฤหาสน์คารูโซ เสียงนาฬิกาโบราณที่แขวนอยู่กลางโถงดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ทิวาเดินลงบันไดมาอย่างเงียบงันในชุดเรียบง่าย เสื้อเชิ้ตสีครีมกับกางเกงผ้าบางเบา เขาไม่ได้ตั้งใจจะแต่งตัวหรูหราในวันหยุดเช่นนี้ เพราะวันนี้ไม่มีงาน และไม่มีอะไรที่เขาอยากเจอเป็นพิเศษ
เมื่อก้าวเข้ามาในห้องอาหาร กลิ่นกาแฟและขนมปังอบใหม่ลอยอวลทั่วห้อง บนโต๊ะยาวมีดอนนาร์โกนั่งอยู่หัวโต๊ะในสูทเช้าสีเข้มเช่นเคย ข้าง ๆ คือมาดอนน่าที่กำลังตักซุปเข้าปากด้วยท่าทีเรียบสงบ ส่วนเทียร่านั่งไขว่ห้างอยู่ปลายโต๊ะ มือข้างหนึ่งถือโทรศัพท์ อีกมือควงช้อนคนซุปช้า ๆ อย่างไม่ใส่ใจสิ่งรอบตัว
“อรุณสวัสดิ์ครับ” ทิวาเอ่ยเบา ๆ พลางนั่งลงตรงเก้าอี้ฝั่งซ้ายของโต๊ะ คนใช้รีบก้าวเข้ามาเสิร์ฟอาหารเช้าให้พร้อมรอยยิ้มประจำหน้าที่ แต่เสียงเรียบเข้มของผู้เป็นพ่อก็ดังขึ้นพอดี
“ช่วงนี้แกต้องจัดการงานที่บริษัทหน่อยนะ พอลคงต้องพักอีกสักระยะ”
ช้อนในมือเรียวชะงักเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับผู้เป็นพ่อ ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาทันทีคือ
‘แบบนี้เองสินะพ่อถึงให้แมทธิวเข้ามายุ่งกับงานของผม’
แต่แทนที่ทิวาจะเอ่ยถามให้แน่ใจ เขากลับเพียงพยักหน้ารับอย่างเรียบร้อย
“ครับพ่อ” เสียงตอบเบานั้นแทบกลืนไปกับเสียงช้อนกระทบถ้วย มาดอนน่ามองลูกชายด้วยแววตาอ่อนโยนแต่ไม่ได้พูดอะไร ส่วนดอนนาร์โกยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ ก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงอำนาจ
“อีกสองวันเราต้องไปเยี่ยมญาติที่ต่างเมือง พาครอบครัวเรากับโมเร็ตติได้พบปะกัน ก่อนถึงวันแต่งงานควรให้ญาติผู้ใหญ่ได้เจอกันไว้ก่อน”
คำพูดนั้นจบลงพร้อมเสียงวางแก้วดัง แต่คนที่ดอนหมายถึงกลับยังคงก้มหน้าดูโทรศัพท์อยู่เหมือนไม่ได้ยินอะไรเลย เทียร่าตักซุปเข้าปากอย่างใจลอย ก่อนเขี่ยช้อนในถ้วยเล่นราวกับเรื่องทั้งหมดไม่เกี่ยวข้องกับเธอ
“เทียร่า” ดอนนาร์โกเอ่ยเสียงต่ำ ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงปลายนิ้วเรียวที่เลื่อนหน้าจอโทรศัพท์ไปมา
“ฉันพูดอยู่ แกได้ยินไหม?”
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นอย่างเชื่องช้า สีหน้าไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย ก่อนจะเอ่ยตอบเรียบ ๆ
“ได้ยินค่ะ ปาป้า” เธอตักซุปเข้าปากคำสุดท้าย แล้ววางช้อนลงอย่างไม่รีบร้อน “เดี๋ยวหนูออกไปทำรายงานกับเพื่อนนะคะ เพื่อนจะมารับ”
ยังไม่ทันให้ผู้เป็นพ่อพูดอะไรต่อ เธอก็ลุกขึ้นอย่างสง่างามแล้วเดินจากไป เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นหินอ่อนจนลับหายไปบนขั้นบันได ทิวาเม้มริมฝีปากแน่นเขาก้มหน้าตักซุปในถ้วยเงียบ ๆ เพราะรู้ดีว่าต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น
“ทิวา แกสั่งสอนน้องยังไง ถึงได้ก้าวร้าวกับฉันไม่เว้นแต่ละวัน!” เสียงของดอนนาร์โกดังขึ้นกะทันหันจนคนใช้ที่อยู่ปลายห้องสะดุ้ง ทิวายังคงก้มหน้า ไม่ตอบ ไม่กล้าสบตา ชายผู้เป็นประมุขของบ้านลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้อย่างหัวเสีย เสียงเก้าอี้ขูดกับพื้นดังสะท้อนทั่วห้องอาหาร เขาโยนผ้าเช็ดปากลงบนโต๊ะก่อนจะเดินออกไปอย่างฉุนเฉียว มาดอนน่ามองตามร่างสามีไปจนลับ ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ แล้วหันมาทางลูกชายคนกลาง
“อย่าไปใส่ใจพ่อเลยนะทิวา เช้านี้พ่อเขามีเรื่องในใจนิดหน่อย”
ร่างบางเพียงยกยิ้มบางแทนคำตอบ มือคนน้ำซุปในถ้วยเบา ๆ เสียงช้อนกระทบขอบดังคล้ายจังหวะของหัวใจที่ยังไม่สงบจากเรื่องเมื่อคืน และเขารู้ดีว่าไม่ใช่แค่พ่อเท่านั้นที่มีเรื่องในใจ
ช่วงเย็น
เสียงฝนโปรยบาง ๆ เคล้ากับลมยามค่ำคืนขับกล่อมให้ถนนทั้งสายดูนิ่งสงบลงกว่าทุกวัน รถยนต์สีดำมันวาวจอดชิดริมทางหน้าบ้านสองชั้นหลังใหญ่ซึ่งประดับด้วยไฟสว่างไสว เสียงเพลงจังหวะเบา ๆ และเสียงหัวเราะลอดออกมาจากภายในรั้วอย่างอบอุ่น
เอ็นโซ มือขวาคนสนิทของดอนนาร์โก หันมาพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“เที่ยงคืนผมจะมารับนะครับ ซินโญเร”
“ขอบใจนะ” ทิวาตอบสั้น ๆ ก่อนเดินลงจากรถ ละอองฝนเย็นเฉียบกระทบใบหน้า ราวกับช่วยกลบความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งสัปดาห์ เขาดึงสายกระเป๋าพาดไหล่แล้ววิ่งฝ่าฝนไปยังประตูรั้ว ก่อนเสียงคุ้นหูจะดังขึ้น
“ทิวา!” ฟาบิโอ เจ้าของวันเกิดในค่ำคืนนี้ วิ่งออกมาพร้อมรอยยิ้มกว้างและขวดแชมเปญในมือ เขาโผเข้ากอดเพื่อนแน่นจนอีกฝ่ายแทบเซ
“กว่าจะมานะ!!”
“รถติดนิดหน่อย” ทิวาหัวเราะเบา ๆ พลางตบไหล่เพื่อน ทั้งคู่พากันหัวเราะก่อนจะวิ่งเข้าบ้านท่ามกลางสายฝนบาง ๆ กลิ่นพีชจากแชมเปญที่ฟาบิโอถืออยู่ลอยคลุ้งจนเข้าจมูก
ภายในบ้านอบอุ่นกว่าที่คิด แสงไฟสีอำพันจากโคมระย้ากระจายทั่วห้องรับแขก โต๊ะยาวกลางห้องเต็มไปด้วยอาหารและของว่าง เนื้อย่าง สลัด พาสต้า และขวดแชมเปญเรียงรายในถังน้ำแข็ง เสียงเพลงจังหวะ R&B คลอเบา ๆ สร้างบรรยากาศที่ทั้งสนุกและผ่อนคลาย เพื่อนร่วมกลุ่มราวสิบกว่าคนต่างอยู่ในอารมณ์ดี บางคนเต้นอยู่ใกล้โซฟา บางคนกำลังเล่นไพ่ดื่มกันเสียงดังสนั่น
“ฉันบอกแล้วว่างานนี้ไม่มีผู้ใหญ่ ไม่มีใครมาคุม!” ฟาบิโอหัวเราะลั่น “วันนี้แกต้องดื่มกับฉันให้ได้!”
เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบโต๊ะ ทุกคนเริ่มชนแก้ว ทิวาหัวเราะตามแต่ในใจกลับรู้สึกว่างเปล่าอย่างประหลาด เขามองรอบ ๆ ห้อง คนทุกคนดูมีความสุข มีอิสระในแบบของตัวเอง ต่างจากเขาที่เหมือนมีโซ่บาง ๆ ล่ามไว้เสมอ
เสียงเพลงในบ้านดังขึ้นอีกครั้งหลังฝนเริ่มซาลง กลิ่นแอลกอฮอล์ปะปนกลิ่นขนมหวานอบใหม่จนอบอวลไปทั่วห้อง บนพื้นพรมวงกลมตรงกลาง มีเพื่อนกำลังนั่งล้อมกันอยู่ในบรรยากาศคึกคัก เสียงหัวเราะดังสลับกับเสียงชนแก้วเบียร์เป็นระยะ
“โอเค! ถึงเวลาเล่นเกมแล้วพวกแก!” เสียงของจิอันนา สาวร่างเล็กผมสั้นตะโกนขึ้นพลางยกขวดวอดก้าขึ้นสูง
“Truth or Dare! ใครไม่เล่นออกไปตากฝนทันที!”
“โหดขนาดนี้ ใครจะกล้าไม่เล่นล่ะ!” ฟาบิโอหัวเราะ ก่อนหันไปสะกิดทิวา “แกเล่นด้วยกันนะ”
ทิวาหัวเราะเบา ๆ ยกแก้วไวน์ในมือขึ้น “เอาสิ แต่อย่าท้าอะไรบ้า ๆ อีกล่ะ”
เสียงเฮฮาดังขึ้นทั่วห้อง ขวดแก้วเริ่มหมุนกลางวงตามแรงของจิอันนา ทุกคู่สายตาจับจ้องเข็มขวดที่หมุนด้วยจังหวะเมามัน ก่อนมันจะหยุดลงตรงหน้าทิวาเต็ม ๆ
“โอ้โห! เริ่มจากสุดหล่อของงานเลยสิ” ฟาบิโอตะโกนขึ้นพลางตบมือ “Truth หรือ Dare?”
ทิวาเหลือบตามองรอบวง ก่อนยิ้มบาง ๆ
“Truth”
“แหม…ขี้ขลาดนี่นา” เพื่อนอีกคนแซวเสียงดัง จิอันนาหัวเราะร่า
“งั้นคำถามแรก…” เธอทำเสียงลากยาวก่อนหรี่ตา “มีใครในนี้ที่ถ้ามีโอกาส…อยากจูบไหม?” เสียงโห่ดังลั่นทันที บางคนตะโกนชื่อกันขำ ๆ บ้างก็แซวอย่างไม่จริงจัง ทิวายิ้มขำกับคำถามแต่ยังคงนิ่ง
“ข้ามได้ไหม”
“ไม่ได้!” ฟาบิโอพูดสวนทันที “ตอบมา!”
ทิวาเหลือบตามองรอบ ๆ ห้องก่อนยักไหล่
“ไม่มี”
“โกหกแน่ ๆ!” เสียงโห่ดังขึ้นอีกครั้ง “ไม่มีทาง!”
“ไม่จริงอะทิวา แกต้องชอบใครสักคนในนี้แน่ ๆ!”
“ฉันพูดจริง ๆ ไม่มีใครหรอก” ทิวาหัวเราะบาง ๆ
“โอเค ๆ งั้นถึงตาฉันบ้าง!” ฟาบิโอพูดก่อนคว้าขวดหมุนแรงจนเกือบกระเด็นไปโดนเทียนบนโต๊ะ เข็มขวดหมุนวนอยู่พักหนึ่งก่อนจะชะงักและหยุดตรงที่ทิวาอีกครั้ง
“เห็นไหมทิวา!” จิอันนาหัวเราะ “โชคชะตาบอกว่าแกพูดไม่จริง เลยต้องเล่นอีกรอบ!”
“เอาวะ! งั้นคราวนี้ไม่ให้แกเลือก Truth ละนะ ต้อง Dare เท่านั้น!” ฟาบิโอหัวเราะลั่น
“ไม่เอา” ทิวายังพูดไม่ทันจบ เสียงเพื่อน ๆ รอบวงก็ประสานกันขึ้น
“Dare! Dare! Dare!” เสียงตะโกนพร้อมกันดังขึ้นจนไม่อาจปฏิเสธได้ ร่างบางถอนหายใจเบา ๆ
“เอาสิ…Dare”
ฟาบิโอแสยะยิ้มแบบคนเจ้าเล่ห์ “งั้น Dare ของแกคือ…” เขาหยุดเพื่อสร้างจังหวะให้เพื่อน ๆ ตะโกนเรียกร้องก่อนจะพูดออกมาชัดถ้อยชัดคำ
“จูบฉัน” เสียงโห่และเสียงปรบมือระเบิดขึ้นในทันที บางคนตะโกนแซว บางคนเริ่มล้อมวงใกล้เข้ามาเหมือนรอดูฉากเด็ดในหนังรักวัยรุ่น
“เฮ้ย ๆ ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้” ทิวาพยายามปฏิเสธแต่ฟาบิโอเพียงยักไหล่
“ก็แค่เกมทิวา ไม่ต้องคิดมาก”
“แต่เกมแบบนี้มันก็…”
“มันสนุกไง” ฟาบิโอยิ้มกว้างกว่าเดิม “หรือแกกลัว?”
“ใครจะกลัวกันเล่า”
“งั้นก็ทำสิ” ห้องทั้งห้องเงียบลงทันใด มีเพียงเสียงฝนที่ตกลงมาอีกครั้งกับเสียงหัวใจของใครบางคนที่ดังชัดในอกของตัวเอง ฟาบิโอโน้มตัวเข้ามาใกล้จนกลิ่นแอลกอฮอล์และน้ำหอมของเขาผสมกันในอากาศ เสียงหายใจของคนทั้งคู่แทบจะกลืนเป็นจังหวะเดียวกัน เพื่อน ๆ เริ่มนับเสียงดัง
“หนึ่ง…”
“สอง…”
“สาม—!”
ริมฝีปากของฟาบิโอเฉียดผ่านแก้มของทิวาเพียงแผ่วเบาก่อนจะบรรจงจูบเบา ๆ ที่ริมฝีปากนุ่มของอีกฝ่าย เพียงไม่กี่วินาทีทั้งคู่ก็ผละออก และทุกเสียงในห้องก็เหมือนดับวูบลงในวินาทีเดียว
เสียงเพลงสุดท้ายในเพลย์ลิสต์คลอแผ่วลงพร้อมกับเสียงหัวเราะของกลุ่มเพื่อนที่เริ่มทยอยลุกออกจากโต๊ะ อาหารที่เหลืออยู่บนจานบ่งบอกว่างานเลี้ยงคืนนี้ผ่านไปอย่างเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความสุข ฟาบิโอเดินวนไปคุยกับเพื่อนทีละคน ก่อนหันมาหาทิวาที่กำลังช่วยเก็บจานบนโต๊ะอย่างเงียบ ๆ
“ไม่ต้องเก็บหรอก เดี๋ยวให้เด็กมันจัดการ”
