ตอนที่ 8 บรรยากาศที่เปลี่ยนไป

1400 Words
ราตรีเยือนลึกเข้าสู่ช่วงกึ่งกลางแห่งความมืดมิด แสงจันทร์สีเลือดภายนอกหน้าต่างเริ่มเคลื่อนคล้อยทิ้งลำแสงสีแดงฉานพาดผ่านยอดหอคอยทมิฬ ทว่าภายในห้องบรรทมส่วนตัวของราชาจอมมารไคเซอร์ บรรยากาศกลับถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง กิ๊บในร่างของเกรซ แอนเดอร์สัน นั่งคู้ตัวอยู่ที่มุมห้องที่มืดที่สุด แผ่นหลังบางพิงแนบกับผนังหินที่บัดนี้ไร้ซึ่งความชื้นและกลิ่นอับชื้อ นัยน์ตาสีฟ้าของเธอหม่นแสงลงด้วยความเหนื่อยล้าที่สั่งสมมาจากการทำงานหนักตลอดทั้งวัน ทว่าเธอยังฝืนลืมตาเพื่อรอคอยการกลับมาของเจ้าของสถานที่... ผู้ที่จะเป็นผู้ตัดสินว่างานรีโนเวทครั้งนี้จะช่วยต่อลมหายใจให้เธอ หรือจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ส่งเธอไปสู่ตะแลงแกง เสียงกลไกประตูโลหะทมิฬดังกังวานขึ้นเบาๆ ก่อนที่บานประตูหนาหนักจะเปิดออกอย่างเชื่องช้า แต่ทว่ากลับไร้ซึ่งเสียงครืดคราดที่เคยบาดโสตประสาทอย่างที่เคยเป็น นั่นเพราะเกรซได้ใช้ไขมันสัตว์จากห้องเครื่องไปชโลมตามข้อต่อและบานพับจนลื่นไหล ร่างสูงใหญ่กำยำของ ไคเซอร์ เมล ออร์เลียเซลัส ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาด้วยท่วงท่าที่สง่างามทว่าเปี่ยมไปด้วยรังสีแห่งความกดดันเช่นเคย ทันทีที่ก้าวเข้าสู่เขตแดนของตนเอง ไคเซอร์ต้องชะงักฝีเท้าอย่างกะทันหัน ดวงตาสีแดงฉานที่ดุร้ายราวกับสัตว์ป่าเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย รูม่านตาขยายออกเพื่อรับภาพที่เขาไม่เคยจินตนาการว่าจะได้เห็นในปราสาทของตนเอง ห้องที่เคยเต็มไปด้วยความมืดสลัวและแสงสีเขียวฟอสฟอรัสที่น่าสะอิดสะเอียน บัดนี้กลับถูกฉาบด้วยแสงสีนวลตาที่นุ่มนวลราวกับแสงจันทร์วันเพ็ญ นั่นเพราะเกรซได้นำผ้ากำมะหยี่สีครีมที่ซักจนสะอาดไปคลุมทับคริสตัลมานาที่สว่างจัดจ้าน ทำให้แสงที่เล็ดลอดออกมาเปลี่ยนเป็นโทนอุ่น ซึ่งเป็นอุณหภูมิสีที่ส่งผลต่อการผ่อนคลายของสมมนุษย์และอมนุษย์ ไคเซอร์สูดลมหายใจเข้าลึกโดยสัญชาตญาณ และเขาก็ต้องแปลกใจที่สิ่งที่เข้าสู่ปอดไม่ใช่กลิ่นอับชื้นหรือกลิ่นคาวเลือดที่หมักหมม แต่เป็นกลิ่นสะอาดจางๆ ของน้ำส้มปีศาจที่เกรซใช้ขจัดคราบ และกลิ่นอายของอากาศบริสุทธิ์ที่ไหลเวียนผ่านช่องลมใหม่ เขาก้าวเดินสำรวจห้องอย่างเชื่องช้า ฝีเท้าที่เคยกดน้ำหนักอย่างรุนแรงกลับเบาลงอย่างไม่รู้ตัว เขาใช้นิ้วมือเรียวขาวซีดลูบไปตามผนังหินแกรนิตที่บัดนี้เรียบเนียนและแห้งสนิท ไร้ซึ่งคราบตะไคร่น้ำสีเขียวคล้ำที่เคยเกาะกินวัสดุ ความเงางามของพื้นหินที่สะท้อนแสงนวลตาทำให้ห้องที่เคยดูแคบและอึดอัดกลับดูโอ่อ่าและสง่างามสมฐานะราชาจอมมารอย่างที่มันควรจะเป็นมาตลอดพันปี ทุกก้าวที่ไคเซอร์เดินลึกเข้าไปในห้อง เขาสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่อยู่ลึกไปกว่าภาพที่เห็น มันคือความผ่อนคลายที่แผ่ออกมาจากทุกองศาของการจัดวาง พลังงานมานาที่เคยหมุนวนอย่างบ้าคลั่งบีบคั้นประสาทสัมผัสของเขาจนทำให้เกิดความก้าวร้าว บัดนี้กลับราบเรียบเหมือนผิวน้ำในยามไร้ลม ลมเย็นอ่อนๆ ที่พัดผ่านช่องลมที่เกรซเจาะไว้ พัดเอาความเร่าร้อนในจิตใจของเขาออกไปทีละน้อย เขายืนนิ่งกอดอกอยู่กลางห้อง หลับตาลงเพื่อรับรู้สัมผัสใหม่นี้ ความตึงเครียดที่สะสมอยู่ตามบ่าและต้นคอที่แข็งเกร็งมานับศตวรรษค่อยๆ คลายตัวลงอย่างน่าประหลาด เขาไม่รู้สึกถึง "ศรพิฆาต" จากมุมเสาที่เคยทิ่มแทงหัวใจ ไม่รู้สึกถึงเงาสะท้อนที่บิดเบี้ยวจากกระจกเงาที่วางผิดตำแหน่ง ทุกอย่างในห้องทำงานร่วมกันเพื่อส่งเสริมการมีอยู่ของเขา ไม่ใช่การกดข่มเขา "นี่มัน..." ไคเซอร์พึมพำออกมา น้ำเสียงที่เคยเย็นชาและเปี่ยมด้วยคำสั่งกลับแฝงไปด้วยความสับสน "เจ้าทำอะไรกับอากาศในห้องนี้ เกรซ แอนเดอร์สัน? ทำไมข้าถึงรู้สึกว่ารังสีฆ่าฟันในใจข้ามันดับวอดลงไปเช่นนี้?" เกรซที่นั่งเฝ้ามองดูอยู่ค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้ขาทั้งสองข้างจะสั่นเทาด้วยความล้า แต่เธอก็ยังรักษากิริยาให้มั่นคงต่อหน้าผู้ปกครองแห่งความมืด "มันไม่ใช่เวทมนตร์หรอกค่ะท่านไคเซอร์" เกรซเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าเล็กน้อย "แต่มันคือการเข้าใจในโครงสร้างและจิตวิทยาของพื้นที่ สภาพแวดล้อมที่โหดร้ายจะหล่อหลอมจิตใจให้ก้าวร้าว แต่สภาพแวดล้อมที่สมดุลจะหล่อหลอมจิตใจให้สงบ ฉันเพียงแค่เอาสิ่งที่ขวางกั้นความสุขของท่านออกไป และจัดวางใหม่ให้ถูกต้องตามหลักวิศวกรรมสถาปัตยกรรมและฮวงจุ้ยมิติเท่านั้นเองค่ะ" ไคเซอร์หันมามองสตรีตรงหน้าอย่างพิจารณา เขาเห็นมนุษย์ที่ไม่มีพลังเวทมนตร์ระดับสูง ไม่มีเกราะกำบังทางกายภาพที่แข็งแกร่ง แต่เธอกลับสามารถควบคุมบรรยากาศในปราสาทจอมมารได้ด้วยมือเปล่าและสติปัญญา ความสงสัยใคร่รู้เริ่มก่อตัวขึ้นในใจเขาพอๆ กับความยอมรับที่จางๆ "เจ้าบอกว่าไม่ใช้เวทมนตร์... แต่สิ่งที่ข้าเห็น มันมหัศจรรย์ยิ่งกว่าอาคมบทไหนที่ข้าเคยรู้จัก" ไคเซอร์กล่าวพลางมองไปที่เจ้าเซฟ หีบมิมิคตัวจิ๋วที่หมอบนิ่งอยู่ข้างกายเกรซ "แม้แต่ปีศาจที่ดุร้าย เจ้ายังทำให้มันกลายเป็นผู้ช่วยซื่อสัตย์ได้... เจ้าเป็นตัวอะไรกันแน่?" "ฉันเป็นแค่สถาปนิกที่อยากมีชีวิตรอดค่ะ" เกรซตอบสั้นๆ ด้วยดวงตาที่ใสกระจ่าง ในขณะที่ไคเซอร์กำลังตั้งคำถาม ร่างกายของเขากลับเริ่มประท้วง ความง่วงเหงาหาวนอนที่ถูกเก็บกดมานานกว่าร้อยปีจากการไม่ได้พักผ่อนอย่างแท้จริง เริ่มโจมตีระบบประสาทของเขาอย่างรุนแรงทันทีที่เขาอยู่ใน "พื้นที่ปลอดภัย" เปลือกตาที่เคยเปิดกว้างเพื่อเฝ้าระวังศัตรูเริ่มหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ อาการปวดแปลบที่ขมับจางหายไป แทนที่ด้วยความมึนงงที่แสนสบาย เขาสัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดจากเตียงหินที่ถูกย้ายตำแหน่งใหม่ เตียงที่บัดนี้ตั้งอยู่ในมุมที่ไม่มีกระแสมานารบกวน ผ้าปูเตียงที่เกรซจัดระเบียบและปูใหม่จนเรียบตึงดูนุ่มนวลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาสก่อน ไคเซอร์ไม่เคยรู้สึกอ่อนแอต่อความง่วงขนาดนี้มาก่อนในชีวิต เขาพยายามฝืนกายให้ยืนตรง แต่วงเวทในดวงตาที่เคยหมุนวนอย่างรวดเร็วกลับเริ่มเฉื่อยชาลง "ข้า... ข้ามีความรู้สึกที่ประหลาดนัก" ไคเซอร์เอ่ยพลางเดินก้าวไปยังเตียงนอนอย่างช้าๆ ราวกับคนละเมอ จอมมารล้มตัวลงนอนบนเตียงหินที่เกรซจัดสรรใหม่ทันทีโดยไม่แม้แต่จะปลดอาวุธหรือชุดคลุมออก ทันทีที่แผ่นหลังสัมผัสกับฟูกที่จัดวางอย่างถูกต้องตามหลักสรีระศาสตร์และความร้อนเย็นของหิน ความรู้สึกสบายอย่างสุดลึกล้ำก็แล่นปราดไปทั่วร่าง เขาหลับตาลงโดยสัญชาตญาณ ลมหายใจที่เคยสั้นและกระชั้นตามอารมณ์ที่แปรปรวน กลับยาวขึ้นและมั่นคงขึ้น เกรซยืนลุ้นระทึกอยู่ที่มุมห้อง เธอจ้องมองร่างสูงใหญ่ที่ค่อยๆ นิ่งสงบลง หัวใจของเธอเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมานอกอก เธอรู้ดีว่านี่คือวินาทีตัดสิน หากคืนแรกนี้ไคเซอร์สามารถหลับไปได้โดยไม่ฝันร้าย นั่นหมายถึงชีวิตของเธอจะขยายเวลาออกไปอีก "หลับให้สบายนะคะท่านไคเซอร์..." เกรซพึมพำเบาๆ ราวกับคำอธิษฐาน "และโปรดอย่าตื่นมาฆ่าฉันก่อนเช้าเลย" ภายในห้องบรรทมที่เคยเป็นไซต์งานนรก บัดนี้เหลือเพียงความเงียบสงัดที่เปี่ยมไปด้วยแสงนวลและอากาศบริสุทธิ์ ไคเซอร์ เมล ออร์เลียเซลัส ราชาจอมมารผู้เกรียงไกร ได้เข้าสู่ห้วงนิทราที่ลึกที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยมีสถาปนิกสาวตัวเล็กๆ นั่งเฝ้ามองอยู่ท่ามกลางความเงียบที่เป็นพยานถึงชัยชนะครั้งแรกของสถาปัตยกรรมเหนืออำนาจมืด
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD