สนามบินปาแลร์โมในเช้าวันจันทร์คึกคักกว่าทุกวัน ผู้โดยสารจากหลากหลายเที่ยวบินหลั่งไหลออกจากเกตราวกับสายน้ำ เสียงประกาศจากลำโพงดังขึ้นเป็นระยะคลอไปกับเสียงล้อกระเป๋าที่ลากผ่านพื้นหินขัดเงาวับ กลิ่นอากาศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำหอมหลากหลายยี่ห้อและกลิ่นชื้นอ่อน ๆ ของเครื่องปรับอากาศ นั่นคือสิ่งที่ใครหลายคนคุ้นเคยดีในสถานที่แห่งนี้
ทิวา สวมเสื้อเชิ้ตสีอ่อนเรียบง่ายทับด้วยเสื้อคลุมเนื้อบาง เดินลากกระเป๋าออกมาจากทางผู้โดยสารขาออกด้วยท่าทีสงบนิ่ง เขาเพิ่งกลับจากกรุงโรมหลังจากเสร็จสิ้นการประชุมสำคัญ โครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่ของบริษัทที่ตนดำรงตำแหน่งซีอีโอ แม้ร่างกายจะอ่อนล้าจากการทำงานที่ติดต่อกันหลายวัน แต่สิ่งที่ชายหนุ่มต้องการในตอนนี้กลับไม่ใช่เตียงนุ่ม ๆ หากเป็นกาแฟร้อน ๆ สักแก้วที่จะช่วยปลุกให้สมองตื่นตัวก่อนต้องกลับไปเผชิญกับกองเอกสารและการประชุมที่รออยู่
เสียงล้อกระเป๋าที่ลากไปข้างหน้าเป็นจังหวะต้องหยุดลงเมื่อเขามาถึงคาเฟ่เล็ก ๆ มุมหนึ่งของสนามบิน กลิ่นหอมเข้มของเมล็ดกาแฟคั่วบดสดใหม่ลอยอวลจนยากจะต้านทาน ทิวาก้าวเข้าไปภายในร้านอย่างเงียบ ๆ แววตาที่แม้จะสงบแต่แฝงความเหนื่อยล้าไว้ก็ยังดูเฉียบขาด เขายืนรอคิวอย่างสุภาพ ริมฝีปากบางเม้มแน่นเล็กน้อยพลางกวาดสายตาอ่านเมนูที่ติดอยู่เหนือเคาน์เตอร์ด้วยความตั้งใจ
‘เอาลาเต้ร้อน ๆ สักแก้วก็แล้วกัน’ ความคิดนั้นเพิ่งผุดขึ้นในหัว และเขากำลังจะเอ่ยปากสั่งในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า ถ้าไม่ใช่เพราะใครบางคนเดินเข้ามาแทรกเสียก่อน
ชายร่างสูงโปร่งในโค้ตสีดำสนิทปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า สวมแว่นกันแดดทั้งที่อยู่ในตึกที่ไม่มีแดดส่อง บุคลิกของเขาสงบนิ่ง ทว่ากลับแผ่อำนาจบางอย่างออกมาโดยไม่ต้องเปล่งเสียงแม้แต่คำเดียว เขาก้าวขึ้นมายืนข้างหน้าอย่างไม่สนสายตาคนรอบข้าง แล้วเอ่ยสั่งกาแฟด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นก่อนที่ร่างเล็กจะทันได้เปิดปาก
“เอสเพรสโซ่ ดับเบิลช็อต”
ทิวาชะงักไปในทันที คิ้วขมวดเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว ความไม่พอใจแล่นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ถึงแม้เขาจะไม่ได้พูดตำหนิออกไป แต่ดวงตาคู่สวยก็ยังคงจับจ้องแผ่นหลังของชายแปลกหน้าด้วยแรงอารมณ์ อีกฝ่ายดูเหมือนคนที่ไม่เห็นหัวใครเกินไป หรือบางทีอาจเป็นเพราะท่าทีเงียบขรึมเย็นชาที่แผ่กลิ่นอายของความไม่สนโลกใด ๆ
ทิวาไม่อาจละสายตาไปจากเขาได้ จนกระทั่งชายคนนั้นเหมือนจะรู้ตัวว่ากำลังถูกจ้อง เขาหันกลับมาอย่างเชื่องช้าก่อนจะดึงแว่นกันแดดออก และทันทีที่สายตาคมกริบคู่นั้นสบเข้ากับดวงตาของคนตรงหน้า โลกทั้งใบก็พลันเงียบงันลงในเสี้ยววินาที
แมทธิว เพิ่งเดินทางกลับจากเจนีวาเพื่อเข้าร่วมการประชุมกับพันธมิตรทางธุรกิจในยุโรป เขาไม่ใช่คนที่ชอบเสียเวลาในเรื่องเล็กน้อยอย่างการต่อคิว และก็ไม่ใช่คนที่จะหันกลับไปสนใจใครง่าย ๆ ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับทำให้เขาหยุดนิ่งโดยไม่ตั้งใจ แม้สายตาคู่นั้นไม่ได้อ่อนโยนแต่กลับตรงไปตรงมาและชัดเจนจนแมทธิวรู้สึกเหมือนถูกอ่านความคิด เขากระแอมเบา ๆ ก่อนเบือนหน้าหนีราวกับไม่อยากให้ใครรู้ว่าเพิ่งเสียสมาธิ
“นี่นาย… ไม่เห็นหรือไงว่าฉันยืนอยู่ตรงนี้ก่อน”
น้ำเสียงเรียบของทิวาดังขึ้นไม่ดังนัก แต่แหลมคมพอจะบอกให้คนฟังรู้ว่าภายในนั้นเต็มไปด้วยความไม่พอใจ บอดี้การ์ดร่างใหญ่ด้านหลังแมทธิวก้าวขึ้นมาในทันทีเมื่อเห็นว่านายของตนถูกต่อว่า แต่ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลาย มือใหญ่ก็ยกขึ้นเป็นสัญญาณให้หยุด เขาหันกลับมาอีกครั้ง คราวนี้สายตาคมเข้มสบเข้ากับดวงตาของทิวาโดยตรง ริมฝีปากหนากระตุกยิ้มบาง ไม่ใช่รอยยิ้มของมิตรไมตรี หากแต่เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความยียวนชวนให้เดือดดาล
“เห็นสิ” เสียงทุ้มต่ำตอบกลับมาอย่างไม่ใส่ใจ “คิดว่าเป็นหุ่นยนต์ ยืนตั้งนานแต่ไม่สั่งซักที”
ทิวาชะงัก ดวงตาเบิกกว้างไปชั่วขณะ ก่อนที่ใบหน้าจะค่อย ๆ คลี่ยิ้มเยือกเย็นออกมา นั่นไม่ใช่รอยยิ้มของความพอใจ แต่เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความไม่สบอารมณ์อย่างปิดไม่มิด
“ก่อนออกจากบ้าน ไม่ได้พกมารยาทมาด้วยหรือไง”
ไม่มีคำตอบกลับมา มีเพียงสายตาคมที่ทอดมองมาอย่างประเมิน ก่อนที่ชายแปลกหน้าจะรับแก้วกาแฟจากพนักงานแล้วเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก ทิ้งไว้เพียงกลิ่นกาแฟเข้มและความขุ่นมัวที่ยังวนเวียนอยู่ในอกของทิวา เขาไม่รู้แม้แต่ชื่อของชายคนนั้น และก็ไม่คิดจะจดจำด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่น่าหงุดหงิดยิ่งกว่าก็คือภาพแผ่นหลังนั้นกลับไม่ยอมลบหายไปจากความคิดง่าย ๆ เลย
ด้านแมทธิว
รถโรลส์รอยซ์สีดำสนิทจอดรออยู่ที่ช่องทางรับผู้โดยสาร VIP ด้านหน้าอาคาร ประตูด้านหลังถูกเปิดออกทันทีที่ร่างสูงโปร่งปรากฏตัวขึ้น แมทธิวก้าวออกจากโถงสนามบินด้วยท่วงท่าสง่างาม โดยมีบอดี้การ์ดสองคนเดินตามหลังห่าง ๆ
“สวัสดีครับ บอส” ดันเต้ มือขวาคนสนิทของแมทธิว และเป็นคนที่ดูแลทุกอย่างแทนเจ้านายในช่วงที่ไม่อยู่เอ่ยขึ้นพร้อมโน้มตัวเล็กน้อยก่อนเปิดประตูรถให้บอสของเขาขึ้นนั่งอย่างนอบน้อม ร่างสูงก้าวขึ้นรถเงียบ ๆ เขาถอดโค้ตสูทราคาแพงออกแล้ววางลงบนเบาะข้างตัว ก่อนเอนหลังพิงพนักหนังแท้ที่ตัดเย็บอย่างประณีต ดวงตาคมทอดมองวิวด้านนอกที่เคลื่อนผ่านไปอย่างไร้ความสนใจนัก
“บอสครับ…” ดันเต้เอ่ยขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังเงียบ “พรุ่งนี้ ดอนนาร์โกนัดให้บอสไปพบที่บ้านนะครับ”
ปลายนิ้วยาวที่วางอยู่บนตักกระตุกขึ้นทันทีที่ได้ยินชื่อนั้น ดวงตาคมปิดลงราวกับพยายามกดความคิดบางอย่างไม่ให้แล่นขึ้นมา
“…โอเค” เสียงทุ้มต่ำตอบเพียงสั้น ๆ ก่อนที่ความเงียบจะกลับมาอีกครั้ง แมทธิวบีบสันคิ้วเบา ๆ คลายความตึงเครียดที่สะสมมาหลายวัน แล้วปล่อยให้ลมหายใจยาว ๆ หลุดออกมาแทนคำพูดใด ๆ เขารู้ดีว่าการไปเยือนบ้านคารูโซครั้งนี้ไม่ใช่สิ่งที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ มันคือสิ่งที่เขาจำเป็นต้องเผชิญ
และในห้วงความคิดอันเงียบสงัดนั้น ภาพของดวงตาคู่สวยที่สบตาเขาที่คาเฟ่เมื่อครู่นี้กลับแล่นเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว จนเขาเองก็ยังไม่เข้าใจ ว่าทำไมคนแปลกหน้าคนนั้นถึงยังติดอยู่ในหัว
ด้านทิวา
ทิวายังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่างในคาเฟ่เดิม กาแฟลาเต้ร้อนในมือเย็นลงไปจนเกือบครึ่งแก้วแล้วแต่เขาก็ยังไม่ยกขึ้นจิบแม้แต่ครั้งเดียว เขานั่งคิ้วขมวดแน่นพลางถอนหายใจ แล้วก็ขมวดคิ้วอีกครั้ง ทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่เขาทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าตั้งแต่นั่งลงมา
‘คิดว่าเป็นหุ่นยนต์…’ ประโยคนั้นวนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุดจนเขาต้องกัดฟันแน่นด้วยความขุ่นเคือง เพราะโดยปกติแล้ว เขาไม่ใช่คนที่จะใส่ใจกับคนแปลกหน้า แต่ใบหน้าคมเข้มของชายคนนั้นกลับทำให้เขารู้สึกคุ้นตาอย่างน่าประหลาด เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน ทว่าต่อให้พยายามนึกเท่าไร ภาพนั้นก็ยังไม่ปรากฏขึ้นมาในความทรงจำ
ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นบนโต๊ะก็ช่วยดึงเขาออกจากห้วงความคิด ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอทำให้ปลายนิ้วยกขึ้นกดรับโดยไม่ลังเล
“เทียร่า”
“พี่ทิวา อยู่ไหนแล้ว รถรออยู่ด้านหน้าแล้วนะ” เสียงใสของน้องสาวดังขึ้นอย่างร่าเริงจนคนฟังอดยิ้มไม่ได้
“โอเค เดี๋ยวพี่ออกไป”
ทิวาลุกขึ้น ลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ไปยังประตูทางออก ปล่อยความขุ่นมัวทั้งหมดทิ้งไว้ในคาเฟ่
ทันทีที่สายตาเห็นร่างของหญิงสาวในชุดกระโปรงเรียบง่ายยืนรออยู่ข้างรถ ลมหายใจที่อัดแน่นในอกก็คลายลงอย่างประหลาด รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าโดยไม่รู้ตัว
“พี่ทิวา!” เสียงเรียกดังขึ้นพร้อมกับร่างเล็กที่วิ่งเข้ามากอดเขาแน่นจนแทบเซ ทิวาหัวเราะเบา ๆ พลางยกมือลูบศีรษะน้องสาวอย่างอ่อนโยน ความหงุดหงิดทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเช้านี้ดูเหมือนจะค่อย ๆ จางหายไป เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะสดใสของคนที่เขารักที่สุดในโลก