“ชินน่ะ” ทิวายิ้มบาง “อยู่บ้านก็ชอบทำเอง”
“แกนี่นิสัยดีเกินจะเป็นคุณหนูตระกูลคารูโซนะ”
“แกก็พูดไปเรื่อย” ทิวาหัวเราะเบา ๆ แต่ในดวงตากลับมีประกายเศร้าแฝงอยู่
หลังจากนั้นไม่นาน ทุกคนก็แยกย้ายกลับบ้านเหลือเพียงกลุ่มเล็ก ๆ ที่ยืนพูดคุยอยู่หน้าประตู ท้องฟ้ายังพรำฝนบาง ๆ เสียงหยดน้ำกระทบหลังคาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แสงไฟจากระเบียงหน้าบ้านสะท้อนบนพื้นหินที่เปียกมันวาว ฟาบิโอหยิบร่มคันเล็กสีเข้มขึ้นมากาง เดินมาส่งทิวาถึงหน้าประตูรั้ว
“แน่ใจนะว่าไม่ให้ฉันไปส่ง”
“อืม เดี๋ยวจะมีคนมารับ”
“คืนนี้ขอบใจนะที่มา งานคงดูน่าเบื่อถ้าไม่มีแก”
“ต้องมาสิ สุขสันต์วันเกิดอีกครั้งนะ ขอให้ปีนี้เป็นปีที่ดี”
ฟาบิโอยิ้มตอบรับเบา ๆ แทนคำของคุณ
“ทิวา…” เขาเรียกชื่ออีกฝ่ายเบา ๆ เหมือนลังเลจะพูดต่อ
“เรื่องเกมเมื่อกี้…ถ้าแกไม่สบายใจ—”
“ไม่เป็นไร” ทิวาตัดบทด้วยน้ำเสียงนุ่ม “ฉันรู้ว่าแกไม่ได้คิดอะไร”
ฟาบิโอยิ้มอีกครั้ง ก่อนพยักหน้าเบา ๆ ราวกับโล่งใจ และในขณะนั้นเองเสียงเครื่องยนต์แว่วมาแต่ไกล ทิวาหันมองตามสัญชาตญาณ ไฟหน้ารถคันหรูส่องลอดม่านฝนมาเป็นแสงสีขาวนวล เสียงเครื่องเงียบลงเมื่อรถเข้ามาจอดอยู่ตรงหน้า
รถคันนี้ไม่ใช่คันที่เอ็นโซขับมารับแน่นอน สีดำด้านสะท้อนแสงไฟเพียงราง ๆ ดูคุ้นตาอย่างประหลาด และเมื่อประตูเปิดออกหัวใจของทิวาก็เหมือนหยุดเต้นไปชั่วขณะ ชายร่างสูงในเชิ้ตสีดำเข้มก้าวออกมาช้า ๆ แสงจากคบไฟหน้ารั้วจับอยู่บนใบหน้าคมสัน ดวงตาสีแซฟไฟร์เย็นจัดราวกับคมมีด
แมทธิวยืนอยู่ท่ามกลางสายฝนที่โปรยลงมาบาง ๆ มือข้างหนึ่งเสียบกระเป๋ากางเกง อีกข้างถือกุญแจรถหลวม ๆ แต่สายตานั้นกลับแน่วแน่จ้องตรงมาที่ทิวาอย่างไม่ละวาง ราวกับโลกทั้งใบถูกบีบให้เหลือเพียงคนตรงหน้า หยาดฝนที่ตกกระทบพื้นดังสม่ำเสมอ กลับกลายเป็นเสียงฉากหลังของความเงียบอันน่ากดดัน ฟาบิโอหันมามองชายแปลกหน้าด้วยสีหน้างุนงง ก่อนกระซิบถามเบา ๆ
“ญาติของแกเหรอ ไม่เคยเห็นหน้า”
“อืม…ก็ประมาณนั้น” ทิวาตอบในลำคอเบา ๆ ก่อนกลืนน้ำลาย ทั้งที่รู้ดีว่าคำว่าญาติฟังดูเหมาะสมเกินไปสำหรับคนที่เขาไม่อยากข้องเกี่ยวด้วยเลยแม้แต่นิด