Chapter 6
ตลอดทั้งสัปดาห์ แมทธิวงานล้นมือจนแทบไม่ได้หยุดหายใจ ทว่าจิตใจของเขากลับไม่เคยอยู่กับเอกสารหรืองานเลยสักครั้งเดียว ความคิดวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ที่ทิวา ชายหนุ่มที่ทำให้การคุมเกมซึ่งเป็นพรสวรรค์ของเขาพังไปในชั่วพริบตา ภาพวันนั้นคมชัดราวเหตุการณ์เพิ่งผ่านไปเมื่อสิบนาที ร่างเปียกชื้นในเสื้อคลุมบางแนบเนื้อ หยดน้ำลู่จากปลายผมลงพื้นคอนกรีต ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์เงาอ่อนกำลังมองมาอย่างอ่อนโยน และแค่คิดว่าร่างเล็กอาจยืนต้อนรับคนอื่นในสภาพนั้น เลือดในอกของเขาก็ร้อนวูบอย่างไร้เหตุผล ดอนนาร์โกปล่อยให้ลูกชายแต่งตัวแบบนี้เวลามีแขกจริงหรือ แต่ในฐานะว่าที่น้องเขย เขามีสิทธิ์สั่งให้ทิวาแต่งตัวเรียบร้อยกว่านี้หน่อยได้ไหม! ตลอดชีวิตแมทธิวไม่เคยภาวนาให้ใครใส่เสื้อผ้ามาก่อน โดยเฉพาะคนที่มีรูปร่างแบบนั้นแต่ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งไหน ความหงุดหงิดบีบอกจนน่ารำคาญ และประสบการณ์บอกชัดเมื่อเขาเริ่มคิดแบบไร้เหตุผล ผลลัพธ์มักไม่ดีทั้งต่ออีกฝ่ายและต่อตัวเขาเอง
“ฉันกำลังจะเสียสติ…เพราะเธอจริง ๆ สวีตทิวา” เขาพึมพำกับตัวเอง แล้วกดสติกลับไปที่งานแม้ลึก ๆ รู้ว่าไม่มีอะไรดึงความคิดออกจากทิวาได้อีกแล้ว
คารูโซ กรุ๊ป
แสงแดดอุ่นไล้ผ่านกระจกสูงของสำนักงานใหญ่ เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นหินอ่อนสะท้อนกึกก้อง ทิวาเดินผ่านพนักงานที่ยืนทักทายด้วยสีหน้าเรียบเฉยอย่างเคย แม้ภายนอกนิ่งสงบแต่ในอกยังมีคลื่นเล็ก ๆ ไม่ยอมสงบลง
เขาเดินเข้าห้องทำงานเงียบ ๆ ตรงไปยังมุมชงกาแฟ กลิ่นคั่วสดอุ่นดึงให้จิตใจอยู่กับปัจจุบัน และในขณะนั้นเองเสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้งก่อนเปิดออกโดยไม่รอขอคำอนุญาต
“คุณทิวาคะ” วาเลนตินา เลขาสาวเดินถือแฟ้มเอกสารเข้ามา
“รายละเอียดโครงการล่าสุดค่ะ รบกวนคุณทิวาตรวจสอบก่อนนะคะ”
ทิวารับมา ไล่สายตาทีละหน้าจนคิ้วขมวดเมื่อสะดุดชื่อที่ไม่ควรอยู่ตรงนี้ แมทธิว โมเร็ตติ ตัวพิมพ์ชัดถ้อยใต้หัวข้อผู้ร่วมบริหารโครงการ ความเงียบครอบห้องในชั่วพริบตา
“คุณวาล…” น้ำเสียงเขาต่ำลงโดยไม่ตั้งใจ “ทำไมถึงมีคนนี้เข้ามาเกี่ยวข้องกับงานของผม”
วาเลนตินายิ้มแห้ง เหงื่อผุดตรงขมับทันที
“ท่านประธานสั่งมาค่ะ บอกให้ส่งคนเข้ามาช่วยคุณทิวาดูแลงานส่วนนี้”
ความไม่พอใจวาบขึ้นในอก ทิวาข่มไว้โดยไม่แสดงออกมาตรง ๆ “ผมขอตรวจรายละเอียดให้ชัดก่อนนะ”
“ค่ะ” เธอก้มหัว ถอยออกไปอย่างเงียบงัน ทิ้งทิวาไว้กับความคิดที่เริ่มวิ่งวนอยู่ในใจ
เสียงลมหายใจหนักผ่าวสะท้อนในห้อง ร่างบางเอนหลังพิงเก้าอี้แหงนมองเพดานขาว ภาพไม่กี่วันก่อนฉายซ้อนร่างสูงที่ก้าวล้ำเข้ามาในระยะอันตรายกลิ่นโคโลญจ์ติดจมูก จังหวะหัวใจตัวเองที่เต้นแรงอย่างไร้เหตุผล เขากัดริมฝีปากขืนความวูบไหวกลับเข้าที่
ตอนเย็น
ยามเย็นสีทองหล่นทาบแนวตึกระฟ้า รถหรูสีเข้มพาทิวากลับคฤหาสน์คารูโซ ทันทีที่รถผ่านประตูเหล็กดำ ความเด็ดเดี่ยวในดวงตาเข้มยิ่งชัด วันนี้เขาจะถามผู้เป็นพ่อให้ชัด และจะไม่ยอมให้แมทธิวเข้ามาป่วนชีวิตอีก
ประตูรถยังไม่ปิดสนิท เขาก็ก้าวฉับด้วยฝีเท้าที่หนักแน่นผ่านโถงใหญ่สู่หน้าห้องทำงานของดอนนาร์โก และในขณะที่มือกำลังจะจับลูกบิด เสียงกรีดร้องแหลมสูงตัดอากาศจากข้างในก็ดังขึ้น เป็นเสียงของผู้ชายที่สั่นระรัวด้วยความเจ็บและหวาดกลัว เสียงแบบที่เขาคุ้นเคยตั้งแต่เด็ก และรู้เสมอว่ามันแปลว่าอะไร
และเมื่อประตูเปิดผ่างออก การ์ดสองคนได้ลากชายที่มีเลือดท่วมมือออกมา ร่างนั้นทรุดฮวบกุมมือแน่นราวจะอุดเลือดที่ทะลักจากช่องว่างระหว่างนิ้วที่ไม่ครบแล้ว
ทิวาเบือนหน้าหนีโดยอัตโนมัติ ความขยะแขยงแบบคุ้นเคยแล่นวาบ
‘พ่อตัดนิ้วคนอีกแล้วสินะ’ เสียงนุ่มพึมพำกับตัวเอง และในขณะเดียวกันเสียงหัวเราะทุ้มต่ำของดอนนาร์โกลอดออกมา ไม่ใช่เสียงของความสุข แต่คือเสียงของความพอใจจากการลงมือทรมานใครสักคน ทิวาเพียงหลับตาสูดลมหายใจลึก แล้วพาตัวเองก้าวเข้าไปเพียงก้าวเดียว ภาพในห้องก็หยุดเขาไว้อีก เลือดไหลเป็นริ้วลงพื้นหินอ่อน กลิ่นคาวลอยกรุ่น ดอนนาร์โกเอนพิงเก้าอี้หนัง สูบซิการ์อย่างคนเพิ่งเสร็จงานธรรมดา ดวงตาคมเย็นจัด เย็นเสียจนลูกชายไม่กล้าเอ่ยอะไรในวินาทีนี้ ทิวากำมือแน่น ความอึดอัดยังอยู่ แต่เหนือกว่านั้นคือความเข้าใจว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่ควรพูด และยิ่งไม่ใช่เวลาที่ทำให้พ่อโกรธ เขาทำได้เพียงกลืนคำถามทั้งหมดลงคอหมุนตัวเงียบ ๆ แล้วเลือกเดินขึ้นบันไดแทน เสียงรองเท้าเคาะหินอ่อนเบา ๆ ไปพร้อมน้ำหนักคำถามที่ยังไม่มีคำตอบและอาจไม่เคยมีจนกว่าเขาจะพร้อมเผชิญหน้ากับผู้เป็นพ่อจริง ๆ
ค่ำคืนวันต่อมา
ค่ำคืนคลี่ตัวอย่างนุ่มนวลเหนือสวนคฤหาสน์ คบไฟไม้ไผ่ส่องไหว แสงไฟสีส้มระยิบระยับเหนือโต๊ะยาวจัดเต็ม คนใช้เสิร์ฟสลับถาดไวน์กับออเดิร์ฟ กลิ่นสเต๊กย่างปะปนกลิ่นกุหลาบ ราวกับภาพในนิยายถูกจัดฉากอย่างงดงาม คืนนี้ถูกจัดขึ้นเพื่อเป็นงานเลี้ยงปาร์ตี้สละโสดให้แมทธิวกับเทียร่า เหล่าบรรดาญาติ ๆ และเพื่อนฝูงต่างมาร่วมสังสรรค์ ฝั่งหนึ่งคารูโซยืนรวมเป็นกลุ่มแน่น ส่วนอีกฝั่งเป็นโมเร็ตติยืนกระจายคุยกัน เสียงหัวเราะดังกลับกลืนไปกับสายลม
สาวใช้กำลังรินไวน์ให้เทียร่า ทว่ามือของแมทธิวฉวยไว้แล้ววางลงข้างตัวแทน
“เธอยังเด็กเกินที่จะดื่ม” เสียงเรียบเด็ดขาด
เทียร่าถอนหายใจ “ถ้าต้องอยู่ในสภาพนี้ ดื่มนิดหน่อยคงไม่เป็นไรหรอก” เธอบ่นกับตัวเอง ร่างหนาเลิกคิ้วเล็กน้อย ไม่เข้าใจและไม่สนใจ เพราะไม่ใช่ประเด็นของเขาตั้งแต่แรก ในความเป็นจริงแล้วทั้งสองแทบไม่คุยกัน มาดอนน่าหวังให้ทั้งคู่ทำความรู้จักกันมากขึ้น แต่แมทธิวไม่คิดจะเริ่มเพราะสมองเขาไม่เคยอยู่ตรงนี้ตั้งแต่แรก มันถูกยึดโดยอีกคนหนึ่ง และในที่สุดสายตาก็พ่ายแพ้เมื่อเขาหันมองอีกฟากของสนามหญ้า ทิวาในเชิ้ตชมพูอ่อนกำลังหัวเราะกับญาติ ๆ ระหว่างเล่นเกมเจงก้า รอยยิ้มนุ่มเสียงหัวเราะชัดเจน ภาพนั้นทำให้เสียงรอบตัวเงียบลงโดยอัตโนมัติ และนั่นคงเป็นตัวตนที่แท้จริงของอีกฝ่าย ไม่ใช่ทิวาที่เย็นชา พูดจาเชือดเฉือน หรือจ้องด้วยแววไม่ไว้ใจเวลาอยู่ต่อหน้าแมทธิว แต่เป็นทิวาที่ยิ้มและรอยยิ้มนั้นไม่เคยเกิดเพราะเขาเลยสักครั้ง หัวใจสั่นระริกอย่างไม่รู้ตัว ต่อให้บอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่าทิวาไม่ใช่สิ่งที่ควรสนใจ สายตาก็ยังไล่ตามอยู่ดี
“คุณแมท” เสียงเทียร่าดึงสติเขากลับมา เธอมองอย่างสงสัย เพราะเขาไม่ได้ฟังเธอพูดเลย
“ว่าไงนะ”
“ฉันถามว่า… เราจะไปฮันนีมูนกันที่ไหน”
ร่างสูงไม่ตอบ เพียงยกไวน์ขึ้นจิบ แล้วหันสายตาออกไปทางคนเดิมที่ยังยิ้มอยู่ตรงนั้น และเพียงเสี้ยววินาทีนั้นหัวใจเขาก็สะดุด โลเรนโซ ลูกพี่ลูกน้องของเขาเดินไปนั่งชิดข้างทิวา พูดคุยกันใกล้เสียจนเหมือนสนิทมานาน ดวงตาแมทธิวเบิกขึ้นโดยไม่ตั้งใจ ขาโต๊ะสะเทือนจากแรงวางแก้วที่แรงไปด้วยโทสะ ไวน์แดงกระเด็นบนผ้าปูสีงาช้าง จนผู้คนที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ หันมองแต่เขาไม่แม้แล ดวงตายังตรึงที่ภาพตรงหน้านั้น เทียร่าชำเลืองมองแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร ก่อนหันไปถ่ายรูปตัวเองต่ออย่างไม่ใส่ใจ แมทธิวเหลือบมองเธอ กลอกตาด้วยความเมื่อยใจ
‘เธอช่างแปลก ไม่น่าประหลาดใจที่ดอนนาร์โกยกเธอให้ฉัน’ เขาคิดแวบเดียว แล้วความคิดทั้งหมดก็ถูกดูดกลับไปที่เดิมรอยยิ้มของทิวา รอยยิ้มนั้นไม่ใช่ยิ้มเยาะ ไม่ซ่อนคมมีดแต่เป็นยิ้มแท้จริงอ่อนโยน สดใส มีแสงบางอย่างที่อธิบายยาก ออร่ามันแรงเสียจนคนทั้งโต๊ะกลายเป็นฉากหลังพร่า ๆ เขากลืนน้ำลายฝืด ๆ แล้วตระหนักรอยยิ้มนั้นไม่เคยเป็นของเขาและบางทีอาจไม่มีวันเป็นของเขาเลยด้วยซ้ำ
ตอนนี้เขาเข้าใจทำไมญาติของเขาหลายคนถึงคลั่งทิวา และที่น่าขำกว่าคือเขาเองก็ไม่ต่างจากพวกนั้น แมทธิวรู้ชัดว่าความรู้สึกนี้คืออะไร ไม่ใช่แค่อยากเอาชนะ ไม่ใช่ความหวง หรือความอยากครอบครองธรรมดา แต่มันคือธรรมชาติของโมเร็ตติที่ฝังในเลือด เพราะคนตระกูลโมเร็ตติอยากได้สิ่งที่ไม่ควรมี และสิ่งที่เขาต้องการก็คือทิวา คารูโซบนเตียงของเขาแม้เพียงคืนเดียวก็ยังดี ความคิดนั้นพุ่งดันเป็นคลื่น เลือดสูบแรงจนปลายนิ้วสั่น ทุกสัดส่วนในร่างตะโกนเรียกหาสิ่งเดียว เสียงครางในความมืด ดวงตาคู่นั้นหลับพริ้มใต้ร่างเขา กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากร่างกายขาวนวลนั้น แต่ความจริงโหดร้ายทุกสิ่งที่เขาเพ้อหาไม่มีวันเป็นของเขาเลย
เสียงหัวเราะคุยคละเคล้ากับแสงไฟระยิบระยับยังลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือสนามหญ้า กลิ่นเหล้าไวน์กับกุหลาบผสมผสานเป็นม่านอุ่น ๆ ที่คลุมทั้งงาน ทุกโต๊ะเริ่มผ่อนคลาย บางคนเมาจนแก้มแดง บางคนยังสนุกกับการพูดคุยกับญาติที่ไม่ได้เจอกันนาน
“คุณไม่ชอบพี่ชายฉันเหรอ” เทียร่าถามขึ้นราวกับจับคลื่นความคิดของคนข้างตัวได้
“ก็ชอบนะ” แมทธิวจิบไวน์ช้า ๆ ตอบเรียบ ๆ ไม่เพิ่มไม่ลด
“หึ” เธอแค่นสั้น ๆ เหมือนไม่เชื่อ แต่ก็ไม่ต่อความเพราะบทสนทนาของคู่นี้มักจบลงแบบนี้เสมอ สั้น กระชับ ไร้อารมณ์ร่วม จนแมทธิวเองยังไม่แน่ใจว่าเส้นทางของทั้งสองจะไปด้วยกันได้จริงหรือสุดท้ายเขาจะเสียสติเพราะเธอก่อน
และทันใดนั้นสายตาคมกริบก็หยุดที่ชายหัวทองคนหนึ่งกำลังยืนคุยกับดอนนาร์โก เพียงแค่เห็นหน้าความหงุดหงิดก็แล่นพล่านขึ้นในอก ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาว่าอยากกระแทกหน้ามันกับขอบประตูให้รู้แล้วรู้รอด แต่เขาก็ไม่ได้สนใจมากนัก เพราะมุมสายตาพาเขากลับไปยังภาพเดิม ทิวากำลังยืนสะท้อนไฟ แสงไฟจับใบหน้า จับกล้ามกรามเรียว และจู่ ๆ ก็ฉายซ้ำประโยคที่ยังขยับอยู่ในโสตประสาท
‘นายจะได้เปียกไปทั้งตัว’ คำนั้นฟังดูไร้เดียงสา แต่ในหัวแมทธิวไม่เคยตีความไร้เดียงสาเลยสักครั้ง เขาอาจตีความว่าอยากจะเปียกสักครั้งบนเตียงนุ่ม ๆ กับอีกฝ่ายก็เป็นไปได้
ทันใดนั้น ชายหัวทองที่แมทธิวเหม็นขี้หน้าก็คว้าแขนทิวาไว้ โน้มตัวกระซิบที่ข้างหู เพียงฉากสั้น ๆ ก็เหมือนปลายมีดแหลมเสียบกลางอก ร่างสูงเอนหลังพิงพนักเก็บมือให้ห่างจากปืนอย่างตั้งใจ เพราะความคิดอยากจะฆ่าใครสักคนในสวนหลังบ้านคารูโซเริ่มก่อตัวอย่างชัดเจน
“หมอนั่นชื่ออะไร” เขาถามเทียร่า พลางพยักหน้าไปทางผู้ชายคนนั้น
“อันเดรย์ โนลอฟ...” เทียร่าขมวดคิ้ว “ไม่รู้สิ อันเดรย์อะไรสักอย่างนั่นแหละ”
“ทำงานให้พ่อเธอแบบไหน”
“ไม่แน่ใจ แต่หมอนั่นดูโรคจิตนะ ชอบตามตื้อพี่ทิวาตลอด”
“แล้วใครล่ะที่จะไม่ชอบเขา” แมทธิวพ่นลมหายใจต่ำ “ตั้งแต่มานั่งก็เห็นมันเกาะติดอย่างกับปลิง”
“ก็จริง แต่พี่ทิวาไม่สนใจใครหรอก เพราะพี่ฉันน่ะ มีคนรักแล้ว”
“ว่าไงนะ?” เสียงทุ้มตกห้วน
“มีคนรักแล้ว” เธอย้ำ คำพูดนั้นเหมือนน้ำเย็นสาดลงกลางอก ความมืดดำไหลซึมเข้ากระแสเลือดโดยอัตโนมัติ นิ้วมือที่จับแก้วแน่นขึ้นทีละน้อยจนเสียงข้อนิ้วดังกรอบแกรบ
เวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ เทียร่าเริ่มเมาเดินเซไปเกาะกลุ่มญาติอีกฝั่ง ส่วนแมทธิวเทไวน์เพิ่ม ลมหายใจร้อนขึ้นทุกรอบที่แก้วแตะริมฝีปาก โลเรนโซเลี้ยวตัวมาทิ้งน้ำหนักนั่งข้าง ๆ
“หมอนั่นทำอะไรให้แกไม่พอใจ” โลเรนโซกระตุกคาง พยักหน้าไปทางชายหัวทอง
“มันทำให้ฉันโกรธ” แมทธิวเอ่ยสั้น กระชับ
“ต้องทำถึงระดับไหนวะถึงทำให้แกโกรธได้…มันด่าแม่แกเหรอ”
“เปล่า”
“ด่าพ่อ?”
“ไม่”
“หรือด่าลูกพี่ลูกน้องสุดหล่อ สูงหกฟุตสอง ผมดำ-”
“โลเรนโซ!” แมทธิวสอดคำเรียบ
“ว่าไง”
“ไสหัวไป!!”
โลเรนโซหัวเราะลั่น ตบไหล่แมทธิวแรงจนไวน์กระเพื่อมหก แล้วลุกผิวปากเดินจากไป ทิ้งให้ร่างสูงจ้องชายผมทองไม่วางตา จ้องจนเห็นทุกรายละเอียด ตั้งแต่มือมันที่ยังวางนานเกินไปบนท่อนแขนของทิวา ไปจนถึงมุมปากที่ยกขึ้นอย่างคนได้ใจ เปลวร้อนคืบคลานขึ้นท้ายทอย เขายกแก้วขึ้นครึ่งทาง แต่หยุดกลางอากาศเมื่อทิวาหันมาทางเขา ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์สบเขาแวบเดียว สั้นกว่าเสี้ยววินาที แต่ยาวพอจะดึงสติของเขากลับจากขอบเหวได้