ภายในห้องครัวหลวงของปราสาททมิฬที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นดั่งนรกบนดิน บัดนี้บรรยากาศกลับแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจนดูราวกับเป็นคนละมิติกาลเวลา แสงสว่างสีนวลจากคริสตัลมานาที่ถูกติดตั้งใหม่ตามจุดยุทธศาสตร์ส่องกระทบผนังกระเบื้องหินขัดเงาจนเกิดเงาสะท้อนที่สะอาดตา กลิ่นควันไฟอับชื้นและกลิ่นเหม็นหืนของน้ำมันที่เคยเกาะกินทุกอณูของอากาศได้จางหายไปสิ้น ทิ้งไว้เพียงความโปร่งสบายที่แม้แต่สิ่งมีชีวิตที่คุ้นชินกับความมืดมิดอย่างปีศาจยังต้องหยุดยืนสูดลมหายใจด้วยความประหลาดใจ
เกรซยืนพิงเคาน์เตอร์สเตนเลสเวทมนตร์ตัวใหม่ที่เจ้าเซฟเพิ่งช่วยติดตั้งเสร็จสิ้น มือเรียวบางพับแขนเสื้อขึ้นอย่างลวก ๆ ขณะจ้องมองเข็มมาตรวัดความดันอากาศที่ติดตั้งอยู่ตรงหน้า เธอกำลังรอวินาทีสำคัญ... วินาทีที่จะพิสูจน์ว่าหลักการวิศวกรรมสถาปัตยกรรมจะสยบอำนาจมืดแห่งความร้อนได้จริงหรือไม่
"เอาล่ะ... ท่านกอร์ค เปิดเตาไฟทุกเตาให้แรงที่สุด!" เกรซตะโกนสั่งการ น้ำเสียงของเธอเปี่ยมด้วยความมั่นใจ
พ่อครัวโอเกอร์ร่างยักษ์พยักหน้าอย่างขะมักเขม้น เขาโบกมือสั่งให้ลูกสมุนปีศาจกระหน่ำโยนถ่านหินลาวาลงในเตาหลอม ทันใดนั้นเปลวเพลิงสีส้มแดงก็พวยพุ่งขึ้นสูง ไอร้อนมหาศาลเริ่มแผ่กระจายออกมาจากปากเตา ควันหนาทึบจากการเผาไหม้เริ่มก่อตัวขึ้นปกคลุมพื้นผิวหน้าเตา หากเป็นเมื่อก่อน ควันเหล่านี้จะลอยเคว้งคว้างไปทั่วห้องและสะสมจนมองไม่เห็นทางเดิน
"เจ้าเซฟ... เริ่มระบบแยกอากาศแรงสูงได้!"
เจ้าเซฟสั่นตัวส่งเสียงกลไก กริ๊กๆ ลิ้นเหล็กของมันแตะลงบนคริสตัลมานาธาตุลมที่ติดตั้งอยู่ในท่อระบายอากาศด้านบน ทันทีที่วงจรเวทมนตร์สมบูรณ์ พายุหมุนขนาดเล็กภายในท่อก็เริ่มทำงานด้วยความเร็วรอบที่เกรซคำนวณไว้ เสียงลมที่ถูกดูดดัง วูบ! อย่างทรงพลัง
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้บรรดาผู้ช่วยเชฟปีศาจถึงกับอ้าปากค้าง ควันที่เคยพวยพุ่งออกมาจากเตาไฟกลับถูกกระชากเข้าสู่ปากฮู้ดดูดควันรูปกรวยอย่างรวดเร็วราวกับถูกแรงดึงดูดจากหลุมดำ ควันเหล่านั้นไม่ทันจะได้กระจายตัวออกสู่โซนเตรียมอาหารเลยแม้แต่น้อย มันถูกม้วนตัวเป็นเกลียวตามแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางและหายวับไปในท่อระบายอากาศทันที
"ดูนั่นสิ!" เกรซชี้ไปที่มาตรวัดความเร็วลม " ความเร็วจับยึดของเราอยู่ที่ 0.5 เมตรต่อวินาที ซึ่งเพียงพอจะจับละอองไขมันและควันร้อนได้ทั้งหมด และที่สำคัญที่สุด... ท่านลองเช็กอุณหภูมิที่หน้าเตาดูสิคะ"
กอร์คขยับเข้าไปยืนหน้าเตาไฟที่กำลังลุกโชน เขาเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ ปกติในระยะนี้เขาจะต้องรู้สึกเหมือนผิวหนังกำลังจะละลายและต้องเหงื่อท่วมกายจนมองไม่เห็นทาง แต่ตอนนี้เขากลับสัมผัสได้เพียงความอุ่นสบาย ลมเย็นจากโซนล้างจานที่เกรซออกแบบให้ไหลเวียนเข้ามาแทนที่อากาศเสีย (Makeup Air) พัดผ่านแผ่นหลังของเขาไปปะทะกับเตาไฟพอดี ทำให้บรรยากาศรอบตัวเขาสดชื่นและเย็นสบายอย่างไม่น่าเชื่อ
"มัน... มันเย็นเหลือเกิน" กอร์คพึมพำพลางสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปเต็มปอด
"ข้าไม่เคยรู้สึกว่าหัวของข้ามันจะโปร่งได้ขนาดนี้ในขณะที่ไฟยังลุกอยู่!"
เมื่อสภาพแวดล้อมได้รับการแก้ไข สิ่งมหัศจรรย์ถัดมาก็บังเกิดขึ้นบนเขียงหิน กอร์คหยิบชิ้นเนื้อขาหลังมังกรดินขึ้นมาวางด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป มือหนาของเขาที่เคยสั่นและลนลานจากความร้อนจัด บัดนี้กลับนิ่งสงบและแม่นยำ เขาจับอีโต้ขึ้นมาด้วยท่วงท่าที่สุขุม สายตาที่เคยพล่ามัวเพราะควันไฟกลับมาแจ่มชัดจนมองเห็นลายเส้นของกล้ามเนื้อสัตว์อสูรได้อย่างละเอียด
ฉับ! ฉับ! ฉับ!
เสียงสับเนื้อเปลี่ยนจากจังหวะที่ก้าวร้าวรุนแรง กลายเป็นจังหวะที่ละเมียดละไมและสม่ำเสมอ กอร์คเริ่มปรุงซุปเนื้อตามสูตรดั้งเดิม แต่คราวนี้เขาไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเพราะความหงุดหงิด เขาบรรจงหย่อนสมุนไพรมานาลงไปทีละนิด ชิมรสชาติด้วยลิ้นที่บัดนี้ไม่ถูกเขม่าไฟเคลือบไว้ รสสัมผัสที่เที่ยงตรงทำให้เขาตระหนักว่าปริมาณเกลือที่เคยใช้มากเกินไปนั้นเป็นเพราะความเครียดของร่างกาย
ไอร้อนจากหม้อซุปที่ลอยขึ้นถูกฮู้ดดูดควันเก็บกวาดไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงกลิ่นหอมหวนของเครื่องเทศที่โชยมาเตะจมูก เกรซยืนยิ้มขณะมองดูพ่อครัวยักษ์ปรุงอาหารด้วยใบหน้าที่ดูมีความสุขเป็นครั้งแรก เมื่ออาหารถูกตักขึ้นใส่ชามกระเบื้องหินอ่อน สีสันของมันไม่ใช่สีม่วงคล้ำน่ากลัวอีกต่อไป แต่เป็นสีน้ำตาลทองใสกระจ่างที่มีหยดไขมันวาววับลอยเด่น
"ลองชิมดูสิ... ลูกพี่เกรซ" กอร์คยื่นชามใบเล็กให้เธอด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อยจากความตื่นเต้น
เกรซรับชามมาแล้วใช้ช้อนไม้ตักซุปขึ้นซดเบา ๆ ทันทีที่น้ำซุปสัมผัสลิ้น รสชาติความหวานจากกระดูกมังกรและความหอมของสมุนไพรก็พุ่งพล่านไปทั่วปาก มันสมดุล กลมกล่อม และมีมิติของรสชาติที่ละเอียดยิบจนเธออยากจะหลั่งน้ำตา
"อร่อย... อร่อยที่สุดเลยค่ะท่านกอร์ค! นี่แหละคือรสชาติอาหารที่ควรจะเป็น!"
กอร์คยืนนิ่งอึ้งเมื่อได้ยินคำชมจากปากสถาปนิกสาว เขาหันไปมองรอบ ๆ ครัวที่บัดนี้ดูขาวสะอาดตา พื้นหินที่เดินง่ายไม่ลื่นน้ำมัน ผนังที่สัมผัสแล้วเย็นสบาย และอากาศที่สดชื่นราวกับยอดเขา เขาเริ่มนึกถึงวันคืนนับร้อยปีที่เขาต้องทนทุกข์อยู่ในถ้ำมืดที่ร้อนระอุ ต้องทนกับการถูกด่าทอจากขุนนางเรื่องรสชาติอาหารที่เพี้ยนไป ต้องทนกับความเจ็บป่วยจากควันไฟที่ทำลายดวงตาและปอดของเขา
อยู่ดี ๆ หยดน้ำตาเม็ดโตก็ไหลออกมาจากดวงตาสีแดงของยักษ์โอกร เขาทรุดเข่าลงกับพื้นครัวหน้าเคาน์เตอร์สเตนเลส เสียงสะอื้นเบา ๆ ดังขึ้นจากลำคอที่เคยมีแต่เสียงตะคอก
"ร้อยปี... ข้าทำครัวในนรกมาเป็นร้อยปี" กอร์คพูดด้วยเสียงสั่นเครือ
"ข้าคิดว่าโชคชะตาของโอกรอย่างข้ามีเพียงแค่การถูกแผดเผาอยู่ในครัวมืด ๆ จนกว่าจะตายไป แต่เจ้า... เจ้ามนุษย์ตัวเล็กๆ กลับมอบบ้านที่แท้จริงให้ข้า เจ้าทำให้ข้ารู้สึกว่างานของข้ามีค่า และทำให้ข้าไม่ต้องทรมานอีกต่อไป"
เหล่าผู้ช่วยปีศาจตัวจ้อยที่เห็นหัวหน้าของตนร้องไห้ต่างพากันนิ่งเงียบ พวกเขาสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่เกรซนำเข้ามาสู่หัวใจของพวกตนผ่านสถาปัตยกรรมที่เข้าใจถึงความเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิต ความเกลียดชังต่อมนุษย์มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความซาบซึ้งและเทิดทูน
กอร์คปาดน้ำตาออกด้วยหลังมือ พลางยันกายลุกขึ้นยืนด้วยความสง่า เขาหันไปหาลูกสมุนปีศาจทุกคนในครัวแล้วประกาศกร้าวด้วยเสียงอันดังสนิทจนผนังสั่น
"ทุกคนฟังข้าให้ดี! นับแต่วินาทีนี้ไป เกรซ แอนเดอร์สัน ไม่ใช่แค่ผู้ดูแลหรือสถาปนิกธรรมดาสำหรับพวกเราอีกต่อไป นางคือคนผู้เดียวที่มองเห็นความลำบากของพวกเรา และช่วยกู้ชีวิตพวกเราจากนรกแห่งนี้! ใครก็ตามที่บังอาจขัดคำสั่งนาง หรือพูดจาดูหมิ่นนาง แม้เพียงครึ่งคำ... มันจะต้องเจอกับอีโต้ของข้า!"
เขาก้มลงคำนับเกรซอย่างนอบน้อมที่สุดเท่าที่โอกรจะทำได้
"พวกเราจะเรียกท่านว่าลูกพี่! คำสั่งของท่านคือประกาศิตสูงสุดในเขตปีกใต้นี้ และพวกเราทุกคนพร้อมจะสละชีพเพื่อปกป้องท่าน!"
"ลูกพี่! ลูกพี่เกรซ!" เสียงตะโกนประสานเสียงดังลั่นครัวหลวง สมุนปีศาจพากันคุกเข่าทำความเคารพเกรซอย่างพร้อมเพรียง แม้แต่เจ้าเซฟยังส่ายตัวไปมาและงอกขากลออกมาทำท่าทางเหมือนกำลังตะเบ๊ะรับคำสั่งอย่างภาคภูมิใจ
เกรซถึงกับทำตัวไม่ถูก ใบหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอายปนขบขัน
"เอ่อ... ไม่ต้องถึงขนาดนั้นก็ได้นะคะทุกคน ฉันแค่ทำตามหน้าที่ของสถาปนิกเท่านั้นเอง..."
แต่ดูเหมือนคำทัดทานของเธอจะไม่เป็นผลเสียแล้ว เพราะตอนนี้ในสายตาของเผ่าโอกรและปีศาจรับใช้ในครัว เกรซคือเทพธิดาแห่งการก่อสร้างและเจ้านายผู้มีพระคุณสูงสุดในชีวิตของพวกเขา
มื้ออาหารเย็นวันนั้นถูกเสิร์ฟที่โต๊ะอาหารส่วนตัวของเกรซด้วยความพิถีพิถันระดับสูงสุด กอร์คลงมือปรุงอาหารด้วยตัวเองทุกขั้นตอนเพื่อขอบคุณลูกพี่ของเขา อาหารจานนั้นคือสเต็กเนื้อมังกรย่างซอสไวน์แดงเวทมนตร์คู่กับผักย่างที่ชุ่มฉ่ำ รสชาติของมันละมุนลิ้นจนเกรซรู้สึกเหมือนได้กลับไปยังภัตตาคารหรูในโลกเก่าของเธอ
"อื้ม... นี่แหละคือรางวัลของการทำงานหนัก" เกรซหลับตาเคี้ยวด้วยความฟินพลางถอนหายใจยาว
ชัยชนะครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ความอิ่มอร่อย แต่เกรซรู้ดีว่าเธอได้รับฐานอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดในปราสาทมาไว้ในมือ หากจอมมารไคเซอร์คือประมุขแห่งอาณาจักร กอร์คและกองทัพปีศาจในครัวก็คือผู้กุมหัวใจและความมั่นคงของกระเพาะอาหารทุกคนในปราสาท การได้คนเหล่านี้มาเป็นพันธมิตรที่จงรักภักดีหมายความว่าข้อมูลและความเคลื่อนไหวทุกอย่างในปีกอาคารต่างๆ จะถูกส่งมาถึงหูเธออย่างรวดเร็ว
ไคเซอร์ที่บังเอิญเดินผ่านมาเห็นบรรยากาศที่คึกคักและสงบสุขในปีกใต้ถึงกับต้องประหลาดใจ เขาเห็นพ่อครัวยักษ์ที่เคยอารมณ์ร้ายกลับมายืนยิ้มแย้มและสั่งการด้วยความสุภาพ และเห็นเกรซที่นั่งกินอาหารอย่างมีความสุขท่ามกลางการปรนนิบัติอย่างนอบน้อมของปีศาจที่เคยกระหายเลือด
"เจ้าทำได้อีกแล้วนะ เกรซ แอนเดอร์สัน..." ไคเซอร์พึมพำกับตัวเอง แววตาสีแดงฉานของเขาฉายประกายความพึงพอใจ
"เจ้าไม่ได้แค่รีโนเวทปราสาท... แต่เจ้ากำลังรีโนเวทจิตวิญญาณของผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่ด้วย"
เกรซเงยหน้าขึ้นเห็นจอมมารที่ยืนมองอยู่ที่ขอบประตู เธอชูชิ้นเนื้อในมือขึ้นพลางยิ้มกว้าง
"ท่านจอมมารคะ! สนใจมาร่วมโต๊ะอาหารที่ถูกหลักโภชนาการครั้งแรกของปราสาทไหมคะ? รับรองว่าถ้าท่านได้ชิมซุปฝีมือกอร์คในครัวใหม่ ท่านจะไม่อยากกินซุปสีม่วงนั่นอีกเลยตลอดชีวิต!"
ไคเซอร์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะขยับยิ้มบาง ๆ แล้วก้าวเดินเข้าไปในห้องอาหาร ความสัมพันธ์ระหว่างสถาพนิคสาวและจอมมารดูจะแน่นแฟ้นขึ้นอีกระดับผ่านกลิ่นหอมของอาหารและบรรยากาศที่ถูกสร้างสรรค์ด้วยหัวใจของนักออกแบบ ภารกิจถัดไปของเกรซยังคงรออยู่ แต่ในตอนนี้... เธอคือลูกพี่ผู้ครองใจคนทั้งครัว และนั่นคือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ทองคำกองไหนก็ซื้อไม่ได้