Chapter 1
วันถัดมา
แสงแดดอุ่นอ่อนลอดผ่านกระจกหน้าต่างบานใหญ่เข้ามาทาบทอในห้องครัวหรูของคฤหาสน์คารูโซ กลิ่นหอมของสมุนไพรอิตาเลียนลอยอ้อยอิ่งอบอวลอยู่ทั่วทุกมุมบ้าน เสียงน้ำซุปที่กำลังเดือดปุด ๆ ดังประสานกับเสียงเครื่องดูดควันที่หมุนเบา ๆ เป็นจังหวะ สร้างบรรยากาศเช้าอันแสนสงบและคุ้นเคย
ธีโอดอร์ ทิวา คารูโซ หรือ ทิวา ในเสื้อเชิ้ตแขนยาวที่พับขึ้นถึงข้อศอก ยืนอยู่หน้าเตาไฟด้วยท่วงท่าคุ้นเคย มือเรียวถือทัพพีคนซุปในหม้อด้วยความใจเย็นราวกับทำเช่นนี้เป็นกิจวัตร ไม่ใช่เพราะเขาหลงใหลการทำอาหารเป็นพิเศษ หากแต่เพราะ มาดอนน่ามาเรีย มารดาของเขาโปรดปรานกิจกรรมนี้ และเมื่อใดที่เธอต้องการความช่วยเหลือ ทิวาก็ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ วันนี้ก็เช่นเดียวกัน เพราะคืนนี้บ้านหลังนี้จะจัดงานเลี้ยงใหญ่ ต้อนรับแขกระดับสูงทั้งจากวงการธุรกิจและองค์กรมืดของตระกูล และงานแบบนี้ไม่มีทางที่มาดอนน่าจะปล่อยให้รายละเอียดแม้เพียงน้อยนิดหลุดรอดสายตา
ทิวาวางทัพพีลงข้างหม้อ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดข่าวเช้าอย่างที่เคยทำเป็นประจำ ภาพข่าวเต็มหน้าจอพาดหัวที่ไม่ต่างไปจากทุกวัน การลอบสังหารเจ้าพ่อแก๊งเล็กย่านตอนเหนือ เหตุระเบิดกลางเมืองเพื่อเตือนคู่แข่ง หรือข่าวการเปลี่ยนขั้วอำนาจขององค์กรใต้ดินในยุโรปตะวันออก เขาอ่านมันด้วยสีหน้าราบเรียบราวกับกำลังดูพยากรณ์อากาศ เพราะสำหรับเขาแล้ว ข่าวพวกนี้ไม่ใช่เรื่องที่สร้างความตื่นเต้นได้อีกต่อไป
เสียงปืนสำหรับคนทั่วไปอาจหมายถึงความตาย แต่สำหรับครอบครัวนี้ มันคือเสียงปรบมือแห่งชัยชนะ แม้กระทั่งเลือด ที่ใครหลายคนหวาดกลัว สำหรับเขามันก็เป็นเพียงหยดฝนที่หล่นกระทบพื้นโดยไม่กระตุ้นความรู้สึกใด ๆ
“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะลูก” เสียงของมาดอนน่าดังขึ้นจากด้านหลัง เธอก้าวเข้ามาพร้อมผ้ากันเปื้อนลายดอกไม้และรอยยิ้มที่ดูอบอุ่นยิ่งกว่าที่ใจรู้สึก
“ดูข่าวอะไรอยู่เหรอ”
ทิวากดปิดหน้าจอ ก่อนจะหันมายิ้มบาง ๆ ให้มารดา
“ก็ข่าวเศรษฐกิจพวกนี้ไงครับแม่… คนยิงกัน ฆ่ากันมากขึ้นทุกวัน”
มาดอนน่าส่ายหน้าเบา ๆ แล้วเดินเข้ามาหยุดข้างลูกชาย
“โลกมันก็เป็นแบบนี้แหละทิวา คนที่มีอำนาจย่อมต้องทำทุกวิถีทางเพื่อรักษามันไว้” เธอยิ้มบางก่อนจะเอ่ยเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็วราวกับไม่อยากให้บทสนทนาไหลลึกไปกว่านี้
“ว่าแต่ลูกได้คุยกับพ่อหรือยังล่ะ”
มือที่ถือฝาหม้อของทิวาชะงักเพียงครู่ ก่อนเขาจะปิดฝาหม้อแล้วหมุนตัวไปเปิดน้ำล้างมือแทนคำตอบ
“พ่อไม่พอใจมากเลยนะ เรื่องที่ลูกปฏิเสธการแต่งงานกับผู้หญิงที่เขาหาให้” มาดอนน่าว่าต่อเสียงเรียบ
“พ่อเคยพอใจในตัวผมด้วยเหรอครับแม่” เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงขื่น ๆ พลางหัวเราะในลำคออย่างเบา ขณะก้มหน้าล้างมือ “นอกจากเรื่องงาน พ่อไม่เคยคุยกับผมเลยด้วยซ้ำ”
มาดอนน่าเงียบไปชั่วขณะ เธอเพียงยืนมองลูกชายอยู่อย่างนั้น ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้และเอื้อมมือแตะไหล่เขาเบา ๆ
“พ่อเขาก็เป็นแบบนี้แหละลูก อย่าคิดมากเลยนะ” เธอพูดเสียงอ่อนลงกว่าเดิม “เดี๋ยวแม่ออกไปจัดการข้างนอกก่อน”
“ครับแม่”
ร่างอรชรในผ้ากันเปื้อนเดินออกจากห้องไปอย่างสง่างาม ทิวามองตามจนแผ่นหลังนั้นลับสายตา ก่อนจะถอนหายใจยาวอย่างไม่รู้ตัว
แม่ของเขาคือหญิงชั้นสูงที่แต่งงานกับ นาร์โก คารูโซ หัวหน้าแก๊งมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของประเทศ ชายผู้มีชื่อเสียงในด้านอำนาจไม่ต่างจากเสียงปืนที่ดังกลางเมือง หรือเลือดที่เปื้อนบนถนนสายมืด บางครั้งเขาก็อดสงสัยไม่ได้ว่า แม่ไม่รู้จริง ๆ หรือว่าพ่อเป็นคนแบบไหน หรือบางทีเธออาจเพียงปิดหูปิดตาและเลือกจะยอมรับมัน เพราะนั่นคือวิถีที่คนในโลกนี้ต้องทำ
บ้านและครอบครัวคารูโซถูกสร้างขึ้นมาจากเงินสกปรกมากมาย ทว่าทิวากลับรู้สึกภูมิใจอยู่ลึก ๆ ว่าเขาไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินเหล่านั้นเลย
ร่างบางเดินกลับมานั่งลงที่เก้าอี้ในครัว ปล่อยให้ลมหายใจถูกกลืนไปกับความเงียบ ก่อนที่ความคิดหนึ่งจะแล่นเข้ามาโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เมื่อสามอาทิตย์ก่อนดอนนาร์โก พ่อของเขาตัดสินใจแล้วว่า เทียร่า น้องสาวคนเล็กจะต้องหมั้นกับมาเฟียหนุ่มคนหนึ่ง คนที่เขาไม่เคยพบหน้า ไม่รู้จักและไม่แม้แต่จะรู้ว่าคือใครแต่ความคิดนั้นทำให้หัวใจของเขาแน่นหน่วงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
เสียงพูดคุยจากโถงหน้าบ้านดังลอดเข้ามา ประตูบานสวิงของห้องครัวหรูเปิดและปิดเป็นจังหวะเมื่อคนใช้เดินเข้าออกจัดเตรียมอาหาร เสียงหัวเราะของเหล่าลูกพี่ลูกน้องดังขึ้นคลอไปกับกลิ่นอาหารที่โชยไปทั่ว
ชั้นสองของบ้าน
เสียงเคาะประตูสองครั้งดังขึ้นก่อนที่ทิวาจะเปิดเข้าไป กลิ่นหอมอ่อนของดอกกุหลาบต้อนรับทันทีที่บานประตูแง้มออก หญิงสาววัยยี่สิบในชุดเดรสสีชมพูพาสเทลกำลังยืนอยู่หน้ากระจก บิดตัวเล็กน้อยเพื่อตรวจความเรียบร้อยของชุด ผมยาวสีน้ำตาลเข้มถักเปียหลวม ๆ แล้วรวบขึ้นครึ่งศีรษะ เธอดูอ่อนหวาน อ่อนโยนราวกับตุ๊กตาในกล่องดนตรีที่หมุนวนอย่างสงบ
“ดูดีนะ” เขาพูดเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มบาง ๆ
“พี่ทิวา” เทียร่าหันมาหาทันที ดวงตากลมโตเปล่งประกายก่อนจะวิ่งเข้ามากอดพี่ชายแน่น
“ดีจังที่พี่กลับมาทัน ไม่งั้นหนูคงไม่กล้าออกไปเจอทุกคนแน่ ๆ”
“ไม่ต้องกลัวนะ” ทิวาลูบศีรษะน้องสาวเบา ๆ “พี่อยู่ตรงนี้ทั้งคน”
“พี่ทิวา ทำยังไงดีหนูไม่อยากแต่งงานกับใครก็ไม่รู้” เสียงของเทียร่าลดต่ำลงทันทีเมื่อพูดถึงชายที่กำลังจะกลายเป็นคู่หมั้น ทิวาไม่ได้ตอบทันทีเพียงถอนหายใจเบา ๆ แล้วมองเงาสะท้อนในกระจก ความรู้สึกผิดค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นเพราะในความเป็นจริงแล้วเขาต่างหากที่ควรต้องแต่งงาน เขาเคยถูกจับคลุมถุงชนมาก่อนและเข้าใจดีว่าการเกิดมาในตระกูลมาเฟียหมายถึงไม่มีสิทธิ์มีความรัก ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องของผลประโยชน์และเงินทอง แต่ถึงอย่างนั้นทิวาก็ไม่เคยเกลียดชังชาติกำเนิดของตัวเอง เขาเพียงเชื่อว่าหัวใจคือสิ่งเดียวที่เขาควรจะเลือกใช้กับคนที่รักจริง ๆ เขาทำตามสิ่งที่พ่อแม่ต้องการมาโดยตลอด ยกเว้นเรื่องเดียวเขาจะไม่มีวันแต่งงานกับคนที่พ่อหามาให้เด็ดขาด
เวลาเดียวกัน ชั้นล่าง
ประตูไม้ขนาดใหญ่ของห้องรับรองถูกผลักเปิดออกอย่างเงียบเชียบ ชายในสูทเข้ารูปก้าวเข้ามาด้วยจังหวะมั่นคง สง่างามแต่แฝงไปด้วยแรงกดดันที่มองไม่เห็น ทุกสายตาในห้องหันมามองเขาโดยพร้อมเพรียง ราวกับอากาศรอบตัวเปลี่ยนไปทันทีที่ปลายเท้าก้าวข้ามธรณีประตู
แมทธิว โมเร็ตติ ตั้งแต่วันที่บิดาของเขาเสียชีวิตเมื่อห้าปีก่อน ชายหนุ่มวัยยี่สิบแปดปีผู้นี้ก็กลายเป็น ‘ดอน’ (ตำแหน่ง หัวหน้าแก๊งมาเฟีย) ที่อายุน้อยที่สุดในวงการใต้ดิน เขาเดินตามรอยเท้าของพ่ออย่างไม่พลาดแม้แต่ก้าวเดียว ทั้งความเย็นชา ความเฉียบแหลม และความโหดเหี้ยมที่ไม่รู้จักคำว่าเมตตา เขาขี้โกง หลอกลวง และฆ่าคนนับไม่ถ้วนโดยไม่เคยรู้สึกผิดแม้แต่น้อย
“ยินดีที่ได้เจอกันอีกครั้ง ดอนโมเร็ตติ” เสียงทุ้มต่ำของดอนนาร์โกเจ้าของบ้านและเจ้าของอาณาจักรที่ครอบครองครึ่งหนึ่งของประเทศดังขึ้นก่อนร่างหนาจะลุกจากโซฟาหนังแท้แล้วก้าวเข้ามาจับมือกับชายหนุ่มตรงหน้า
“เช่นกัน ดอนคารูโซ” แมทธิวตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น ดวงตาคมกริบกวาดสำรวจไปรอบ ๆ ห้องรับรองด้วยความระแวดระวัง ก่อนจะวกกลับมาหยุดที่ใบหน้าคมเข้มของเจ้าบ้าน
ทั้งสองทรุดตัวนั่งลงตรงกันข้าม โต๊ะไม้สักขนาดใหญ่คั่นกลางระหว่างกัน บนโต๊ะมีแก้ววิสกี้สองใบที่เพิ่งถูกริน กลิ่นหอมของเหล้าราคาแพงคลุ้งไปทั่วห้อง
