คนอันตรายที่ไม่อยากอยู่ใกล้

2770 Words
Chaper 4 ช่วงสายของวันหนึ่งในฤดูร้อน แสงแดดเจิดจ้าสาดทะลุกระจกบานใหญ่เข้ามาในห้องทำงานของตึกสำนักงานใหญ่จนพื้นพรมสีเข้มดูราวกับกำลังถูกเผาไหม้ อากาศข้างนอกอบอ้าวราวกับเตาอบขนาดใหญ่ ทั้งที่เครื่องปรับอากาศในห้องเปิดอยู่ตลอดเวลา ความร้อนจากภายนอกก็ยังแทรกซึมเข้ามาอย่างดื้อดึง สัมผัสได้ถึงลมหายใจของฤดูที่ไม่ปรานีแม้แต่น้อย ทิวานั่งอยู่หลังโต๊ะไม้โอ๊กขัดเงาขนาดใหญ่ เอกสารหลายสิบแฟ้มตั้งสูงเป็นภูเขาเล็ก ๆ ซ้อนทับกันจนดูน่าเวียนหัว เสียงปากกาที่เขาเคาะเบา ๆ กับขอบโต๊ะดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เหมือนจังหวะหัวใจของคนที่กำลังใช้ความคิดหนัก เขานั่งนิ่งพลางคิดว่าในชีวิตนี้ไม่เคยรู้สึกเกลียดใครได้มากเท่านี้มาก่อน ไม่ใช่แค่ความไม่พอใจธรรมดา แต่เป็นความเกลียดที่แผดเผาอยู่ในอกทุกครั้งที่ได้ยินชื่อของแมทธิว โมเร็ตติ ก่อนหน้านี้อาจไม่มีเหตุผลจะไม่ชอบผู้ชายคนนั้นด้วยซ้ำ แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปตั้งแต่วันที่ได้รู้จักกันแม้เพียงผิวเผิน คนคนนั้นเคยเหนี่ยวไกปืนเฉียดผ่านขมับเขาไปเพียงไม่กี่นิ้ว และเพิ่งยิงทะลุมือพี่ชายของเขาไป เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะเกลียดคนคนนั้นเข้าไส้ และเมื่อถึงจุดนี้ ไม่ว่าคำอธิบายใด ๆ จะถูกเรียงลำดับขึ้นมาอย่างไรมันก็ไม่มีความหมายอีกต่อไปแล้ว ส่วนพี่ชายคนโตของตระกูลคารูโซที่ถูกหามออกไปจากบ้านตั้งแต่เมื่อคืน และเช้าวันนี้ก็ได้รับข่าวว่าเขาปลอดภัยแล้ว มือที่ถูกยิงอาจกลับมาใช้งานได้ตามปกติแต่ต้องใช้เวลาฟื้นฟู ทิวารู้ดีว่าพี่ชายของเขาไม่ใช่คนอ่อนแอ และยังเชื่อว่าอีกฝ่ายจะผ่านเรื่องนี้ไปได้เหมือนทุกครั้ง แม่ของเขาเล่าให้ฟังว่าแอนนี่ ภรรยาของพอลเฝ้าอยู่ที่ห้องทั้งคืน หญิงคนนั้นเป็นคนที่แม่ไม่เคยชอบ และตัวทิวาเองก็ไม่รู้ว่าควรรู้สึกยังไงกับเธอ ผู้หญิงที่ครั้งหนึ่งเคยนอกใจพี่ชายไปกับแมทธิว หากเป็นคนอื่นคงแยกทางกันไปตั้งแต่วันนั้นแล้ว หรือบางทีความรักอาจไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ทำให้ทั้งคู่ยังคงอยู่ด้วยกันจนถึงตอนนี้ ร่างบางถอนหายใจออกพลางเหลือบตามองไปทางประตูเมื่อเสียงเคาะดังขึ้นเป็นจังหวะเนิบช้า ๆ ก่อนที่เลขาสาวจะเดินเข้ามาด้วยท่าทีสุภาพ “งบประมาณที่ขอมา ผมอนุมัติเรียบร้อยนะครับ แต่อย่าใช้ฟุ่มเฟือย ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น” ทิวายื่นเอกสารที่ตรวจเช็กเรียบร้อยแล้วให้เลขา น้ำเสียงเขาราบเรียบและจริงจังผิดไปจากบุคลิกสวีตทิวาที่ใคร ๆ ต่างรู้จักดี เลขาสาวพยักหน้ารับคำอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินออกจากห้องทิ้งให้เจ้านายอยู่กับกองเอกสารที่ยังค้างอยู่อีกครึ่ง ทิวาเหลือบตามองนาฬิกาข้อมือ พลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กข้อความและอีเมลก่อนจะถอนหายใจยาว ก่อนจะคว้าเสื้อสูทขึ้นมาพาดแขน แล้วเดินออกจากห้องไปยังลิฟต์ส่วนตัว เสียงส้นรองเท้าหนังที่กระทบกับพื้นหินอ่อนดังสะท้อนก้องไปทั่วโถงกว้างขณะเขาเดินผ่านล็อบบี้ของอาคาร สายลมร้อนพุ่งเข้ามาปะทะหน้าแทบจะทันทีที่ก้าวพ้นประตูออกไปด้านนอก และเพียงไม่กี่นาทีต่อมา รถซีดานสีดำเงาก็พาเขาออกจากเขตเมืองไปยังสถานที่ที่เขาเรียกว่าบ้าน คฤหาสน์คารูโซ ไม่นานนัก รถก็แล่นเข้าสู่คฤหาสน์ตระกูลคารูโซ ประตูเหล็กสีดำขนาดใหญ่เปิดออกอย่างช้า ๆ ตามระบบรักษาความปลอดภัยอัตโนมัติ ทิวาปลดกระดุมเสื้อสูททันทีที่ก้าวเข้ามาในบ้าน ความเหนื่อยล้าทั้งทางกายและใจถาโถมเข้ามาจนรู้สึกเหมือนร่างกายหนักอึ้ง เสียงทีวีดังคลอเบา ๆ ในห้องรับรองกว้างขวาง ร่างบางทิ้งตัวลงบนโซฟาตัวโปรดอย่างเหนื่อยอ่อน แมวเปอร์เซียสีขาวของคุณย่าที่ชื่อคลีโอกระโดดขึ้นมานั่งข้าง ๆ ตามนิสัยประจำ ทิวาเอื้อมมือไปลูบหัวมันเบา ๆ เสียงร้องเมี้ยวราวกับเป็นคำทักทาย ร่างบางหันหน้าไปจ้องข่าวอีกครั้งแต่ความสงบเหล่านั้นอยู่ได้ไม่นาน เมื่อเสียงเปิดประตูหน้าดังขึ้นอย่างไม่ให้ตั้งตัว ตามมาด้วยเสียงทุ้มต่ำของดอนนาร์โกที่ดังลั่นไปทั่วโถง เสียงที่เพียงได้ยินก็ทำให้สันหลังร้อนวาบขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ก่อนที่อีกเสียงหนึ่งที่คุ้นเคยจะดังขึ้นตามมา เสียงก้าวเท้าที่หนักแน่นและน้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่เยือกเย็นทำให้ท้องราวกับมีบางสิ่งกำลังดิ้นอยู่ข้างใน เขายังจ้องหน้าจอทีวีอยู่ แต่ไม่ได้เข้าใจเลยว่าผู้ประกาศข่าวกำลังพูดถึงเรื่องอะไร เพราะความสนใจทั้งหมดถูกดูดไปยังเสียงฝีเท้าที่เข้าใกล้ขึ้นทุกที “รับสายเถอะ” เสียงของดอนนาร์โกดังขึ้น ก่อนที่เขาจะพูดต่อ “ฉันจะไปรอที่ห้องทำงาน” เสียงโทรศัพท์ของใครบางคนดังขึ้น จากนั้นความเงียบก็เข้าปกคลุมทั่วทั้งห้อง