กลิ่นอายของฝุ่นผงที่ทับถมมานานนับศตวรรษในปีกตะวันออกของปราสาทจอมมารนั้นรุนแรงจนแทบจะกลายเป็นมวลสารที่จับต้องได้ เกรซ แอนเดอร์สัน ก้าวเดินไปตามทางเดินหินที่มืดสลัว แสงไฟสีเขียววูบวาบจากโคมไฟกำแพงส่องให้เห็นเงาร่างสูงใหญ่ของไคเซอร์ เมล ออร์เลียเซลัส ที่เดินตามหลังเธอมาเงียบๆ ราวกับพญายมที่เฝ้ามองเหยื่อ แต่อารมณ์ของเกรซในยามนี้กลับไม่ได้อยู่ที่ความตายที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า เธอมีภารกิจที่เร่งด่วนกว่านั้น คือการตามหาเครื่องทุ่นแรงในไซต์งานนรกแห่งนี้
“ท่านจอมมาร... ในปราสาทที่โอ่อ่าและเก่าแก่ขนาดนี้ ฉันเชื่อว่าต้องมีพื้นที่ที่ถูกหลงลืมอยู่บ้างใช่ไหมคะ?” เกรซเอ่ยถามพลางหยุดยืนหน้าบานประตูไม้โอ๊คขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่สุดทางเดิน พิมพ์เขียวในหัวของเธอสั่งการว่าห้องเก็บของที่รกร้างที่สุดมักจะเป็นขุมทรัพย์ของช่างเสมอ
ไคเซอร์ขมวดคิ้วเล็กน้อย นัยน์ตาสีแดงฉานหรี่ลงมองประตูที่ผุพังจนเนื้อไม้หลุดร่วงเป็นผง
“ห้องเก็บซากสงครามและวัตถุโบราณที่ไร้ค่า... มันรกร้างมานานจนข้าจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่มันถูกเปิดออกคือเมื่อร้อยหรือสองร้อยปีก่อน เจ้าต้องการเข้าไปในสุสานขยะนี่เพื่ออะไร?”
“สถาปนิกที่ไม่มีเครื่องมือก็เหมือนทหารที่ไร้ดาบค่ะท่าน” เกรซตอบด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว ท่าทางของเธอที่ยืนกอดอกและเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยทำให้เธอดูมีอำนาจต่อรองขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
“ฉันต้องการวัสดุที่พอจะดัดแปลงเป็นเครื่องวัดระดับ ค้อนสำหรับตอกสกัดรอยร้าว หรือแม้แต่เศษโลหะที่จะนำมาทำลิ่มค้ำยัน ทุกอย่างในห้องนี้อาจช่วยต่อลมหายใจให้ฉัน... และช่วยให้ท่านนอนหลับได้ในคืนนี้”
ไคเซอร์ไม่ตอบคำ แต่เขาสะบัดมือเบาๆ มวลสารสีดำทมิฬพุ่งเข้ากระแทกประตูจนบานพับเหล็กที่ขึ้นสนิมส่งเสียงกรีดร้องสยดสยองก่อนจะเปิดออกอย่างเชื่องช้า กลิ่นสาบสนิม กลิ่นไม้ผุ และกลิ่นอายของมนตราที่เสื่อมสลายพุ่งเข้าปะทะจมูกจนเกรซต้องรีบยกหลังมือขึ้นปิดจมูกพลางไอออกมาเบาๆ
ภายในห้องนั้นกว้างขวางทว่าเต็มไปด้วยซากปรักหักพังที่วางระเกะระกะจนแทบไม่มีทางเดิน เกรซก้าวเท้าข้ามซากเกราะนักรบที่แตกเป็นชิ้นๆ และกองโล่ที่ขึ้นสนิมเขียว สายตาของสถาพนิคสาวสอดส่ายไปตามเงาของกองวัสดุเพื่อมองหาเพชรในตมที่พอจะนำมาใช้ประโยชน์ได้ ทันใดนั้น หูของเธอก็แว่วได้ยินเสียงเบาบางที่ฟังดูคล้ายเสียงกระแทกของเนื้อไม้กับพื้นหิน
กึก... กึก... กึก...
เสียงนั้นสั่นไหวและดูอ่อนแรง เกรซชะงักฝีเท้า หัวใจเต้นแรงขึ้นด้วยความระแวงระคนสงสัย เธอค่อยๆ ก้าวเดินไปตามเสียงที่ดังมาจากใต้กองโล่และซากรถเข็นไม้ที่พังทลาย เธอใช้มือเรียวค่อยๆ ยกแผ่นโล่เหล็กที่หนักอึ้งออกทีละชิ้นอย่างระมัดระวัง จนกระทั่งสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องล่างปรากฏแก่สายตา
มันคือหีบไม้ใบจิ๋วขนาดไม่ใหญ่ไปกว่ากล่องเครื่องมือทั่วไป ตัวหีบทำจากไม้โอ๊คสีน้ำตาลเข้มที่ดูโทรมจนเกือบจะดำ บานพับเหล็กด้านหลังหลุดลุ่ยจนฝาหีบเผยอออกมาดูเหมือนปากของสัตว์ตัวเล็กที่กำลังพะงาบหาน้ำ ทั่วทั้งหีบสั่นดุ๊กดิ๊กอย่างน่าสงสารราวกับลูกสุนัขที่กำลังสั่นกลัวในคืนอากาศหนาว
“นั่นมัน... มิมิค?” ไคเซอร์เปรยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยที่แฝงความสมเพช
“ปีศาจหีบสมบัติชั้นต่ำที่มักจะดักกินนิ้วของหัวขโมยหน้าโง่ แต่มันคงผอมโซจนใกล้ตายและถูกทิ้งไว้ที่นี่นานเกินไปจนสิ้นฤทธิ์ไปแล้ว”
เกรซจ้องมองเจ้าหีบจิ๋วตัวนั้นด้วยความรู้สึกที่บีบคั้นในอก เธอเห็นดวงตาจำลองที่ดูเหมือนมุกสีดำมัวๆ ตรงช่องกุญแจที่กำลังหรี่มองเธออย่างเว้าวอน ฝาหีบสั่นไหวเบาๆ คล้ายกับคนกำลังสะอื้นด้วยความหวาดกลัวต่อความตายที่กำลังคืบคลานเข้าหา
“มันไม่ใช่ปีศาจที่น่ากลัวหรอกค่ะท่าน... มันก็แค่สิ่งชีวิตที่ต้องการการซ่อมแซมเหมือนกับปราสาทของท่านนั่นแหละ” เกรซพึมพำพลางคุกเข่าลงบนพื้นฝุ่นหนาอย่างไม่เสียดายชุดกระโปรงราคาแพง เธอล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อหยิบขนมปังเนยสดก้อนเล็กๆ ที่เธอแอบเก็บมาจากโต๊ะอาหารออกมา
“นี่... ฉันไม่ได้มาทำร้ายเธอนะ กินนี่สิ” เกรซบิขนมปังออกเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วยื่นไปที่ขอบฝาหีบอย่างเบามือ
เจ้ามิมิคจิ๋วชะงักไปครู่หนึ่ง มันส่งเสียงดมกลิ่นขนมปังที่หอมกรุ่นด้วยความลังเล ก่อนจะงับชิ้นขนมปังเข้าไปอย่างรวดเร็ว เสียงเคี้ยว กรุบกรับ ดังออกมาจากภายในหีบ พร้อมกับแรงสั่นสะเทือนที่เริ่มมีพละกำลังมากขึ้น เกรซยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นมิมิคน้อยพยายามเคี้ยวอาหารอย่างตั้งใจจนขนมปังหมดเกลี้ยงในชั่วพริบตา
“ดีขึ้นไหม? ดูสิ บานพับของเธอเบี้ยวไปหมดแล้วนะเนี่ย คงจะเจ็บน่าดู” เกรซกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่ทำให้จอมมารที่ยืนมองอยู่ถึงกับขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ
สถาปนิกสาวใช้ทักษะช่างที่ฝังอยู่ในสายเลือด หยิบเศษเส้นลวดแข็งจากซากเกราะข้างๆ มาดัดเป็นเครื่องมือจำเป็น เธอค่อยๆ จัดระเบียบข้อต่อเหล็กที่บิดเบี้ยวของเจ้ามิมิคอย่างใจเย็น มือของเธอที่เคยจับแต่ปากกาและไม้บรรทัดเหล็กกลับทำงานได้อย่างประณีตราวกับศัลยแพทย์ เธอใช้เศษผ้าสะอาดชุบน้ำที่ซึมตามผนังมาเช็ดคราบสนิมและฝุ่นหนาออกจนเห็นลายไม้ที่แท้จริง ก่อนจะใช้ขี้ผึ้งจากเปลวเทียนที่ติดมาด้วยมาขัดเงาตัวหีบจนไม้โอ๊คกลับมาดูนวลตาและแข็งแกร่ง
เมื่อบานพับถูกดัดกลับเข้าที่ เจ้ามิมิคก็ลองเปิดปิดฝาหีบของมันดูอีกครั้ง เสียง คลิก ที่แน่นสนิทและแม่นยำทำเอาเกรซรู้สึกภูมิใจ เจ้าหีบจิ๋วดูเปลี่ยนไปเป็นคนละใบ มันกระโดดโลดเต้นไปรอบๆ ตัวเกรซอย่างร่าเริง ก่อนจะหยุดนิ่งแล้วเอาฝาหีบมาถูไถกับมือของเธอราวกับสัตว์เลี้ยงที่ซื่อสัตย์
“มันยอมสยบให้เจ้าแล้ว เกรซ แอนเดอร์สัน” ไคเซอร์กล่าวพลางก้าวเข้ามาดูใกล้ๆ
“มิมิคเป็นสิ่งมีชีวิตที่หยิ่งทะนง แต่มันจะมอบความภักดีนิรันดร์ให้แก่ผู้ที่ซ่อมแซมและต่อลมหายใจให้มัน ข้าไม่เคยเห็นมนุษย์คนไหนใช้วิธีนี้ในการปราบปีศาจมาก่อน”
เกรซหัวเราะเบาๆ พลางอุ้มเจ้าหีบขึ้นมาแนบอกอย่างรักใคร่
“ต่อไปนี้เธอชื่อ เจ้าเซฟ นะ เพราะหน้าที่ของเธอคือการเก็บรักษาเครื่องมือของฉันให้ปลอดภัย และเธอก็จะเป็นตู้นิรภัยส่วนตัวของฉันด้วย”
เจ้าเซฟสั่นรับคำอย่างกระตือรือร้น ทันใดนั้นมันก็อ้าปากกว้างออกจนดูเหมือนมิติที่ลึกซึ้งไร้ก้นบึ้ง เกรซเบิกตากว้างเมื่อพบว่าภายในเจ้าหีบจิ๋วใบนี้มีมิติเก็บของที่กว้างขวางเกินตัวไปหลายร้อยเท่า มันคือโกดังเก็บของที่มีชีวิตชัดๆ!
“สุดยอดไปเลย! นี่มันคือเครื่องทุ่นแรงที่สถาปนิกทุกคนฝันหาชัดๆ!” เกรซร้องออกมาด้วยความตื่นเต้นจนลืมตัว
“เจ้าเซฟ ช่วยเก็บค้อนเหล็กตรงนั้น ลวดหนามพวกนี้ แล้วก็สว่านมือที่วางอยู่ตรงโน้นไปหน่อยได้ไหมจ๊ะ?”
เจ้าเซฟไม่รอช้า มันกระโดดไปงับเครื่องมือทุกอย่างที่เกรซชี้จนหายเข้าไปในตัวมันหมดสิ้น แถมยังส่ายตัวไปมาอย่างคล่องแคล่วราวกับน้ำหนักของเหล่านั้นไม่มีผลกับมันเลยแม้แต่นิดเดียว มันงอกขาไม้เล็กๆ ออกมาสี่ขาแล้วเดินเตาะแตะตามหลังเกรซไปทุกที่อย่างร่าเริง
เกรซหันไปสบตาราชาจอมมารด้วยแววตามุ่งมั่นและรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง “ตอนนี้ฉันมีเครื่องมือครบมือแล้ว และยังมีคู่หูที่วิเศษที่สุดด้วย... ไซต์งานนรกของท่านเตรียมตัวถูกเปลี่ยนโฉมได้เลยค่ะท่านไคเซอร์!”
ไคเซอร์จ้องมองมนุษย์สาวที่เดินนำหน้าเขาออกจากห้องเก็บของพร้อมกับหีบไม้ที่มีชีวิต เขาเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชั่วพริบตา เธอไม่ได้เป็นเพียงเครื่องสังเวยที่รอวันตายอีกต่อไป แต่เธอกำลังกลายเป็นนายช่างใหญ่ผู้ควบคุมทุกอย่างในปราสาทของเขาไปเสียแล้ว บรรยากาศมืดมนในปราสาทเริ่มถูกแทนที่ด้วยพลังงานบางอย่างที่แปลกใหม่ พลังงานที่เกิดจากการสร้างสรรค์และการดูแลที่เขามองข้ามไปนานแสนนาน