ท่ามกลางความเงียบงัดที่แผ่ซ่านปกคลุมหอคอยทมิฬชั้นบนสุด ห้องบรรทมที่เคยเป็นดั่งคุกทรมานทางจิตวิญญาณบัดนี้กลับกลายเป็นวิมานที่สงบเงียบ แสงจากคริสตัลมานาที่ถูกผ้ากำมะหยี่สีครีมห่อหุ้มไว้ฉายแสงนวลอ่อนโยนสอดรับกับลมเย็นที่พัดผ่านช่องลมเล็ก ๆ ที่เกรซเจาะไว้ ร่างสูงใหญ่ของจอมมารไคเซอร์ เมล ออร์เลียเซลัส นอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงหินที่ถูกจัดตำแหน่งใหม่ตามหลักชัยภูมิที่สมดุล
ทันทีที่ศีรษะของไคเซอร์ทิ้งน้ำหนักลงบนหมอนที่เกรซบรรจงปรับความสูงด้วยการยัดนุ่นและเศษผ้าขนสัตว์จนได้ระดับที่รับกับต้นคอของเขาอย่างพอดิบพอดี ความรู้สึกที่เขาไม่เคยสัมผัสมานานนับศตวรรษก็จู่โจมเข้าที่กลางยอดอก มันไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่มันคือความเบา ราวกับร่างทั้งร่างกำลังจมลงสู่ปุยเมฆที่ไร้แรงดึงดูด
เปลือกตาของเขากระตุกเพียงเล็กน้อยก่อนจะปิดสนิทลงโดยไร้ซึ่งอาการขัดขืน จิตใต้สำนึกที่เคยระแวดระวังและตึงเครียดอยู่ตลอดเวลาเริ่มจมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งภวังค์ที่ลึกและมืดมิดทว่าแสนอบอุ่น ลมหายใจที่เคยกระชั้นสั้นและติดขัดจากความก้าวร้าวเริ่มยาวขึ้นและมีจังหวะที่มั่นคงสม่ำเสมอ เป็นครั้งแรกในรอบหนึ่งร้อยปีที่ราชาผู้ไร้พ่ายไม่ต้องฝืนลืมตาเพื่อจ้องมองความมืดที่ว่างเปล่า ความเงียบที่เกรซสร้างขึ้นผ่านการจัดวางเฟอร์นิเจอร์และการระบายอากาศได้กลายเป็นบทเพลงขับกล่อมที่ทรงพลังยิ่งกว่ามนตรากล่อมประสาทบทใดในโลกปีศาจ
ในขณะที่ไคเซอร์เข้าสู่ห้วงหลับลึก ร่างกายของเขาก็เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพอย่างน่าอัศจรรย์ วงเวทมนตร์สลับซับซ้อนที่อยู่ภายในดวงตาที่ปิดสนิทเริ่มเรืองแสงสีแดงอ่อน ๆ ออกมาจาง ๆ ทะลุผ่านเปลือกตาซีดเผือด แสงนั้นไม่ใช่แสงที่ดุร้าย แต่เป็นแสงที่บ่งบอกถึงกระบวนการจัดระเบียบมานาภายใน พลังเวทที่เคยรั่วไหลออกมาเป็นรังสีฆ่าฟันเพราะอาการนอนไม่หลับเริ่มถูกดึงกลับเข้าสู่แกนกลางวิญญาณทีละน้อย
กล้ามเนื้อที่เคยแข็งเกร็งจนดูเหมือนหินสลักเริ่มคลายตัวออก รอยย่นที่หว่างคิ้วซึ่งเกิดจากความเครียดสะสมหายไป ทิ้งไว้เพียงใบหน้าที่หล่อเหลาและดูสงบนิ่งอย่างที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน กระบวนการซ่อมแซมเซลล์และฟื้นฟูพลังเวทมนตร์ที่ถูกขัดขวางมาเนิ่นนานทำหน้าที่ของมันอย่างมีประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมที่เกรซรีโนเวทให้ ทุกส่วนของร่างกายจอมมารกำลังถูกชุบชีวิตใหม่ผ่านสิ่งที่เรียกว่า ‘การพักผ่อนที่แท้จริง’
ทางเดินหน้าห้องบรรทมที่เคยเงียบเชียบในยามเช้า บัดนี้กลับเต็มไปด้วยเสียงฝีเท้าที่สับสนและเสียงกระซิบกระซาบที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก เหล่าข้ารับใช้อมนุษย์และทหารปีศาจระดับสูงยืนจับกลุ่มกันหน้าประตูโลหะทมิฬที่ยังคงปิดสนิท นาฬิกาทรายเวทมนตร์ที่โถงกลางบ่งบอกว่าเวลาสำหรับการออกว่าราชการตามปกติได้ล่วงเลยมานานกว่าสองชั่วโมงแล้ว แต่องค์ราชาที่ขึ้นชื่อเรื่องความตรงต่อเวลาและความเข้มงวดกลับยังไม่มีวี่แววว่าจะก้าวออกมาจากห้อง
"นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ทำไมองค์ราชาถึงยังไม่ตื่น?" หัวหน้าข้ารับใช้ปีศาจที่มีผิวหนังสีเทาเข้มถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า มือที่แห้งเหี่ยวของเขาสั่นระริกขณะจ้องมองบานประตูที่ไร้ซึ่งแรงกดดันมหาศาลอย่างที่ควรจะเป็น
"ปกติเพียงแค่เราก้าวเข้าใกล้รัศมีสิบเมตร ท่านก็จะแผ่รังสีฆ่าฟันออกมาเตือนแล้ว แต่ตอนนี้... ในห้องนั้นมันเงียบเกินไป เงียบจนข้านึกว่า..."
ทหารปีศาจในชุดเกราะทมิฬก้าวเข้ามาใกล้ประตูพลางเงี่ยหูฟัง
"ข้าไม่ได้ยินแม้แต่เสียงเคลื่อนไหว หรือว่ามนุษย์สาวคนนั้นจะใช้อาคมลอบสังหารท่านไปแล้ว?"
ภายในเวลาไม่นาน ข่าวการที่จอมมารไม่ออกมาจากห้องบรรทมก็แพร่กระจายไปทั่วปราสาทราวกับไฟลามทุ่ง ขุนนางปีศาจที่มักจะสวมหน้ากากแห่งความภักดีเริ่มซุบซิบกันที่ระเบียงทางเดิน บ้างก็ตั้งข้อสันนิษฐานว่าราชาไคเซอร์อาจจะถูกพิษจากอาหารที่มนุษย์นำมาให้ บ้างก็ลือกันไปไกลว่าราชาล้มป่วยหนักด้วยโรคประหลาดที่ทำให้คนนอนหลับเป็นตายจนไม่ตื่น
"ข้าว่านางมนุษย์นั่นต้องเป็นสายลับจากแดนศักดิ์สิทธิ์แน่ ๆ นางใช้มนตร์เสน่ห์หรือยาพิษบางอย่างทำให้ท่านตกอยู่ในมนต์สะกด" ขุนนางปีศาจรายหนึ่งกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "หากท่านไม่ตื่นขึ้นมาภายในเที่ยงวันนี้ พวกเราอาจจะต้องบุกเข้าไปเพื่อพิสูจน์ความจริง และหากท่านเป็นอะไรไป นางนั่นต้องถูกฉีกเป็นชิ้น ๆ!"
บรรยากาศในปราสาทเริ่มตึงเครียด ทหารหลายหน่วยเริ่มขยับตัวเตรียมพร้อมรบ ความหวาดระแวงเริ่มเข้าปกคลุมทุกหย่อมหญ้าเพียงเพราะ ‘การนอน’ ที่นานผิดปกติของราชาเพียงคนเดียว
ตัดกลับมาภายในห้องบรรทม เปลือกตาของไคเซอร์ค่อย ๆ ขยับเปิดขึ้นอย่างช้า ๆ สิ่งแรกที่เขาสัมผัสได้ไม่ใช่ความปวดร้าวที่ศีรษะเหมือนทุกวันที่ผ่านมา แต่เป็นความรู้สึก ‘เบาสบาย’ ราวกับร่างกายถูกชำระล้างด้วยวารีบริสุทธิ์ เขายันกายลุกขึ้นนั่งบนเตียงหินที่นุ่มนวลอย่างประหลาด นัยน์ตาสีแดงฉานที่เคยหมองมัวกลับมาสดใสและเปี่ยมไปด้วยประกายมานาที่เข้มข้นกว่าครั้งไหน ๆ
ไคเซอร์ขยับข้อนิ้วมือและคอ ได้ยินเสียงข้อต่อลั่นเบา ๆ ที่มาพร้อมกับความคล่องตัวที่เพิ่มขึ้น พลังเวทที่เคยปั่นป่วนบัดนี้กลับไหลเวียนอยู่ในร่างกายอย่างสงบนิ่งทว่าทรงพลัง เขาไม่รู้สึกถึงความอยากจะทำลายล้างหรืออารมณ์ฉุนเฉียวที่เคยเป็นเงาตามตัว เขารู้สึกเยือกเย็น มั่นคง และมีสติสัมปชัญญะที่แจ่มชัดอย่างถึงที่สุด
เขามองไปที่มุมห้อง เห็นเกรซที่นั่งหลับสัปหงกอยู่ข้างเจ้าเซฟที่หมอบนิ่ง ร่างเล็ก ๆ ของเธอดูอ่อนล้าแต่ใบหน้ากลับดูพอใจในผลงาน ไคเซอร์จ้องมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ความรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่เคยรู้จักเริ่มก่อตัวขึ้น มันไม่ใช่ความโกรธแค้น แต่มันคือความยอมรับในปาฏิหาริย์ที่เธอสร้างขึ้นผ่านเพียงแค่การจัดวางหินและอากาศ
เขาเปิดหน้าต่างกว้างขึ้น รับแสงแดดยามเช้าที่สาดส่องเข้ามา ห้องที่เกรซรีโนเวทไว้บัดนี้ดูงดงามและเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ไคเซอร์สูดลมหายใจลึก ๆ ก่อนจะพึมพำกับตัวเอง
"ข้า... ไม่เคยรู้สึกดีขนาดนี้มานานเท่าไหร่แล้วนะ?"
เขาก้าวเดินไปยังประตูหิน เตรียมตัวที่จะออกไปพบกับความแตกตื่นที่รออยู่ภายนอก พร้อมกับพลังจอมมารที่ฟื้นคืนกลับมาอย่างสมบูรณ์แบบที่สุดในรอบศตวรรษ