ภาพในหัวของทิวาชัดเจนโดยไม่หันไปมอง แมทธิวคงพยักหน้ารับคำ ก่อนที่พ่อของเขาจะเดินลับเข้าไปด้านใน “ว่าไง…” น้ำเสียงเรียบเย็นของแมทธิวดังขึ้น ก่อนที่ไม่กี่วินาทีต่อมาจะตามมาด้วยคำสบถต่ำ “เชี่ยเอ๊ย!” ทิวาเกร็งโดยไม่รู้ตัว เสียงแบบนั้นไม่มีทางหมายถึงเรื่องดี และที่แย่กว่าคือเสียงฝีเท้าที่เดินตรงเข้ามาทางนี้ ยังไม่ทันตั้งตัว มือของชายคนนั้นก็เอื้อมผ่านไหล่ไปคว้ารีโมตทีวีไปดื้อ ๆ “เฮ้ย…” ทิวาหันไปประท้วงเสียงเบา แต่ไม่มีคำตอบใด ๆ จากอีกฝ่ายมีเพียงเสียงกดปุ่มรีโมตที่เปลี่ยนช่อง ก่อนที่ข่าวด่วนเกี่ยวกับการจับกุมยาเสพติดครั้งใหญ่บริเวณชายแดนจะขึ้นมาแทน ร่างสูงโน้มตัวลงมา มือทั้งสองข้างจับพนักโซฟาไว้ราวกับทิวาไม่ได้นั่งอยู่ตรงนั้น ความใกล้ชิดนั้นมากพอที่ปลายผมทรงมัลเล็ตของทิวาจะสัมผัสกับหน้าท้องของชายหนุ่ม กลิ่นโคโลญจ์อ่อน ๆ ที่ติดมากับลมหายใจร้อนผ่าวทำให้ร่างกายเขาตึงเครียดยิ่งกว่าเดิม หัวใจเต้นแรงผิดจังหวะจนได้ยินเสียงก้องอยู่ในหู ร่างกายตอบสนองโดยไม่ยินยอม และนั่นยิ่งทำให้เขาหงุดหงิดขึ้นไปอีก “ของนายเหรอ” ทิวาเอ่ยเสียงเรียบ ดวงตายังจ้องหน้าจอทีวี “เสียใจด้วยนะ” นิ้วเรียวยาวของแมทธิวค่อย ๆ เอื้อมมาจับปลายผมของทิวาเบา ๆ “ระวังปากหน่อย” น้ำเสียงทุ้มต่ำจนใจเต้นแรงโดยไม่เข้าใจตัวเอง “นายยิงพี่ชายฉันทำไม” ทิวาถามกลับทันที เสียงสั่นพร่าเล็กน้อยเหมือนต้องกลืนก้อนแข็ง ๆ ลงคอ มือของแมทธิวที่กำผมของเขาแน่นขึ้นจนหนังศีรษะตึง “พี่ชายเธอสมควรได้รับกรรมมากกว่านี้ด้วยซ้ำ” “นายไม่ใช่ทั้งผู้พิพากษาและก็ไม่ใช่ตำรวจ” ทิวากระซิบเสียงเบาอย่างไม่หวั่นเกรง ทั้งที่หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุอก สายตาคมกริบของแมทธิวกลับมาจับจ้องอยู่ที่ดวงตาของอีกฝ่าย “เขาเกือบทำให้เธอตาย แล้วเธอยังเข้าข้างเขาอีกเหรอ” “เขาเป็นพี่ชายฉัน” “มันเป็นคนเหี้ย” คำพูดนั้นกระแทกเข้าไปกลางอกจนทิวาต้องเบือนหน้าหนี ความเงียบที่ตามมาไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย กลับยิ่งทำให้บรรยากาศหนาหนักขึ้นกว่าเดิม และในขณะนั้นเสียงฝีเท้าเบา ๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นจากทางเดิน เสียงของมาดอนน่ามาเรียลอดเข้ามาในห้อง ราวกับเป็นสัญญาณให้พายุที่ก่อตัวอยู่ตรงหน้าค่อย ๆ คลี่คลาย แมทธิวปล่อยมือออกจากผมของทิวาอย่างเชื่องช้า ก่อนจะถอยหลังไปก้าวหนึ่ง แต่สายตาคมยังคงตรึงแน่นอยู่ที่ร่างเล็กไม่ละไปไหน “แมท วันนี้ฉันไม่คิดว่าคุณจะแวะมา” มาดอนน่าขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอเองก็ไม่ชอบใจเรื่องที่แมทธิวยิงพอล แต่ก็รู้ว่าเรื่องนี้ลูกชายตัวเองเป็นฝ่ายที่ผิดก่อน “คุณจะอยู่ทานอาหารกลางวันด้วยไหม” “ผมว่าเขามีเรื่องที่ต้องจัดการนะครับ แม่” ทิวาแทรกขึ้นทันที “ได้ครับ มาดอนน่า” “ดีเลย” เธอพูดเสียงแข็งจนแทบจะตรงข้ามกับถ้อยคำ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้อง “ฉันจะไปเตรียมที่นั่งให้นะ” “ขอบคุณครับ” ทันทีที่เสียงฝีเท้าของมาดอนน่าค่อย ๆ ห่างออกไป รอยยิ้มจาง ๆ บนใบหน้าของแมทธิวก็หายไปทันที เหลือเพียงแววตาเย็นจัดที่หันกลับมาหาทิวาอีกครั้ง “รู้ไหมว่าอะไรทำให้ฉันโกรธที่สุด?” น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำ มืดมน และเต็มไปด้วยแรงกดดันที่ทำให้เลือดในกายของทิวาไหลเวียนเร็วขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ ทิวาเม้มปากแน่นเขารู้คำตอบนั้นดีอยู่แล้วว่าคือการคิดเอาเอง เขาพยายามทำเป็นไม่สนใจ จ้องหน้าจอทีวีเหมือนไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น แต่เมื่อเสียงฝีเท้าหนักแน่นของชายตรงหน้าขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ ทิวาก็รู้สึกได้ถึงลมหายใจที่เป่ารดต้นคออย่างจงใจ แมทธิวโน้มตัวลงมา วางรีโมตทีวีไว้บนตักของทิวาเบา ๆ ก่อนจะกระซิบชิดซอกหู น้ำเสียงทุ้มต่ำขับเคลื่อนเลือดในกายให้เต้นแรงจนแทบระเบิด “เป็นเด็กดี…” แรงสั่นบางเบาวิ่งไล่ขึ้นมาตามต้นคอจนต้องเผลอกลั้นหายใจ ก่อนที่ชายคนนั้นจะผละออกไปพร้อมกับคำพูดสุดท้ายที่ทิ้งไว้ให้คิดทั้งวัน “แล้วอย่าทำแบบนี้อีก” ลานสวน แดดยามเที่ยงแผดเผาลงมาอย่างไร้ความปรานี อากาศร้อนจัดจนเหมือนจะหลอมทุกสิ่งให้ละลายไปกับพื้นอิฐสีแดงใต้เฉลียง หากใครเผลอนอนลงบนพื้นตรงนั้น คงสุกเหมือนสเต๊กภายในเวลาไม่กี่นาที “จริง ๆ เลยนะมาเรีย…” เสียงบ่นของคุณย่าดังขึ้นทันทีที่ก้าวเท้าออกมานอกตัวบ้าน “อากาศร้อนจะตายอยู่แล้ว ทำไมถึงต้องออกมากินข้าวข้างนอกด้วยก็ไม่รู้” ทิวาเดินเฉื่อย ๆ ผ่านโต๊ะอาหารไม้ยาวที่ตั้งอยู่กลางสวนก่อนจะดึงเก้าอี้ออกแล้วนั่งลงอย่างไม่ใส่ใจ กลิ่นหญ้าแห้งจากสนามผสมกับกลิ่นอาหารที่เพิ่งยกมาเสิร์ฟอบอวลอยู่ในอากาศ กลายเป็นบรรยากาศที่ทั้งอบอุ่นและอึดอัดในเวลาเดียวกัน “อากาศดีนะคะ ไม่ได้ร้อนขนาดนั้นหรอก” มาดอนน่าตอบแม่สามีด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้ฟังดูร่าเริง แต่ทิวารู้ดีว่าเธอเองก็ร้อนจนแทบทนไม่ไหวไม่ต่างกัน “อาหารก็เดิม ๆ” คุณย่ายังคงบ่นไม่หยุด ขณะใช้ส้อมเขี่ยกุ้งในจานเหมือนมันยังมีชีวิตอยู่และอาจกระโดดหนีได้ทุกเมื่อ ร่างเล็กมองหน้าแม่กับคุณย่าสลับกันไปมา ก่อนจะก้มหน้าตักอาหารเข้าปากเงียบ ๆ เขาไม่กล้าเงยหน้าขึ้นเพราะรู้ดีว่าหากทำเช่นนั้น สิ่งแรกที่สายตาจะปะทะเข้าคือคนตรงข้ามที่เขาไม่อยากเห็นหน้าเลยแม้แต่น้อย แมทธิวที่นั่งฝั่งตรงข้าม วันนี้เขาไม่ได้ใส่สูทเหมือนทุกที เขาสวมเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบ พับแขนขึ้นเหนือข้อศอกจนเห็นท่อนแขนเปลือยเปล่าซึ่งประดับด้วยรอยสักลายเข้มที่เริ่มต้นจากข้อมือแล้วทอดหายเข้าไปใต้แขนเสื้อ สิ่งเดียวที่เห็นได้ชัดคือโพดำขนาดใหญ่ตรงอกซ้าย สัญลักษณ์ที่ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร แต่เพียงแค่เห็น ทิวาก็สัมผัสได้ถึงอำนาจและอันตรายที่ซ่อนอยู่ในนั้น ชายหนุ่มนั่งข้างเทียร่าที่กำลังใช้ส้อมตักอาหารเข้าปากอย่างไม่สนใจว่าที่สามี และจังหวะที่ขาของแมทธิวไปแตะโดนขาของเธอโดยไม่ได้ตั้งใจ เธอก็หันมามองค้อนใส่ทันที ทิวาแอบคิดในใจว่ามัน เป็นธรรมชาติอย่างประหลาด ทั้งคู่พูดคุยกันเรื่อย ๆ เหมือนคู่รักที่รู้จักกันดี ซึ่งต่างจากสิ่งที่เขาเคยคิดไว้โดยสิ้นเชิง เขาเคยเชื่อว่าทั้งสองไม่มีวันเข้ากันได้ แต่บางทีอาจจะคิดผิด พ่อกับแม่พูดคุยกันเบา ๆ ราวกับกระซิบ ส่วนคุณย่าก็ยังคงเขี่ยอาหารในจานอย่างไม่พอใจ กระทั่งเสียงใสของเทียร่าก็ดังขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว “นั่งตรง ๆ หน่อยได้ไหม” แมทธิวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ว่าไงนะ” “คุณน่ะ…นั่งหลังตรงหน่อยสิ” แมทธิวขมวดคิ้วแต่ไม่ตอบอะไร กลับเอนหลังพาดแขนไปกับพนักเก้าอี้ของเทียร่าแทน ร่างสูงเหยียดขายาวออกไปเหมือนจงใจจะจัดท่านั่งให้สบายขึ้นโดยไม่สนคำขอของเธอด้วยซ้ำ เทียร่าหน้าแดงจัดในทันที ไม่ใช่เพราะเขินอาย แต่เพราะถูกขัดใจต่อหน้าทุกคน เอาล่ะ...บางทีทิวาก็อาจจะพูดเร็วไปจริง ๆ เรื่องที่ว่าทั้งคู่เข้ากันได้ดี “รู้ไหม แมท” คุณย่าเริ่มพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ฉันไม่โทษเธอเลยที่ยิงพอล เขามันสมควรโดนมานานแล้ว และพ่อของเขาก็ไม่เคยทำอะไรเลย” คุณย่าเหลือบตาไปมองลูกชายของเธอ ส่วนดอนนาร์โกกระแอมเบา ๆ เป็นสัญญาณว่าเริ่มฟังบทสนทนาแล้ว “เด็กคนนั้นทำแจกันของฉันแตกไปสี่ใบแล้ว” คุณย่าพูดต่อราวกับเป็นอาชญากรรมใหญ่หลวง “ไม่รู้จะทำยังไงถ้าเขาทำแตกอีก” “ดีใจที่ได้ยินแบบนั้น” แมทธิวตอบเสียงเรียบ ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ มาดอนน่าส่งสายตาไม่พอใจไปยังแม่สามี แต่คุณย่าเพียงยิ้มบางอย่างผู้ชนะ ทิวาหลุบตาลง เพราะแค่เห็นภาพนั้นเขาก็อดคิดไม่ได้ว่าหากวันหนึ่งต้องแต่งงานกับใครสักคน เขาจะไม่มีวันย้ายไปอยู่บ้านเดียวกับแม่สามีอย่างเด็ดขาด ร่างเล็กนั่งนิ่งอยู่นาน มือยังคงตักอาหารเข้าปากโดยไม่คิดอะไร แต่สายตากลับเหลือบมองพ่อเป็นพัก ๆ ราวกับอยากพูดอะไรบางอย่างแต่ไม่กล้า เสียงหัวเราะของดอนนาร์โกดังขึ้นเบา ๆ และนั่นอาจเป็น จังหวะเดียวที่เขาจะพูดโดยไม่ถูกตำหนิ “พ่อครับ…” ทิวาเอ่ยเสียงเบา “คือ…อาทิตย์หน้าเพื่อนผมจะจัดงานวันเกิด ผมขอไปได้ไหมครับ” “เพื่อนคนไหน” ผู้เป็นพ่อถามโดยไม่เงยหน้าจากจานอาหาร ทิวาขยับตัวเล็กน้อยด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ “ชื่อฟาบิโอครับ” คุณย่าหัวเราะในลำคอก่อนจะพูดขึ้น “ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่หลานชายของฉันไปสนใจพวกเบต้าแบบนั้น” ทิวาขมวดคิ้วทันที คำพูดของคุณย่าอาจทำให้พ่อเข้าใจผิด แต่เธอก็เพียงก้มหน้ากินอาหารต่อเหมือนไม่ได้พูดอะไรออกไป บรรยากาศบนโต๊ะเงียบกริบลงทันที ความเงียบนี้หนักเสียยิ่งกว่าคำตำหนิใด ๆ ทิวากลืนน้ำลายลงคออย่างฝืด ๆ เมื่อรู้สึกได้ว่าสายตาของแมทธิวกำลังจับจ้องมา ดอนนาร์โกยกแก้วน้ำขึ้นจิบก่อนจะวางลงอย่างใจเย็น “ฉันอยากได้ที่อยู่และข้อมูลเจ้าของบ้าน แล้วให้เอ็นโซไปด้วย” ทิวารู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก รอยยิ้มบางผุดขึ้นที่มุมปาก เขาถอนหายใจเบา ๆ ราวกับได้รับการยกโทษแล้วจริง ๆ ทั้งที่รู้ดีว่าเขาอาจไม่สมควรได้รับมันเลยด้วยซ้ำ “ขอบคุณครับ พ่อ” “ฉันจะเข้าไปข้างในก่อนจะละลายไปกับแดด” คุณย่าพูดพลางลุกขึ้นจากเก้าอี้ “นี่มันเป็นวันที่แย่ที่สุดที่จะกินข้างนอกเลยนะมาเรีย…ไม่รู้เธอคิดอะไรอยู่” เสียงบ่นของเธอจางหายไปพร้อมกับร่างที่เดินเข้าไปในตัวบ้าน ทิ้งให้ทุกคนที่เหลืออยู่ต้องทนกับความร้อนระอุและความเงียบที่แผ่วเบาไม่แพ้กัน
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD