Chapter 9
ตลอดทางกลับคฤหาสน์ ไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากปากทิวาแม้แต่คำเดียว เขานั่งนิ่งมองละอองฝนที่พร่าผ่านกระจกมาอีกครั้ง ความเงียบภายในรถหนักอึ้ง แมทธิวเองก็ไม่พูดไม่หันมามอง เหมือนทั้งสองต่างติดอยู่ในความคิดของตัวเอง คนร่างบางไม่รู้ว่าอึดอัดเพราะเรื่องไหน เรื่องจูบหรือเรื่องที่ชายคนข้าง ๆ เผาร้านสะดวกซื้อไปต่อหน้าต่อตา เขาเพียงกำสายเข็มขัดแน่นเหมือนกลัวว่าถ้าปล่อยออกมือตัวเองจะสั่นจนคนข้าง ๆ เห็น
ไฟหน้ารถหรูสาดผ่านประตูเหล็กสีดำของตระกูลคารูโซ ก่อนที่มันจะเปิดช้า ๆ ตามระบบอัตโนมัติ รถแล่นเข้าไปจอดอย่างเงียบสนิท ทิวาเปิดประตูโดยไม่รออีกฝ่าย เขารีบก้าวออกจากรถพร้อมเสียงฝนที่เริ่มตกกระทบพื้นหินอีกครั้ง แล้วเดินตรงไปยังตัวบ้านโดยไม่พูดสักคำ
ในห้องทำงานของดอนนาร์โก กลิ่นซิการ์ลอยปนอยู่กับกลิ่นหมึกจากเอกสารบนโต๊ะ เสียงปากกาขูดกระดาษดังแผ่วเบา ก่อนที่ประตูจะถูกผลักเข้ามา
“พ่อครับ” เสียงของทิวาเรียบแต่สั่น เขาไม่เคยกล้าเข้ามาในห้องนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่คืนนี้เขาจะไม่ยอมอีกแล้ว
“มีอะไร” ดอนนาร์โกเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
ทิวากลืนน้ำลาย แล้วพูดรวดเดียวโดยไม่ให้ตัวเองลังเล
“คราวหน้าอย่าให้นายแมทธิวไปรับผม หรืออยู่ใกล้ผมอีกนะครับพ่อ ผมว่าเขาเสียสติไปแล้ว”
“หมายความว่ายังไง”
ริมฝีปากเล็กเม้มแน่น ใจเต้นแรงขึ้นมือเย็นเฉียบ เขากำลังจะอ้าปากอธิบายต่อ แต่ยังไม่ทันจะมีคำใดเอ่ยออกมา ความเย็นวาบก็ไหลจากต้นคอถึงสันหลัง
เสียงผิวปากทุ้มต่ำดังขึ้นจากประตู แมทธิวเดินเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน เหมือนบ้านหลังนี้เป็นของเขาเอง เสื้อนอกพาดอยู่บนแขน มืออีกข้างซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกง สายตาเย็นเฉียบราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
“พอดีเลย” ดอนนาร์โกเอนตัวพิงพนัก “เกิดเรื่องอะไรกัน”
ร่างสูงหยุดอยู่ข้างหลังร่างบาง ใกล้พอให้ลมหายใจอุ่นไหลรินลงบนต้นคออีกฝ่าย
“ไอ้แคชเชียร์นั่นมันจับก้นลูกชายท่าน” เสียงเรียบของแมทธิวไม่มีวี่แววลังเล “ผมก็เลยเผาร้านมันแม่ง...อาจจะเผามันไปด้วย”
ดอนนาร์โกชะงัก สายตาแข็งกร้าว
“ใครมันกล้าจับก้นลูกชายฉัน!”
แมทธิวหัวเราะในลำคอเบา ๆ
“แต่ตอนนี้มันไม่มีตัวตนอีกแล้ว แต่ถ้ามันยังรอดก็นะ”
ทิวานิ่งเหมือนร่างไร้วิญญาณ เขาไม่รู้ว่าคำพูดของเขาไม่มีน้ำหนักเพราะอะไร หรือเพราะในบ้านนี้ ความรุนแรงกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
“ทิวา” เสียงของดอนนาร์โกดังขึ้นอีกครั้งแต่คราวนี้นุ่มกว่าเดิม
“ขึ้นห้องไป ฉันจะคุยกับสเปด”
“แต่พ่อ—”
“ไป”
ทิวารู้ว่าพูดต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ เขาเพียงถอนหายใจแผ่ว ๆ ก่อนจะหมุนตัวออก แต่กลับลืมไปว่าอีกฝ่ายยืนชิดอยู่ด้านหลัง ร่างบางชนเข้ากับอกแข็ง ๆ ของอีกฝ่ายอย่างจัง มือเล็กรีบยันอกเพื่อทรงตัว ความร้อนจากร่างนั้นทะลุผ่านเสื้อเชิ้ตจนถึงปลายนิ้ว หัวใจเต้นแรงเสียจนต้องถอยออกหนึ่งก้าว
“เธอนี่มันซุ่มซ่ามจริง ๆ” ชายหนุ่มพูดเสียงเรียบ แววตานิ่งแต่ข้างในกลับวาวแปลก ๆ
ทิวาขมวดคิ้วขึ้นอย่างไม่ยอม
“ที่ก็ออกจะกว้าง จะมายืนใกล้ทำไม”
แมทธิวหัวเราะแผ่วในลำคอ แล้วคว้ามือของทิวาไว้แน่นก่อนจะลากออกจากห้องโดยไม่พูดอะไรสักคำ ตามด้วยเสียงปิดประตูดังปัง! ทิวายู่หน้าเล็กน้อย มองบานประตูที่ปิดสนิทด้วยความโมโห ก่อนจะหมุนตัวขึ้นบันไดอย่างหัวเสีย รอยร้อนยังหลงเหลืออยู่บนฝ่ามือ ทั้งจากแรงจับของมือหนา และจากไฟที่เขาไม่เข้าใจว่ามันเริ่มลุกขึ้นในอกตั้งแต่เมื่อไหร่
เสียงส้นเท้าของทิวากระทบขั้นบันไดทีละจังหวะ ก้องสะท้อนอยู่ในโถงเงียบสงัดของคฤหาสน์หรู ทุกก้าวที่เดินขึ้นเหมือนหนักขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งเพราะความเหนื่อยล้า และสิ่งที่กดทับอยู่ในใจ
เมื่อมาถึงชั้นสอง เสียงเพลงคลอแผ่วจากปลายทางเดินทำให้ทิวาชะงักเท้าหยุดอยู่หน้าห้องหนึ่ง เสียงนั้นคุ้นเคย เพลงบัลลาดฝรั่งเศสที่เทียร่าชอบเปิดก่อนนอนอยู่เสมอ เขายืนอยู่ตรงนั้นนานราวกับกำลังชั่งใจว่าควรเคาะดีไหม ภาพริมฝีปากของว่าที่ร้องเขยแวบผ่านในหัวความรู้สึกผิดถาโถมขึ้นมาทันที มือเรียวกำแน่น สูดหายใจเข้าลึกก่อนจะตัดสินใจเคาะประตูเบา ๆ สองครั้ง
เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นจากในห้อง ไม่นานประตูก็เปิดออก ร่างเล็กของเทียร่าปรากฏอยู่ตรงหน้าในชุดนอนวันพีชสีชมพูอ่อน ผมยาวถูกรวบหลวม ๆ กลิ่นน้ำหอมหวานอ่อนลอยคลุ้งออกมา เธอกะพริบตาอย่างแปลกใจเมื่อเห็นพี่ชายยืนอยู่ตรงนั้น
“พี่ทิวา…” เสียงเธอนุ่มจนแทบเป็นกระซิบ ก่อนจะยิ้มบาง ๆ แล้วเดินเข้ามากอดแน่น
“คืนนี้นอนกับหนูได้ไหม”
ทิวาชะงักไปหนึ่งอึดใจ แต่สุดท้ายก็ยกมือขึ้นลูบศีรษะของน้องเบา ๆ ความอบอุ่นแผ่วผ่านฝ่ามือ เขาไม่ตอบมีเพียงเสียงถอนหายใจที่หลุดออกมาเบา ๆ ก่อนทั้งสองเดินเข้าไปในห้อง เทียร่าปิดประตูเบา ๆ แล้วเดินไปเปิดประตูระเบียงออก กลิ่นอากาศหลังฝนเย็นชื้นพัดผ่านเข้ามา เธอหันกลับมาลากพี่ชายไปนั่งที่เก้าอี้ไม้นอกระเบียง
เหนือศีรษะคือท้องฟ้าที่มืดสนิท มีเพียงดาวดวงเดียวที่ยังส่องแสงอยู่ริบหรี่ เทียร่าเอนหัวพิงไหล่ทิวา เสียงพูดของเธอแผ่วราวลมหายใจ
“พี่ทิวาคิดว่าถ้าหนูหนีงานแต่งไป จะมีใครตามหาหนูไหม”
ทิวาชะงัก ใบหน้าหันไปมองน้องสาว “หมายความว่าไงเทียร่า…เธอจะไปไหน”
เทียร่าไม่ตอบทันที สายตาเธอเหม่อมองดาวดวงเดียวบนฟ้าเหมือนมันกำลังพาใจเธอไปไกลจากที่นี่
“หนูไม่ได้รักเขา หนูคิดว่าหนูกับเขาเข้ากันไม่ได้เลยสักนิด”
ลมพัดใบไม้ในสวนปลิวเข้ามาชนกับระเบียง เสียงกรอบแกรบเบา ๆ ดังคล้ายเสียงหัวใจของทิวาที่แตกละเอียด เขาหลุบตาลง ภาพริมฝีปากของแมทธิวซ้อนทับเข้ามาในหัวอีกครั้ง ตามด้วยแสงไฟสีส้มจากร้านสะดวกซื้อที่เขาไม่อาจลืม
ใช่…เขาเห็นด้วยกับน้องสาวว่าเทียร่ากับแมทธิวไม่มีวันเข้ากันได้ แต่สำหรับเขาเองทุกครั้งที่เข้าใกล้ชายคนนั้นหัวใจก็เต้นแรงเสียจนแทบระเบิด
ทิวาไม่ได้พูดอะไรออกไปเพียงแค่ยกมือโอบไหล่น้องสาวแน่นเล็กน้อย แรงกอดนั้นอ่อนโยนแต่แฝงความปวดร้าวเพราะลึก ๆ แล้วใจเขาเองกลับคิดไปไกลกับคู่หมั้นน้องสาวแล้ว
เช้าวันต่อมา
ทิวาตื่นสายกว่าปกติเล็กน้อยเพราะแทบไม่ได้นอนทั้งคืน หลังจากเมื่อคืนต้องอยู่ปลอบเทียร่าที่ร้องไห้เงียบ ๆ อยู่นอกระเบียง
อากาศหลังฝนยังชื้นกลิ่นดินอวลในอากาศเมื่อเขาเดินออกมาที่ลาน รถคันหรูสีเงินของเขาจอดนิ่งอยู่ตรงนั้นเหมือนทุกวัน และเมื่อเปิดประตูเข้าไป เสียบกุญแจหมุนสตาร์ตแต่เสียงเครื่องที่ควรดังกลับมีเพียง แกร๊ก ๆ ๆ ตามด้วยความเงียบ เขาลองอีกครั้งแต่ก็เหมือนเดิม
“บ้าจริง…” ทิวาพึมพำกับตัวเอง พลางทุบพวงมาลัยเบา ๆ ด้วยความหงุดหงิด และในขณะนั้นเองเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังมาจากด้านหลัง ก่อนร่างสูงใหญ่ของเอ็นโซจะเดินออกมาจากทางประตูบ้านในชุดสูทกึ่งลำลอง มือถือเอกสารบางอย่าง
“เป็นอะไรครับ ซินโญเร”
“รถสตาร์ตไม่ติดครับ ผมต้องไปทำงานแล้ว”
เอ็นโซขมวดคิ้ว มองนาฬิกาข้อมือของตัวเองแล้วพยักหน้า
“ผมกำลังจะออกไปทำธุระพอดี เดี๋ยวผมแวะไปส่ง แล้วผมจะกลับมาเอาไปซ่อมให้ครับ”
ทิวาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเหลือบมองนาฬิกาข้อมือตัวเอง เขาใกล้จะสายแล้วจริง ๆ จึงพยักหน้าอย่างจำยอม
“ได้ครับ”
ระหว่างทาง
ถนนสายหลักค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยถนนเส้นรองที่ทิวาไม่คุ้นตา เขามองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นบ้านเรียงรายในสไตล์ยุโรปผสมอเมริกัน มีรั้วเหล็กสูงและไม้ประดับตกแต่งรอบตัวบ้านอย่างหรูหรา
“เรามาแถวนี้ทำไมครับ” ทิวาถามในที่สุด น้ำเสียงเจือความระแวง เอ็นโซเหลือบมองทางก่อนตอบเรียบ ๆ
“ผมแวะเอาของไปส่งให้ดอนโมเร็ตติสักครู่ครับ ไม่เกินห้านาที”
เพียงได้ยินชื่อนั้นมือทิวาก็เย็นวาบเหมือนโดนน้ำแข็งแช่ไว้ เขากลืนน้ำลายลงช้า ๆ พยายามบอกตัวเองให้ใจเย็น แต่ร่างกายกลับตอบสนองตรงข้าม เส้นประสาทเต้นพรึบเหมือนสายไฟที่มีกระแสสูงไหลผ่าน เขาส่ายหน้าเบา ๆ อย่างหงุดหงิด อยากให้ตัวเองนิ่งแต่ยิ่งพยายามเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนจะเสียศูนย์
ความจริงที่น่าขยะแขยงคือเขาดึงดูดใจกับคู่หมั้นของน้องสาวอย่างรุนแรง จะบอกว่าชอบหรือไม่ชอบก็คงไม่ใช่ทั้งหมด เพราะคำตอบมันซับซ้อนยิ่งกว่านั้น แค่คิดว่าอาจได้เห็นหน้าอีกฝ่ายผ่านกระจก ก็รู้สึกทั้งร้อนทั้งหนาวประหลาดในอก เกลียดตัวเองที่ยังรู้สึก และเกลียดแมทธิวที่ทำให้รู้สึก
เมื่อรถเลี้ยวเข้าซอยส่วนตัวที่ทอดยาวคล้ายทางเข้าคฤหาสน์ขนาดย่อม มีรั้วอัตโนมัติเปิดรออย่างเชื่องช้า
เอ็นโซดับเครื่อง แล้วเดินอ้อมไปด้านหลังรถ ยกกล่องหนาทึบออกมาช้า ๆ ก่อนเดินไปทางโรงรถที่เปิดอยู่ ร่างบางนั่งนิ่งอยู่ในรถ มองไปรอบ ๆ บ้านกึ่งอิฐแดงหลังโตแล้วเผลอถอนหายใจ แต่สายตาก็ต้องสะดุดเมื่อเห็นเงาร่างหนึ่งขยับออกมาจากด้านหลังฝากระโปรงรถ
แมทธิว เขาอยู่ในเสื้อยืดสีขาวธรรมดากับกางเกงยีนส์เข้ม มีคราบน้ำมันเปื้อนตรงปลายนิ้วและข้อมือ ผ้าเช็ดมือพาดอยู่บนไหล่ ยืนอยู่ท่ามกลางแสงแดดยามสาย เรียบง่ายแต่เฉียบคมจนไม่อาจละสายตาได้
เอ็นโซวางกล่องลงใกล้เท้าชายเจ้าของบ้าน แต่เขากลับชี้ไปข้างอีกทาง
“เอาไปไว้ข้างใน” เสียงทุ้มต่ำเรียบง่ายกลับมีอำนาจในทุกพยางค์ ทิวายังคงแอบมองผ่านกระจกรถ ร่างสูงเอนตัวพิงกำแพงโรงรถ สายตาคมเหลือบมาทางคนที่นั่งอยู่ในรถทันที ก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้แล้วดึงประตูรถออก
“ไปทำงานเหรอ” เขาถามเสียงเรียบแต่แฝงแววรู้ทัน
ร่างเล็กอ้าปากจะตอบแต่ไม่ทันได้พูดอะไร แมทธิวก็แทรกขึ้นมาเสียก่อน
“เดี๋ยวเจอกันนะ” เพียงประโยคเดียวที่ทำให้ลมหายใจของคนที่นั่งอยู่ในรถสะดุด
“อะไรนะ…” ทิวาพึมพำในลำคอ แต่อีกฝ่ายไม่ได้ตอบ เพียงปิดประตูดังปัง จากนั้นก็เดินกลับไปหมุ่นอยู่กับใต้ฝากระโปรงรถเหมือนเดิม
ร่างบางมองภาพนั้นอยู่นาน แผ่นหลังในเสื้อยืดสีขาวเรียบที่เปื้อนน้ำมัน กล้ามเนื้อไหล่ขยับตามแรงที่เขาไขประแจ เส้นเอ็นแขนตึงรับกับแสงแดด เจ้าบ้านคนนี้เหมือนจะเป็นคนเดียวในโลกที่สามารถทำให้ทิวาทั้งโกรธ ทั้งหวั่นไหว และทั้งอยากจะหนี แต่ก็ยังไม่เคยหนีไปได้เลยสักครั้ง
ช่วงสายของวันนั้น
อากาศร้อนอบอ้าวจนไอแดดเต้นระยิบเหนือพื้นถนน ฤดูร้อนกำลังก้าวเข้าสู่หน้าฝนอย่างช้า ๆ วันก่อนฝนตกหนัก วันนี้กลับแดดเปรี้ยง ๆ ราวกับท้องฟ้าเองก็ลังเลไม่ต่างจากใจคน
ทิวาก้าวลงจากลิฟต์พร้อมแฟ้มเอกสารที่เขาเพิ่งเซ็นอนุมัติเอกสารกองโตจากฝ่ายบริหาร เสียงรองเท้ากระทบพื้นกระจกสะท้อนก้องในโถเย็นจัด แต่ในหัวกลับเต็มไปด้วยภาพไม่ควรจะจำได้ขนาดนั้น ภาพชายร่างสูงในเสื้อยืดขาวที่ยกคอเสื้อขึ้นซับเหงื่อจากลำคอ ไออุ่นจากผิวแทบจะซึมเข้ามุมสมอง เขาส่ายหน้าเบา ๆ พยายามสลัดภาพนั้นออกจากหัว ก่อนเดินไปส่งเอกสารยังแผนก เมื่อเสร็จก็ถอนหายใจออกมาแรง ๆ อากาศข้างนอกดูจะอบอ้าวกว่าเดิมเสียอีก
“คุณทิวาจะออกไปซื้อกาแฟเหรอคะ” วาเลนตินา เลขาสาวเอ่ยถามขณะยื่นเอกสารอีกชุดมาให้
“ให้ดิฉันไปซื้อให้ไหมคะ ข้างนอกอากาศร้อนมากเลย”
“ไม่เป็นไร ผมออกไปเอง” ทิวาตอบเรียบ ๆ พลางคลายเนกไทให้หลวมลงนิดหนึ่งก่อนเดินออกจากประตู สัมผัสได้ถึงลมร้อนที่ปะทะใบหน้า กลิ่นควันรถผสมกลิ่นกาแฟจากร้านหน้าตึกที่เขาแวะเป็นประจำ
ร่างบางยืนต่อคิวในร้านเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยเสียงเครื่องบดกาแฟและกลิ่นหอมขมอ่อน ๆ แต่ขณะที่สายตาจับอยู่ที่เมนูเหนือเคาน์เตอร์ สมองกลับล่องลอยไปอีกที่ ภาพแรกที่เขาเจอกับแมทธิวในร้านกาแฟที่สนามบิน วันนั้นชายคนนั้นแซงคิวเขาอย่างหน้าตาเฉย เขาจำได้แม่นและยิ่งจำได้ชัดเมื่อคิดถึงน้ำเสียงทุ้มต่ำกับรอยยิ้มกวนประสาทที่อีกฝ่ายทิ้งไว้ให้
เมื่อถึงคิวของตัวเอง ทิวาอ้าปากจะสั่งแต่ยังไม่ทันพูด เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง เสียงที่ทุ้มต่ำเกินจะลืม และครั้งนี้มันไม่ใช่เสียงในหัว
“เอสเพรสโซ่ ดับเบิลช็อต แล้วก็ลาเต้เย็น”
ทิวาหันขวับไปแทบจะในทันที ดวงตาประสานเข้ากับคู่สีเข้มหลังกรอบแว่นกันแดดราคาแพง แมทธิวในเสื้อเชิ้ตแขนพับกับกางเกงสแลคสีเข้ม ใบหน้าราบเรียบแต่รอยยิ้มมุมปากกลับมีแววขี้เล่นเจืออยู่
“นายมาแถวนี้ได้ยังไง” น้ำเสียงทิวาแฝงความหงุดหงิดชัด อีกฝ่ายเพียงเลิกคิ้ว ขยับแว่นกันแดดขึ้นบนสันจมูก
“มาทำงานสิ”
ทิวาเบ้ปากในใจ ‘ทำงานเหรอ คนแบบนี้นะเหรอจะทำงาน’ แต่ก็ไม่ได้พูดออกไป
ไม่นาน พนักงานก็ยื่นแก้วกาแฟออกมาพร้อมกันสองแก้ว มือหนายกรับ
“ถือว่าชดใช้” เขาพูดสั้น ๆ พร้อมยื่นลาเต้เย็นใส่มือของคนตรงหน้า ปลายนิ้วแตะกันเพียงแวบเดียวแต่กลับทำให้หัวใจทิวากระตุกแรง ราวกับความร้อนทั้งหมดในร้านหลอมรวมอยู่ตรงจุดสัมผัสนั้น
“…” ร่างเล็กยืนอึ้ง ไม่ทันได้พูดอะไรต่อ อีกฝ่ายก็หันหลังเดินออกจากร้านอย่างเรียบเฉย กลิ่นน้ำหอมติดปลายเสื้อยังลอยวนในอากาศ
สายตามองตามแผ่นหลังกว้างที่ค่อย ๆ ห่างออกไป ก่อนจะก้มมองแก้วลาเต้ในมือที่ยังอุ่นจากสัมผัสนั้นของอีกฝ่าย ความรู้สึกบางอย่างค่อย ๆ ไหลย้อนขึ้นมาจากอก ทั้งหงุดหงิด ทั้งสั่นไหว และทั้งรอคอยอย่างไม่มีเหตุผล