แสงจันทร์สีเลือดภายนอกหน้าต่างเริ่มเคลื่อนคล้อยไปตามกาลเวลา แต่ภายในห้องบรรทมของจอมมารไคเซอร์ กลับไม่มีทีท่าว่าความวุ่นวายจะสงบลง กิ๊บในร่างของเกรซ แอนเดอร์สัน ยืนหอบหายใจเบาๆ อยู่กลางห้องที่บัดนี้เริ่มสะอาดสะอ้านขึ้นจากการขัดถูครั้งใหญ่ มือเรียวบางยกขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมตามหน้าผากจนทิ้งคราบฝุ่นจางๆ ไว้บนผิวแก้มขาวนวล นัยน์ตาสีฟ้าของเธอกวาดมองไปที่เตียงหินขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงจุดตัดของพลังงานเน่าเสียด้วยความขัดใจ
“นี่คือต้นตอของฝันร้ายทั้งหมด...” เกรซพึมพำกับตัวเอง สายตาของเธอวิเคราะห์เส้นสายของแรงดึงดูดและกระแสมานาที่ไหลวนเวียนเป็นเกลียวมืดรอบขอบเตียงหินที่หนักหลายตัน
เกรซเดินไปหยุดอยู่ที่ปลายเตียงหินที่สลักจากแกรนิตดำขัดเงา มันเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ดูมั่นคงจนแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างปราสาท เธอหันไปหาเจ้าเซฟ หีบมิมิคตัวจิ๋วที่กำลังทำท่าเหมือนเตรียมพร้อมรบด้วยการงอกขาไม้เล็กๆ ออกมาถ่างกว้าง
“เจ้าเซฟ ช่วยดันฝั่งซ้ายทีนะ... แต่ฉันว่าลำพังพวกเราสองคนคงทำเตียงนี่ขยับไม่ได้สักมิลลิเมตรแน่ๆ” เกรซเม้มริมฝีปากพลางปรายตาไปมองร่างสูงสง่าที่ยืนกอดอกอยู่ข้างหน้าต่าง ไคเซอร์ยังคงจ้องมองเธอด้วยสายตาที่ยากจะอ่านออก
“ท่านจอมมารคะ...” เกรซรวบรวมความกล้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะประนีประนอมที่สุด
“สถาปนิกคือผู้วางแบบแปลน แต่ผู้ที่ทรงอำนาจที่สุดในสถานที่นี้คือท่าน ถ้าท่านอยากนอนหลับลึกจริงๆ ท่านช่วยออกแรงนิดหน่อย ย้ายเตียงมรณะนี่ออกจากจุดอัปมงคลทีได้ไหมคะ?”
ไคเซอร์เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากของเขาหยักลึกขึ้นคล้ายจะเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความดูแคลน
“เจ้ากำลังขอให้ราชาจอมมารผู้ปกครองเจ็ดอาณาจักรปีศาจ... มาช่วยเจ้าจัดห้องนอนงั้นหรือ?”
“ไม่ใช่จัดห้องนอนค่ะ แต่เป็นการปรับฐานรากแห่งชีวิตของท่านต่างหาก!” เกรซตอบโต้กลับอย่างทันควันด้วยแววตาที่จริงจังจนไคเซอร์ชะงัก
“ทิศที่เตียงนี้ตั้งอยู่คือทิศมรณะ มันคือจุดที่พลังงานไหลลงสู่หลุมศพ ถ้าท่านไม่อยากนอนเป็นศพไปตลอดกาล ก็ช่วยย้ายมันไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือทีเถอะค่ะ!”
ไคเซอร์จ้องมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นของสตรีตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแค่นลมหายใจออกมาเบาๆ เขาเดินก้าวเข้ามาหาเตียงหินด้วยท่วงท่าที่สง่างามแต่แฝงไปด้วยแรงกดดันมหาศาล เขาไม่ได้ใช้มือสัมผัสเตียงด้วยซ้ำ เพียงแค่ขยับนิ้วเรียวยาวเบาๆ มวลสารสีดำสนิทก็พุ่งออกมาจากใต้เงาของเขา เข้าไปโอบรัดฐานเตียงหินหนักหลายตันเอาไว้
ครืด... ครืด... เสียงหินเสียดสีกับหินดังกึกก้องราวกับแผ่นดินไหวขนาดเล็ก เจ้าเซฟรีบกระโดดเข้าไปช่วยดันฝั่งท้ายเตียงอย่างกระตือรือร้นด้วยการใช้ร่างไม้กระแทกแรงๆ เกรซทำหน้าที่คอยกำกับทิศทาง เธอใช้เท้าลากเส้นบนพื้นที่สะอาดแล้วสั่งการด้วยเสียงที่หนักแน่น จนกระทั่งเตียงหินเคลื่อนที่ออกจากจุดเดิมไปเกือบสามเมตร
“พอแล้วค่ะ! ตรงนั้นแหละ!” เกรซร้องสั่ง ไคเซอร์หยุดพลังของเขาในทันที เตียงหินกระแทกพื้นจนเกิดแรงสั่นสะเทือนจางๆ
เกรซเดินเข้าไปตรวจสอบตำแหน่งใหม่ด้วยความละเอียดรอบคอบ เธอพิจารณาจากตำแหน่งของเสาหินขนาดใหญ่ที่อยู่มุมห้อง เสาเหล่านั้นถูกสลักให้มีเหลี่ยมคมที่แหลมพุ่งเข้าหาจุดที่เตียงเคยตั้งอยู่ ซึ่งในทางฮวงจุ้ยเรียกมันว่าศรพิฆาต พลังงานที่พุ่งออกจากมุมแหลมเหล่านี้จะคอยทิ่มแทงสนามพลังงานของผู้พักอาศัยตลอดเวลา ทำให้เกิดอาการกระสับกระส่ายและปวดศีรษะ
“ที่ตรงนี้... หัวเตียงจะอยู่ติดกับผนังหินที่หนาแน่นที่สุด ให้ความรู้สึกมั่นคงเหมือนมีขุนเขาหนุนหลัง” เกรซพึมพำขณะลูบไล้ไปตามผิวหินที่เย็นเฉียบ
“และที่สำคัญ มันพ้นระยะการทำลายล้างของเสาแหลมพวกนั้นแล้ว”
หลังจากจัดวางเตียงเสร็จ เกรซก็หันไปจัดการกับผนังด้านทิศตะวันตกที่ปิดสนิททึบตัน เธอพบว่าห้องนี้ไม่มีการไหลเวียนของอากาศในแนวนอนที่ถูกต้อง ทำให้อากาศที่เต็มไปด้วยมานาเข้มข้นกลายเป็นอากาศตายที่หมักหมมอยู่รอบตัวผู้พักอาศัย
เธอหยิบผลึกเวทมนตร์สกัดที่เจ้าเซฟคายออกมา ย่อตัวลงมองหาจุดที่โครงสร้างหินมีความหนาแน่นน้อยที่สุด
“ท่านจอมมารคะ ฉันขออนุญาตเจาะผนังปราสาทของท่านสักหน่อยนะคะ เพื่อสร้างลมหายใจให้ห้องนี้”
เกรซรวบรวมพลังเวทมนตร์ที่เหลือเพียงน้อยนิดในร่างของตน ผสานเข้ากับความรู้เชิงวิศวกรรมสถาปัตยกรรม เธอเลือกจุดที่รับลมเหนือพอดี ก่อนจะใช้ผลึกสกัดกระแทกลงไปพร้อมกับบทสวดมนตราพื้นฐาน
เคร้ง! เคร้ง! เศษหินร่วงกราวลงสู่พื้น เกรซไม่สนว่าเศษฝุ่นจะเปรอะเปื้อนเส้นผมสีน้ำตาลของเธอ เธอทำงานด้วยความประณีต จนกระทั่งกำแพงหินหนาเริ่มทะลุออกเป็นช่องขนาดเล็กเท่ากำปั้นในตำแหน่งที่คำนวณไว้ ไคเซอร์มองดูเธอทำงานด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป จากความดูแคลนเริ่มกลายเป็นความทึ่งในความแม่นยำของมนุษย์สาวคนนี้
ทันทีที่ช่องลมขนาดเล็กถูกเจาะเสร็จสิ้น มวลอากาศเย็นบริสุทธิ์จากภายนอกหอคอยก็พุ่งเข้าสู่ห้องอย่างเงียบเชียบ ลมนั้นพัดผ่านช่องระบายอากาศที่เกรซเพิ่งสร้างขึ้น ไปปะทะกับกำแพงด้านหลังเตียงและม้วนตัวกลับไปทางหน้าต่างบานยักษ์ เกิดเป็นการไหลเวียนแบบ “เกลียวมังกร” ที่ช่วยไล่ความอึดอัดและกลิ่นอายมืดดำออกไปจากรอบเตียงนอน
ไคเซอร์สูดลมหายใจเข้าลึกโดยสัญชาตญาณ เขาพบว่าลมหายใจครั้งนี้มันเบาและสดชื่นอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนในรอบหลายปี ความรู้สึกหนักอึ้งที่เคยกดทับยอดอกของเขาดูเหมือนจะสลายไปพร้อมกับกระแสลมที่พัดผ่าน
“พลังงานในห้อง... มันเปลี่ยนไปแล้ว” ไคเซอร์พึมพำ นัยน์ตาสีแดงฉานมองดูเกรซที่ยืนปาดเหงื่อด้วยรอยยิ้มบางๆ
เกรซไม่หยุดเพียงเท่านั้น เธอยังจัดระเบียบเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ที่เหลืออยู่ในห้องด้วยตัวเอง โดยมีเจ้าเซฟช่วยคาบสิ่งของขนาดเล็กไปวางในที่ที่เหมาะสม เธอเปิดทางเดินจากประตูมุ่งตรงสู่กลางห้องให้โล่งกว้าง เพื่อให้พลังงานชี่ที่ดีสามารถไหลเข้าสู่ตัวผู้พักอาศัยได้โดยไม่มีสิ่งกีดขวาง ทิศทางการวางพรมขนสัตว์และโต๊ะน้ำชาถูกปรับเปลี่ยนเพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างธาตุไฟจากโคมไฟมานาและธาตุน้ำจากความเย็นของหิน
“เสร็จเรียบร้อยสำหรับคืนแรกค่ะ...” เกรซกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าจากความเหนื่อยล้า เธอทรุดตัวลงนั่งบนพื้นห้องที่บัดนี้ดูสะอาดและโปร่งสบายอย่างน่าอัศจรรย์
“ลองสัมผัสมันดูสิคะท่านไคเซอร์ ห้องนี้ไม่ได้เป็นคุกอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือวิมานที่พร้อมจะโอบอุ้มการพักผ่อนของท่าน”
ไคเซอร์ก้าวเดินไปรอบห้องช้าๆ เขารู้สึกได้ถึงความสงบที่แผ่ซ่านออกมาจากทุกมุมห้อง พลังงานที่เคยบ้าคลั่งและก้าวร้าวถูกสยบลงด้วยการจัดวางที่ชาญฉลาด เขาหันไปมองเกรซที่นั่งพิงขาเตียงหินด้วยสภาพที่ดูสะบักสะบอมแต่ดวงตาของเธอกลับเปล่งประกายด้วยความภาคภูมิใจในผลงาน
“คืนนี้... ข้าจะลองดูว่าวิมานของเจ้าจะทำให้ข้าลืมเลือนฝันร้ายได้จริงหรือไม่” ไคเซอร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“แต่จำไว้ว่านี่เป็นเพียงคืนแรกเท่านั้น เกรซ แอนเดอร์สัน ลมหายใจของเจ้ายังแขวนอยู่บนด้ายแห่งความพึงพอใจของข้า”
เกรซพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะหลับตาลงด้วยความอ่อนเพลีย โดยมีเจ้าเซฟขยับเข้ามาหมอบอยู่ข้างกายราวกับผู้พิทักษ์ตัวจ้อย ในคืนที่เงียบงันใต้แสงจันทร์สีเลือดนี้ ปฏิบัติการรีโนเวทปราสาทจอมมารได้เริ่มต้นขึ้นอย่างสง่างาม พร้อมกับลมหายใจมังกรที่เริ่มขับกล่อมผู้ปกครองโลกปีศาจเข้าสู่ห้วงแห่งภวังค์เป็นครั้งแรกในรอบศตวรรษ