“ในที่สุดก็ได้เจอกันอย่างเป็นทางการสักที” ดอนนาร์โกเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ ที่ไม่อาจคาดเดาได้ว่าซ่อนความหมายใดอยู่ “และทุกครั้งก็ไม่เคยทำให้ผิดหวัง”
“หวังว่าท่านจะยังคิดแบบนั้นหลังจากคืนนี้” แมทธิวตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่ต่างกัน บทสนทนาของทั้งสองเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางอากาศที่หนาแน่นด้วยกลิ่นอายอำนาจและผลประโยชน์ ประโยคแต่ละคำไม่ต่างจากการหยั่งเชิงมากกว่าการทักทาย เหมือนเกมหมากที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้น ตัวหมากตัวแรกเพิ่งถูกวางลงบนกระดาน
ด้านบนชั้นสอง
เสียงเคาะประตูเบา ๆ ดังขึ้นอีกครั้งก่อนที่มาดอนน่าจะเปิดประตูเข้ามา
“ทิวา… ลงไปต้อนรับแขกช่วยพ่อหน่อยสิลูก” น้ำเสียงของเธอไม่ได้เข้มงวด แต่ก็ไม่เปิดช่องให้ปฏิเสธเช่นกัน ทิวากับเทียร่าหันมาสบตากัน ก่อนที่ชายหนุ่มจะถอนหายใจแผ่วเบา เขายกมือลูบศีรษะน้องสาวเบา ๆ เป็นเชิงให้เธอไม่ต้องกังวล ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องด้วยจังหวะก้าวที่หนักขึ้นทุกขณะ
ระหว่างทางเดิน ทิวากลับคิดถึงแต่เรื่องของน้องสาว เพราะการจับคู่ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของความรัก หากแต่เป็นข้อตกลงที่ถูกวางหมากไว้ล่วงหน้า และเทียร่าก็คือหมากตัวสำคัญในเกมนี้ มันช่างโรแมนติกในสายตาคนนอกแต่ทุกคนในบ้านรู้ดีว่ามันไม่เคยเกี่ยวข้องกับความรู้สึกเลยแม้แต่น้อย ไม่มีใครคาดหวังให้การแต่งงานเกิดขึ้นเพราะความรัก และเทียร่าก็ไม่ต่างกันเพราะปัญหาคือเธอมีคนรักอยู่แล้ว และชายคนรักของเธอเป็นเพียงเพื่อนร่วมชั้นเรียนธรรมดาคนหนึ่ง
เสียงเพลงดังคลอแผ่วเบาจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงโบราณ เสียงพูดคุยกับกลิ่นแอลกอฮอล์ราคาแพงลอยแตะจมูกทันทีที่ร่างบางก้าวลงบันไดหินอ่อน ด้านล่างแน่นขนัดไปด้วยแขกเหรื่อที่ล้วนเป็นญาติและผู้มีอิทธิพลในวงการ
พอล คารูโซ ลูกชายคนโตของตระกูล ยืนพูดคุยกับลูกพี่ลูกน้องผู้ชายอีกสามคนอย่างสนิทสนม แต่ในวินาทีที่สายตาของทิวากวาดผ่านฝูงชน หัวใจของเขาก็เหมือนหยุดเต้นไปชั่วขณะ ใบหน้านั้นไม่ใช่ความบังเอิญ ไม่ใช่ภาพหลอน คือชายคนนั้นจากคาเฟ่สนามบิน คนที่จ้องกลับมาอย่างยียวน คนที่พูดกับเขาด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบและแฝงความดูถูก ถึงว่าทำไมถึงรู้สึกคุ้นหน้า เพราะเขาเห็นใบหน้านี้บนหน้าหนึ่งของข่าวอยู่บ่อยครั้ง ข่าวการลอบสังหาร การล้างตระกูล การขึ้นครองตำแหน่งที่ใหญ่โต
หัวใจของทิวาหล่นวูบลงไปอยู่ที่ท้อง ความเย็นเยียบคืบคลานไปทั่วร่างราวกับกำลังยืนอยู่ริมหน้าผา เพียงก้าวเดียวทุกอย่างอาจพังทลาย ร่างบางรีบหลบไปอยู่หลังเสาใหญ่ใกล้บันได ความกลัวและความลังเลปะทะกันในอกจนยากจะหายใจเป็นปกติ เขาคิดจะถอยกลับขึ้นไปข้างบน คิดจะหนีจากสถานการณ์นี้ แต่แล้วเสียงของใครบางคนก็ดังขึ้นมาทำลายความคิดนั้นจนหมดสิ้น
“ธีโอดอร์!” เสียงทุ้มทรงอำนาจของพ่อดังลั่นทั่วทั้งโถง ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นยืนพร้อมกับแมทธิว ทุกสายตาในห้องหันมองตามพร้อมกัน ทิวาชะงักค้างราวกับถูกตรึงไว้กับพื้น
“มาทำความรู้จักกันหน่อยสิ”
ทุกก้าวที่ย่างออกไปเหมือนก้าวเข้าใกล้เหวลึกทีละนิด และเมื่อสายตาทั้งสองคู่สบกันอย่างจังในที่สุด ขนทั้งตัวของทิวาก็ลุกซู่ แมทธิวยืนอยู่ตรงนั้น สูง สงบนิ่ง ดวงตาคมกริบไม่กระพริบแม้แต่วินาทีเดียว ขณะที่ทิวารู้สึกเหมือนโลกทั้งห้องเลือนหายไป เหลือเพียงแววตาคู่นั้นที่เหมือนจะดึงเขาลงไปในที่ที่ไม่ควรอยู่
“นี่ดอนโมเร็ตติ คู่หมั้นของเทียร่า”
“ดอน นี่ธีโอดอร์ลูกชายคนกลางของฉัน”
ร่างบางสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามควบคุมไม่ให้มือที่สั่นสะท้านถูกสังเกตเห็น ก่อนจะโค้งศีรษะเล็กน้อยและพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเยือก
“ยินดีที่ได้-” ทิวาเอ่ยเบา ๆ โดยไม่กล้าสบตา
“เราเจอกันแล้ว” ประโยคสั้น ๆ ของแมทธิวแทรกขึ้นกลางอากาศ ดวงตาคมยังคงจ้องไม่ละไปจากใบหน้าของคนตรงหน้าแม้แต่น้อย
“หืม เคยเจอกันแล้วเหรอ” เสียงหนักแน่นของดอนนาร์โกแฝงความแปลกใจ “ที่ไหนล่ะ”
ทิวาเงียบ ริมฝีปากเม้มแน่นจนกลายเป็นเส้นตรง
“ที่สนามบินเมื่อวานครับ” แมทธิวตอบเองก่อนจะหันไปสบตาดอนเจ้าบ้าน “ผมไม่ทราบว่าคุณชายคนนี้เป็นลูกชายของท่าน”
“อ้อ… พอดีฉันส่งเขาไปดูงานที่โรมหลายเดือนแล้ว เพิ่งกลับมา” ดอนนาร์โกหัวเราะเบา ๆ ราวกับมันเป็นเรื่องเล็กน้อย
“ว่าแต่…เป็นยังไง เจอกันแล้วถูกชะตากับสมาชิกใหม่ไหม” คำถามนั้นไม่มีคำตอบ มีเพียงความเงียบที่หนาแน่นและสายตาที่ไม่อาจอ่านได้ระหว่างคนทั้งสอง
แมทธิวเพียงพยักหน้าเบา ๆ เป็นเชิงรับรู้ ส่วนทิวายังคงหลุบตาต่ำเหมือนพยายามหลีกหนีจากทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
“เอาล่ะ ยังไงก็คุยกันไปก่อนนะ ฉันขอตัวไปรับแขกก่อน” น้ำเสียงของดอนนาร์โกดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ร่างหนาจะเดินแทรกผ่านไปยังกลุ่มญาติที่เพิ่งเดินเข้ามาใหม่ และทันทีที่เงาร่างนั้นลับหายไป เหลือเพียงทิวากับชายแปลกหน้าอีกคนในกลางห้องรับรองอันเงียบสงัด