ว่าที่น้องเขย

2805 Words
Chapter 2 แสงจากโคมระย้าคริสตัลส่องประกายระยับทั่วห้องโถงใหญ่ ผนังไม้แกะลายทองสะท้อนเงาโต๊ะเครื่องดื่มและภาพวาดเก่าของตระกูล บทสนทนาเบา ๆ ของแขกผู้ใหญ่คลออยู่กับเสียงดนตรีเบา ๆ กลิ่นไวน์แดง วิสกี้ผสมกลิ่นซิการ์ชั้นดีลอยอวลในอากาศอย่างมีรสนิยม เสียงหัวเราะทุ้มต่ำของชายวัยกลางคนดังขึ้นจากประตูทางเข้า ก่อนเงาร่างสูงใหญ่จะปรากฏขึ้น “นาร์โก!” “ดาเนียล! มานี่สิ” ลุงของทิวาเดินเข้ามาพร้อมภรรยาในชุดเดรสหรู กลิ่นน้ำหอมโทนเข้มลอยตามร่างทั้งคู่มาอย่างสง่างาม ดวงตาของดอนนาร์โกสว่างขึ้นทันทีเมื่อเห็นญาติสนิท ทั้งสองชายจับมือกันแน่น ก่อนปล่อยให้บทสนทนาเรื่องเก่า ๆ ไหลรื่นไปพร้อมเสียงหัวเราะ ส่วนทิวาที่เพียงแค่ยืนใกล้กันกับแมทธิวความร้อนก็แล่นขึ้นทั่วร่างเหมือนยืนอยู่หน้าเปลวเพลิงที่พร้อมกลืนกินได้ทุกเมื่อ และยิ่งเลวร้ายกว่านั้นคือเขาไม่มีที่ให้หนี แมทธิวก้มสายตามองเขาอย่างเงียบงัน ดวงตาสีแซฟไฟร์เข้มนิ่งลึกจนยากที่จะเดา ร่างเล็กค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นอย่างช้า ๆ แล้วพบว่าคนตรงหน้ากำลังยิ้ม เป็นรอยยิ้มบาง ๆ ที่ไม่ใช่ความเป็นมิตร หากเต็มไปด้วยความนัยแอบแฝง และรอยยิ้มที่บอกว่า ‘ฉันกำลังสนุกกับเกมนี้’ เลือดไหลวูบขึ้นหน้าของทิวา ความร้อนที่พุ่งขึ้นไม่ใช่ความเขินอาย แต่คือความหงุดหงิดที่ซ่อนไม่อยู่ ปกติแล้วเขาจะพูดกับใคร ๆ ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเสมอ เป็นที่รักของคนรอบข้าง สุภาพ และไม่ชอบสร้างปัญหา แต่กับคนตรงหน้านี้ทุกอย่างกลับตรงกันข้าม “เรายังไม่ได้แนะนำตัวกันอย่างเป็นทางการเลยนะ” เสียงทุ้มต่ำเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนา ทิวาส่ายหน้า สายตาเย็นเฉียบตวัดขึ้นมองตรง ๆ “ไม่จำเป็น…ฉันไม่ได้อยากรู้จักนาย แล้วนายก็ไม่ต้องมารู้จักฉัน” มุมปากของแมทธิวกระตุกขึ้นแผ่ว ๆ มือหนาล้วงกระเป๋ากางเกง เขาก้าวประชิดจนช่องว่างเหลือไม่ถึงครึ่งก้าว กระซิบต่ำชิดใบหู “รู้ไหมว่าการคิดไปเอง ตอนจบมักเป็นแบบไหน” ทิวาหลุบตาลงเล็กน้อย ก่อนพึมพำเบาจนแทบไม่ได้ยิน “ตาย” รอยยิ้มของแมทธิวเข้มขึ้น ดวงตาคมเลื่อนมาหยุดที่ริมฝีปากของชายหนุ่มตรงหน้า ก่อนเอ่ยเสียงนุ่มทุ้ม “ฉลาดดีนี่” ถ้อยคำที่เหมือนชมแต่ฟังคล้ายดูแคลนทำให้หัวใจทิวาสะดุด เขาไม่เข้าใจว่าทำไมถึงรู้สึกเหมือนทำอะไรบางอย่างผิดจังหวะเข้าให้แล้ว ลมหายใจหนักขึ้นโดยไม่รู้ตัว และยิ่งอีกฝ่ายขยับเข้ามาใกล้ ความรู้สึกนั้นก็ยิ่งขยายจนเกือบกลืนกินสติ ร่างเล็กถอยอีกก้าวราวตั้งหลักแท้จริงก็แค่ถอยออกจากรัศมีของคนตรงหน้า เหมือนสัญชาตญาณเอาตัวรอดกำลังทำงานเต็มที่ แมทธิวเองก็ไม่ละสายตาราวกับสัตว์ป่าที่กำลังเล็งเหยื่อ “จะจ้องฉันทั้งวันเลยไหม หรือจะหลีกทาง” แมทธิวพูดขึ้น ทิวากะพริบตาช้า ๆ เสียงหลุดก่อนทันได้คิดผุดขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ “ถ้าฉันจะจ้องนายทั้งวันล่ะ” ประโยคใต้สำนึกที่เขาไม่เคยปล่อยให้หลุดกับใครยิ่งกับคนที่มีตำแหน่งสูงยิ่งไม่เคย ความรู้สึกของเขาเหมือนถูกเหวี่ยงขึ้นรถไฟเหาะ พุ่งสูงดิ่งฮวบ ไร้จังหวะให้ตั้งตัว ร่างสูงยกหัวแม่มือลูบไปตามแนวกราม ท่วงท่านั้นทำให้ภาพหนึ่งผุดขึ้นภาพของคนที่เลือกได้ว่าจะฆ่าใครสักคน เขาก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว ทิวาถอยหนึ่งก้าวเหมือนแม่เหล็กขั้วเดียวกันผลักกันโดยสัญชาตญาณ แววขบขันวาบขึ้นในดวงตา เหมือนเพิ่งงัดกลเม็ดบางอย่างที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกสนุกขึ้นมา "คิดว่าสวีตทิวาจะเป็นคนหวานๆ ซะอีก" ทิวาขมวดคิ้วทันที ชื่อนั้นมีเพียงคนในครอบครัวเท่านั้นที่รู้ แต่ก็ไม่น่าแปลกใจเพราะคนอย่างชายคนนี้คงรู้ทุกอย่างที่อยากจะรู้ “งั้นเราสองคนก็ถูกหลอกสินะ เพราะฉันก็ได้ยินมาว่าดอนโมเร็ตติเป็นสุภาพบุรุษ นิสัยดี” “ดูเหมือนใครบางคนจะชอบคิดคนเดียวอีกแล้วนะ” ร่างสูงพูดเสียงลากยาวก่อนก้าวเข้าใกล้ทิวาอีกครั้ง ทิวาก็ก้าวถอยอีกครั้ง แมทธิวเอามือซุกกระเป๋ากางเกงมองทิวาตั้งแต่หัวจรดเท้า สายตาคมนั้นเหมือนเป็นการสังเกตว่าคนตรงหน้าเป็นสิ่งมีชีวิตอีกสายพันธุ์ที่เขากำลังสงสัยว่ากินได้ไหม “แล้วเธอได้ยินมาจากไหนล่ะ” ทิวากลืนน้ำลายก่อนตอบ “ได้ยินแม่พูดให้ฟังว่าครั้งก่อนที่เจอนายดู…เป็นสุภาพบุรุษ” ร่างสูงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนตอบว่า “ฉันก็เป็นสุภาพบุรุษไง” ทิวาหัวเราะในลำคอพึมพำเบา ๆ ว่า “หรือว่าเสแสร้งกันแน่” สายตาคมกำลังแผดเผาจนคนร่างบางรู้สึกว่าต้องออกไปจากตรงนี้ ไม่งั้นอาจจะโดนคนตรงหน้าฆ่าเอาได้ “งั้น... ฉันไปล่ะ” ทิวาพูดโดยไม่สบตา เพียงก้าวอ้อมอีกฝ่ายไป แต่ก่อนจะได้ก้าวออกไป มือหนาก็คว้าแขนทิวาไว้ ไอร้อนจากมือหนาเหมือนกำลังแผดเผาผิวนวล ความรู้สึกหยาบกร้านและร้อนแรง ความกลัวเย็นเยียบปนไปกับไฟที่เดือดพล่านไหลเข้าสู่เส้นเลือดในตัว “เขียนลิสต์งานอดิเรกของน้องสาวเธอมา ชอบอะไรไม่ชอบอะไร ไซซ์รองเท้าไซซ์ชุดแล้วก็อะไรที่คิดว่ามีประโยชน์ เข้าใจไหม” . เสียงแมทธิวเย็นเยือกราวคำสั่งที่ไม่มีทางปฏิเสธได้ สายตาเขาจ้องอีกฝ่าย หัวใจคนร่างบางเหมือนจะหยุดเต้น มันไม่เหมาะสมเลยที่อีกฝ่ายจะแตะตัว ไม่ว่าจะเป็นว่าที่น้องเขยหรือไม่ก็ไม่ควร เพราะดอนคารูโซอาจจะออกมาได้ทุกเมื่อ “ได้” ทิวาตอบ “ฉันจะเตรียมลิสต์ไว้ให้” พูดจบเขาก็พยายามดึงแขนออก แต่อีกฝ่ายไม่ยอมปล่อย นิ้วโป้งของเขาลูบผ่านข้อมือเรียว ทำให้ชีพจรของทิวาเต้นแรงขึ้น สายตาคมหยุดที่ใบหน้าที่เริ่มขึ้นสี ร่างบางเหลือบมองคนตรงหน้าจนสายตาทั้งคู่สบกัน การจับแขนนั้นเลื่อนลงมาข้อมือ ผ่านฝ่ามือ จนถึงปลายนิ้ว นิ้วหยาบกร้านของอีกฝ่ายสัมผัสกับนิ้วอ่อนนุ่ม ทำให้หัวใจทิวาเต้นแรงอีกครั้ง “แล้วเจอกันนะ…ทิวา” พูดจบ แมทธิวก็เป็นฝ่ายเดินจากไปจากตรงนั้น ร่างบางยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น ดวงตาจ้องไปข้างหน้าแต่กลับมองไม่เห็นอะไรเลย นอกจากเงาหลังของชายที่กำลังก้าวห่างออกไป หัวใจเต้นแรงจนรับรู้ได้ถึงแรงกระแทกในอก ความสับสนตีวนจนแยกไม่ออกว่าเป็นความกลัว ความเกลียด หรือความรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่อยากยอมรับ นั่นแหละ… ว่าที่น้องเขยของทิวา ชายที่น้องสาวของเขากำลังจะหมั้นหมายด้วย ชายที่เขาไม่อยากแม้แต่จะยืนใกล้ แต่กลับละสายตาไปไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว ทิวาถอนหายใจยาวเสียงนั้นสั่นกว่าที่ตั้งใจ บางทีเขาอาจเป็นคนเลวก็ได้เพราะลึกลงไป เขารู้สึกดีใจอย่างห้ามไม่ได้ที่คนที่จะต้องแต่งงานกับชายคนนั้น…เป็นน้องสาว ไม่ใช่ตัวเขาเอง ลานสวนนอกบ้าน เสียงเพลงคลอแผ่วจากวิทยุเก่าข้างสระว่ายน้ำ หยดน้ำเกาะพราวบนแก้วคริสตัลเป็นประกาย และแสงแดดไล้เหลี่ยมช้อนส้อมเงินให้ระยับตา เป็นยามบ่ายที่ร้อนอบอ้าว ลมอ่อนที่พัดสม่ำเสมอก็ช่วยให้บรรยากาศน่านั่งอย่างประหลาด พุ่มกุหลาบของมาดอนน่าบานสะพรั่ง เก้าอี้นุ่มสบาย อาหารก็อร่อย แต่ถึงอย่างนั้นการต้องนั่งกินมื้อกลางวันกับคนแปลกหน้าหลายสิบชีวิตก็ไม่ใช่เรื่องน่ารื่นรมย์นัก “ดีนะที่ตำรวจปล่อยตัวฉัน แถมยังคืนโคเคนให้ฉันอีกต่างหาก” เสียงของโนอาห์ ชายหนุ่มคนที่ดูเหมือนว่าจะเป็นลูกพี่ลูกน้องของแมทธิวเอ่ยขึ้นอย่างขำ ๆ “โนอาห์!” เสียงของแมทธิวดังต่ำ ๆ จากปลายโต๊ะราวกับคำเตือนไม่ให้พูดต่อ ชายหนุ่มกลอกตามองบนยกไวน์ขึ้นซดอึกใหญ่แล้วก็เงียบไป ทิวาขมวดคิ้วอย่างอดสงสัยไม่ได้ ทำไมแมทธิวต้องตำหนิอีกฝ่าย และความสัมพันธ์ของทั้งสองคืออะไร พี่น้องกันหรือเปล่า ทั้งคู่ดูเหมือนจะไม่ค่อยชอบหน้ากันเท่าไหร่ แต่เท่าที่เคยได้ยินมาแมทธิวเป็นลูกคนเดียว หรืออาจจะเป็นคนในตระกูลเดียวกัน โนอาห์ เป็นอีกขั้วกับทิวาโดยสิ้นเชิง ขณะที่ทิวาเงียบ อีกฝ่ายกลับพูดโดยไม่คิดและหัวเราะเสียงดัง พอล ลูกชายคนโตของตระกูลคารูโซ นั่งอีกฝั่งเขาเอนตัวพิงพนัก สูทปลดกระดุมออก ท่าทางดูเหมือนเบื่อหน่าย แต่ทิวารู้ดีกว่านั้นเพราะเคยเห็นท่าทางยียวนตอนเขาเกาเคราตัวเองเหมือนทั้งหงุดหงิดและขำไปพร้อมกัน ซึ่งนั้นไม่เคยหมายถึงสัญญาณที่ดี เขาหล่อ หน้าตาดีแต่ถ้าเขาไม่ใช่พี่ชายคนโต ทิวาก็คงไม่เข้าใกล้ ความบ้าบิ่นของพอลเป็นอันตรายกับทุกคน โดยเฉพาะตัวเขาเอง เสียงรองเท้าส้นสูงดังใกล้เข้ามา ร่างบางยกยิ้มบางเมื่อเห็นเทียร่าเริ่มมีรอยยิ้มหลังจากต้องรับรู้เรื่องการถูกจับแต่งงานและเพิ่งทะเลาะกับแฟนที่แอบคบกันอยู่ เธอนั่งข้างคู่หมั้นและบิดาที่ปลายโต๊ะอีกฝั่ง บางทีเขาก็โล่งใจอยู่ลึก ๆ ที่ไม่ต้องนั่งใกล้แมทธิว เขาเพียงรู้สึกว่าต้องพยายามทำหน้าที่เจ้าบ้านที่ดี ตอบโต้ด้วยคำสุภาพทุกครั้งแม้บางคำจะไม่เหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อคนเริ่มเมาแต่กับชายฝั่งตรงข้าม ทิวากลับพูดไม่ออกเหมือนลิ้นพันกัน สมดุลในตัวเริ่มหายไป และร่างกายก็ร้อนวูบเหมือนแก้มจะระเบิดอยู่ตลอด แม้ไม่สบายใจเวลาคุยกับอีกฝ่ายแต่ก็อดเหลือบมองไม่ได้ หากไม่นับเรื่องรูปร่าง เขาก็แทบเข้ากับสเปกผู้ชายหน้าตาดีแบบที่เทียร่าชอบ ผิวขาว ผมดำสนิท และสายตาทิวาสะดุดกับแนวกล้ามแขนที่เห็นชัดใต้เสื้อเชิ้ต น้องเขยในอนาคตยิ่งดูหล่อภายใต้แสงแดดจัด แต่น่าเสียดายที่นิสัยไม่ได้ดีเท่าหน้าตา และสิ่งที่ติดตาที่สุดคือรอยสักสีเข้มที่เห็นลอดผ่านผ้าเชิ้ตขาว ลากยาวตั้งแต่หัวไหล่ไปจนถึงข้อมือที่สวมนาฬิกาเงิน เขามีลายสักเต็มแขน ภาพลักษณ์ภายนอกที่เขาบอกว่าเป็นสุภาพบุรุษที่แท้ก็เป็นแค่ภาพลวงตา แมทธิวเงยหน้าขึ้นสบตาคนร่างบางเหมือนรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังมองอยู่ ถึงจะนั่งห่างแต่สายตาเย็นชาของเขายังส่งแรงปะทะได้ ทิวาจ้องกลับเพียงเสี้ยววินาทีเพื่อไม่ให้ดูขี้ขลาดก่อนเบือนหน้าหนี และทันใดนั้นก็ผุดคิดได้ว่าเพื่อสุขภาพจิตของตัวเองเขาไม่ควรเข้าไปยุ่งกับผู้ชายคนนี้อีก มื้อกลางวันดำเนินต่อด้วยบทสนทนาเรื่อยเปื่อย แต่ความตึงเครียดไม่ยอมจาง พอลเอนตัวบนเก้าอี้นิ้วลากไปบนปากแก้วไวน์จนเกิดเสียงกังวาน เทียร่ากินอาหารราวกับว่าผู้ชายร่างใหญ่ที่เธอไม่รู้จักและกำลังจะแต่งงานด้วยในอีกสามสัปดาห์ไม่ได้อยู่ข้าง ๆ ส่วนดอนนาร์โกพูดถึงสนามยิงปืนเก่าที่เขาซื้อมา บทสนทนาไหลไปตามโต๊ะเหมือนโดมิโนที่ล้มติดต่อกัน และในขณะนั้นคนใช้สาวก็ยกของหวานอย่างทีรามิสุมาวาง ทิวาพร้อมเต็มที่ให้มื้อนี้จบลงอย่างรวดเร็ว แต่โชคร้ายความตึงเครียดกำลังจะระเบิด มันเริ่มจากข้อเสนอชวนทุกคนไปยิงปืนกันระหว่างพวกผู้ชาย จากนั้นทุกอย่างก็เหมือนฉากในฝันร้ายเมื่อ อีวาน โมเร็ตติ ที่นั่งซ้ายมือของทิวาหัวเราะหยัน ๆ จนต้องหันไปมอง เสียงจากแก้วของพอลเงียบลง สายตาคมเข้มของพี่ชายคนโตจ้องไปยังชายคนนั้น “มีอะไรน่าขำกัน” อีวานส่ายหัว “ก็แค่นึกถึงเรื่องที่น่าสนใจกว่ามานั่งดูพวกคารูโซยิงพลาดเป้า” “ซวยล่ะ…” โนอาห์พึมพำเบา ๆ ทิวาเม้มปาก หลับตาแน่นเพราะรู้ว่าวันที่พอลจะปล่อยผ่านโดยไม่เปิดศึกคงเป็นวันที่โลกล่มสลาย “พอล อย่า…” ดาริโอ ญาติผู้ชายเอ่ยเตือน แต่พอลไม่แม้แต่จะเหลียวไปหาเพียงส่งยิ้มเย็นให้อีวาน อกบางของทิวาเริ่มแน่นขึ้น เขาหันมองผู้เป็นพ่อเหมือนขอความช่วยเหลือ ทว่าอีกฝ่ายกำลังคุยกับแมทธิวและลุง ๆ อยู่โดยไม่ได้สนใจอะไร “ไม่รู้ว่าที่นายพูด หมายถึงอะไรนะ” พอลพูดลากเสียง “แต่ฉันก็ไม่ได้ยิงพลาดนี่นา…ชื่ออะไรนะ…อ้อ ใช่ อัลเบิร์ตใช่ไหม” แววตาพอลเปล่งประกายความสะใจ “งานนั้นฉันยิงเข้ากลางเป้าเลยล่ะ” ความขบขันบนใบหน้าพอลค่อย ๆ จางหาย เหลือความเงียบที่แม้แต่แขกหัวโต๊ะยังสัมผัสได้ ทุกอย่างเหมือนภาพนิ่งในนิตยสาร แล้วในวินาทีนั้นทิวาที่นั่งนิ่งอยู่ไม่ทันได้ตั้งตัว แขนกำยำข้างหนึ่งพาดรัดรอบคอ ดึงเขาให้ลุกพรวด ศีรษะถูกบังคับให้หันข้าง ขณะปลายกระบอกปืนเย็นเฉียบจ่อขมับ เสียงตะโกนภาษาอิตาเลียนดังระงม เก้าอี้หลายตัวล้มกระแทกพื้น ทุกคนลุกพรึบ ปืนชี้ใส่กันระเกะระกะ สำหรับทิวาทั้งชีวิตของเขาได้ยินพ่อสั่งการ ชีวิตไม่เคยสวยงามดั่งทุ่งลาเวนเดอร์ เคยเห็นพ่อตัดนิ้วคนตอนอายุห้าขวบ เคยเห็นลุงยิงคนตายต่อหน้าต่อตา เคยเห็นแผลจากมีด จากกระสุนเลือดมากมายแต่เขาไม่เคยถูกปืนจ่อหัวมาก่อน ไม่เคยรู้สึกถึงโลหะเย็นแตะขมับ ไม่เคยรู้สึกว่าชีวิตอาจดับในเสี้ยววินาที เลือดในกายเย็นจนกลายเป็นน้ำแข็ง และวินาทีนั้นเขาได้ยินเสียงของแมทธิวฝ่าคลื่นในหูต่ำและเรียบ “ปล่อยเขา อีวาน” “แกได้ยินที่มันพูดไหมสเปด! มันเป็นคนฆ่าอัลเบิร์ต!” ปลายกระบอกปืนสั่นไหวอยู่ข้างขมับทิวา ร่างเล็กไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย สายตาจ้องแนวพุ่มไม้ข้างรั้วเหล็กนิ่ง “พอล!” ดอนนาร์โกตวาด “อย่า!” ทิวาหันไปมองพี่ชาย และเห็นเพียงปากกระบอกปืนของพอลที่กำลังเล็งยิงอีวานที่ยืนอยู่ด้านหลังเขา “แกยิงไม่แม่นหรอกพอล ก่อนที่จะยิงโดนฉัน แกจะยิงน้องชายสุดที่รักของแกก่อน!” เสียงอีวานร้อนระอุอยู่หลังหู “วาง! ปืน! ลง!!!” น้ำเสียงของแมทธิวนิ่งแต่แฝงโทสะเหมือนทะเลก่อนพายุ หนึ่งวินาที…สองวินาที…อีวานลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ไม่ยอมลดปืนลง ปัง! อะไรบางอย่างอุ่นและเปียกกระเซ็นบนแก้มทิวา หูอื้อทันควัน เสียงรอบตัวเหมือนจมหายใต้ผิวน้ำ แขนที่รัดคอหลุดออก ร่างหนักของใครบางคนทรุดลงพื้น ปลายนิ้วที่ชา ความรู้สึกค่อย ๆ ไหลกลับมา เสียงรอบข้างไต่ระดับดังขึ้นเหมือนถูกดึงขึ้นจากน้ำหนักมหาศาล “นั่งลงให้หมด! เดี๋ยวนี้!” เสียงดอนนาร์โกคำราม “เราจะกินข้าวกลางวันให้เสร็จ แม่งเอ๊ย!” ทุกคนทรุดนั่งเหมือนถูกตรึง ยกเว้นทิวากับแมทธิว น้องเขยในอนาคตจ้องอีกฝ่ายด้วยสายตาหนักแน่น อ่านไม่ออก มือของเขายังคงถือปืน “ทิวา! นั่ง!” เสียงของผู้เป็นพ่อสั่ง ร่างบางค่อย ๆ ทรุดนั่งลง เลือดอุ่นหยดลงบนแก้ม สีแดงกระเด็นเปื้อนเก้าอี้และผ้าปูโต๊ะสีเทาขาว ปลายเท้าเขาแตะโดนรองเท้าของอีวานที่นอนแน่นิ่ง ทิวานั่งนิ่งสายตาไล่จากโนอาห์ที่มองมานิ่ง ๆ ไปยังพอลที่กำลังกินของหวานต่ออย่างเอร็ดอร่อยราวไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ทิวา!” เสียงเตือนเบา ๆ จากพ่อดังขึ้นอีกครั้ง และเพราะถูกสั่ง เขาจึงตักทีรามิสุเข้าปาก เคี้ยวอย่างช้า ๆ ก่อนที่สายตาของเขาจะเงยไปมองท้องฟ้าสีสด เมฆขาวนวลลอยอ้อยอิ่งกลางอากาศ ถึงสถานการณ์จะเป็นเช่นนี้แต่มันก็เป็นวันที่สวยงามอย่างน่าประหลาด
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD