เสียงเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลวิ่งวุ่นเข้าออกอยู่ในห้องฉุกเฉิน เมทัสก้มมองดูมือของตนเองที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดของมารดา
ทุกอย่างมันเป็นเพราะเขาเอง
"ทัส แม่เป็นยังไงบ้าง"
เสียงเนิบนาบ ดังขึ้นเหนือศีรษะ
เมื่อเงยหน้าขึ้นมองถึงได้เห็นว่าเป็นจิระ เพื่อนสนิทของทัศนะ และเป็นหนึ่งในทีมคณะกรรมการของบริษัทด้วย
"ไม่รู้เลยครับ เข้าไปข้างในตั้งนานแล้ว"
"มันเกิดอะไรขึ้น ตั้งสติ แล้วลองเล่าให้ลุงฟังได้ไหม"
ชายวัยกลางคนนั่งลงข้างเด็กหนุ่ม
เขารู้จักกับครอบครัวนี้มานาน ไปมาหาสู่กันอยู่บ่อย ๆ จนกระทั่งทัศนะเสียชีวิต ถึงได้มีห่างหายไปบ้าง แต่ยังคอยคิดตามถามไถ่เมื่อมีโอกาส
สองปีมานี่ เขารับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับปัญหาภายในครอบครัวนี้อยู่ตลอด แต่ไม่คิดเข้ามาก้าวก่าย เพราะมองว่าเป็นปัญหาส่วนตัว แต่เพราะสถานการณ์ในบริษัทเริ่มสั่นคลอน อีกทั้งเมวดีความหวังเดียวที่มี ยังมาเกิดอุบัติเหตุขึ้นอีก
หากไม่ทำอะไรสักอย่าง พิบูลนาวิน กรุ๊ป คงตกไปเป็นของคนนอกแน่ ๆ
"ผมทะเลาะกับแม่ เพราะผมอารมณ์ร้อนไปหน่อยเลยทำให้แม่เสียหลักตกบันไดลงมาครับ แต่ผมไม่ได้ตั้งใจนะครับ"
"แล้วหลานเห็นข่าวหรือยัง"
"ข่าวอะไรเหรอครับ"
จิระ ยื่นมือถือของตนเอง ให้ลูกชายเพื่อนสนิทดู
จริงอยู่ว่าเขามีส่วนในอุบัติเหตุครั้งนี้ แต่เขาไม่ได้ตั้งใจทำร้ายเมวดี
"แม่เพิ่งเกิดเรื่องไม่ถึงสามชั่วโมงด้วยซ้ำ ทำไมถึงมีข่าวแบบนี้หลุดออกไปได้"
เด็กหนุ่มครุ่นคิด
"ทัส ลุงเชื่อนะว่าหลานไม่ใช่คนโง่ ที่ผ่านมาอาจจะด้วยความเหน็ดเหนื่อย น้อยใจ หรืออะไรก็แล้วแต่ ตอนนี้มันยังไม่สายนะ ที่จะแก้ไข"
"ลุงจิ คิดแบบนั้นจริง ๆ เหรอครับ"
"อืม ช่วงที่ทัสไม่ได้เข้าบริษัท เมคอยมาจัดการงานให้ตลอด เพราะไม่อยากให้อำนาจทั้งหมดถูกอรุณีกับลูกควบคุม ในขณะที่เขาสองคนเข้าข้างทัส ทำทีเป็นเห็นใจทัส ให้ทัสถอยห่างออกมา มันก็เพื่อเปิดทางให้ตัวเขาเองทั้งนั้น ทัสคิดจริง ๆ เหรอ ว่าคนที่กล้าเข้ามาร้องขอผลประโยชน์ในวันเผาศพคนตาย จะมีสำนึกอยู่จริง"
เมทัสนิ่งเงียบ
เหมือนเส้นผมถูกดึงให้พ้นออกจากภูเขาลูกใหญ่ เป็นเพราะความเอาแต่ใจ และเห็นแก่ตัวของเขาเองทั้งนั้น ถึงพาเรื่องราวบานปลายมาขนาดนี้
"แล้วผมควรจะเริ่มจากตรงไหนดีครับ"
"เราต้องหาหลักฐานเอาผิดสองแม่ลูกนั่นก่อน รวมถึงเรื่องที่เขาทำกับหลานด้วย เพราะตอนนี้ข่าวเรื่องที่หลานทำร้ายแม่ตัวเอง น่าจะเป็นปัญหาใหญ่พอสมควร พวกผู้บริหารคงไม่มีทางยอม"
จิระ แนะนำขั้นตอน ตามประสาของคนที่ทำงานอยู่ในแวววงนี้มานานนับสิบปี
"ก่อนเกิดเรื่อง แม่บอกว่ามีหลักฐานเกี่ยวกับพวกเขา ที่ล่อลวงผมทั้งหมด ตอนนี้แฟ้มน่าจะอยู่ที่บ้าน ผมจะกลับไปเอามา มันคงใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง"
"งั้นรีบไป สองคนนั้นคงไม่อยู่เฉยเหมือนกัน ทางนี้ไม่ต้องเป็นห่วง เดี๋ยวลุงอยู่ดูแลแม่ของทัสให้เอง"
เดี๋ยวผมกลับมา
เมทัสทิ้งคำพูดสั้น ๆ
ขายาวก้าวฉับ ๆ ออกจากอาคารฉุกเฉิน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นวิ่งเต็มฝีเท้าทันทีที่พ้นประตูโรงพยาบาล
แฟ้มเอกสารใบนั้น เขาต้องเอามันมาให้ได้ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
เมทัสยกมือเรียกแท็กซี่ที่กำลังแล่นผ่าน แล้วขึ้นไปนั่งที่เบาะโดยสารด้านหลังอย่างรีบร้อน
"หมู่บ้านสวนธารา ซิ่งได้เลยนะครับ ผมรีบ"
รถเคลื่อนตัวออกจากโรงพยาบาล ขณะที่ชายหนุ่มก้มมองนาฬิกาบนข้อมือเป็นระยะ
ความกระวนกระวาย กัดกินหัวใจไม่หยุด
ขอแค่ไปถึง และแฟ้มยังอยู่ก็พอ
แต่ไม่ถึงห้านาที สายตาของเขา เหลือบเห็นรถตู้สีดำคันหนึ่งกำลังขับจี้ตามมา
"พี่ครับ ช่วยเลี้ยวเข้าซอยข้างหน้าหน่อย"
เพื่อความแน่ใจ เขาจึงลองออกนอกเส้นทาง เป็นไปตามคาดเมื่อรถตู้คันนั้นเลี้ยวตามมาทันที
"น้อง ซอยตัน สรุปยังไงเนี่ย"
คนขับโวยวาย เมื่อเห็นว่าถนนข้างหน้าไม่มีทางไปต่อ
"งั้นผมลงตรงนี้ พี่เอาเงินไปแล้วรีบออกไปจากที่นี่ ด่วน ๆ เลย"
เมทัสยัดธนบัตรทั้งหมดที่มีใส่มืออีกฝ่าย
หากจะเกิดอะไรขึ้น เขาไม่มีทางปล่อยให้คนอื่น ต้องมาเดือดร้อนเพราะเขาเด็ดขาด
"เฮ้ย มันลงรถแล้ว ตามไปเร็ว"
เสียงตะโกนดังตาม
ประตูรถตู้เปิดกระแทก กลุ่มชายฉกรรจ์นับสิบคนกรูกันลงมา
เมทัสไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง
เขาสับฝีเท้าไปข้างหน้า โดยไม่คิดจะหันกลับไปมอง ตอนนี้เขาคิดเพียงว่า ต้องทำทุกทาง ให้ตัวเองมีลมหายใจรอดกลับไป
"จัดการมันให้ได้ นายบอกว่างานนี้ มันต้องตายเท่านั้น"
เมทัสกระโดดข้ามลังไม้ที่กองขวางทาง มุดผ่านซอกกำแพง ก่อนปีนข้ามรั้วบ้านหลังหนึ่งอย่างไม่คิดชีวิต
ทันทีที่กระโดดลงอีกฝั่ง
ปึก ท่อนไม้ฟาดเข้ากลางแผ่นหลังเต็มแรง
เมทัสหน้าคะมำล้มกลิ้งไปกับพื้น ลมหายใจสะดุดขาดห้วง เพราะความจุกที่แล่นขึ้นมาจนถึงหน้าอก
ยังไม่ทันได้พยุงตัวลุกขึ้น ชายอีกคน ก็พุ่งเข้ามาใช้เท้ากระทืบซ้ำ
เมทัสรีบกลิ้งหลบ จัดการยกขา เกี่ยวข้อเท้าอีกฝ่ายจนเสียหลักล้ม
เขาฉวยจังหวะนั้นลุกขึ้นวิ่งหนีต่อ
แต่เพียงไม่กี่ก้าว กลับรู้สึกได้ถึงความเจ็บแปลบ แล่นมาถึงซี่โครงข้างขวา
"เวรเอ๊ย โดนมาตอนไหนวะเนี่ย"
เมื่อก้มลงมอง ถึงได้เห็นว่าเป็นมีดสั้นเสียบจมด้าม คาอยู่
เมทัสดึงมีดออกจากแผล ของเหลวสีแดงพุ่งเปื้อนฝ่ามือ ทำให้รู้ว่าเป็นอีกครั้ง ที่ตัวเองคงตัดสินใจพลาดไป เมื่อเลือดไหลทะลักออกมาไม่หยุด
ไม่มีเวลาให้คิดทบทวน เขารีบพุ่งตัวออกไปอีกด้าน เพื่อหลบคนร้ายทันที
"ใช้ปืนแม่งเลย แถวนี้ไม่มีบ้านคน"
เสียงชายชุดดำคนเดิมตะโกนสั่ง
ปัง
กระสุนนัดแรกเฉี่ยวต้นแขนซ้าย จนเสื้อขาด เลือดไหลซึมออกมา ถ้าเขายังสลัดคนพวกนี้ไม่หลุด มีหวังได้กลายเป็นผีเฝ้าป่า อยู่แถวนี้เป็นแน่
เมทัสหันมองซ้ายขวา ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือน ร่างสูงเลี้ยวเข้าถนนแคบ ๆ ก่อนจะหันไปเห็นบ้านหลังหนึ่งตั้งอยู่โดดเดี่ยว มีรั้วล้อมรอบ
ชายหนุ่มกัดฟันวิ่งเข้าไปด้านใน ร่างกายที่บาดเจ็บปีนข้ามรั้วด้วยความยากลำบาก
เขาใช้ความมืดบดบังสายตา เพื่อแอบซ่อนตัวเองจากคนร้ายที่กำลังติดตาม ก่อนจะคว้าไขควงที่บังเอิญเจออยู่ข้างรั้ว ถือวิสาสะงัดประตูเข้าไปหลบอยู่ด้านใน
"หายไปไหนวะ ไวฉิบหาย มีใครเข้าไปดูในบ้านหลังนี้ยัง บ้านคนหรือบ้านผีวะเนี่ยมาตั้งอยู่ตรงนี้อะไรหลังเดียว"
เสียงฝีเท้าวิ่งวนไปมาอยู่ด้านนอก ท่าทางพวกมันคงไม่ยอมไปไหนง่าย ๆ ถ้าใบสั่งผู้จ้างงาน ยังไม่สามารถปิดบัญชี
และเมทัสเองก็ไม่รู้ ว่าเขา จะซ่อนได้นานแค่ไหน
"ลูกพี่ มีคนมา"
"ถอยก่อน ไปเว้ยพวกเรา"
แสงไฟจากรถยนต์สาดเข้ามาภายในบ้าน ไม่ยานก็ได้ยินเสียงเปิดประตู
"ออกมาเดี๋ยวนี้นะ ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าฉันไม่เตือน"
เสียงเล็ก ๆ ของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น ในมือของเธอกำไม้เบสบอลเอาไว้แน่น
"ผมไม่ใช่โจร ผมโดนทำร้ายมา"
เมทัสคลานออกจากมุมมืด
"แล้วคุณเข้ามาในบ้านฉันทำไม บุกรุกบ้านคนอื่นมันผิดกฎหมายนะ ฉันแจ้งความจับคุณได้"
อีกฝ่ายยังดูระแวงไม่น้อย แม้สภาพของเขาตอนนี้ แทบจะหายใจไม่ไหวด้วยซ้ำ
"ผมวิ่งหนีพวกมันมา จนเจอบ้านคุณ ก็เลยเข้ามาหลบ"
"แน่ใจนะ ว่าไม่ได้มาเพื่อขโมยของ หรือแอบไปปีนเข้าบ้านคนอื่นจนโดนทำร้ายมา แล้วมาใช้เหตุผลนี้อ้างกับฉันหรอกนะ"
"คุณคิดว่าสภาพแบบนี้ จะให้ผมขโมยอะไร แค่น้ำขวดเดียวยังไม่มีแรงยกดื่มเลย"
คนเจ็บนอนฟุบหน้าลงบนพื้นอย่างหมดแรง
ถ้าสาวสวยคนนี้จับเขาโยนออกไปจากบ้านจริง ๆ คงขัดขืนไม่ได้อยู่ดี ถือว่ารอดตายจากพวกสารเลวนี่มาได้ นับว่าเป็นโชคดีแล้ว
"อยู่นิ่ง ๆ ถ้าคิดตุกติกละก็..ได้ไปนอนเฝ้ารากมะม่วงแน่"
ผิดคาด เมื่อเธอยอมวางอาวุธ แล้วจัดการทำแผลให้อย่างชำนาญ ทั้งเช็ด ล้าง ทำความสะอาด แม้กระทั่งเย็บแผล...
"คุณเป็นหมอเหรอ ทำไมเก่งจัง เรื่องล้างแผลเนี่ย ผมพอเข้าใจนะ แต่ถึงขนาดมีพวกอุปกรณ์เย็บแผลติดบ้านไว้ด้วย ไม่เคยเห็น"
เมทัส อดที่จะถามไม่ได้
ตอนนั้นสติของเขาเลือนรางเต็มที จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าคุยอะไรกับเธอไปบ้าง แค่รู้ว่าเธออนุญาตให้เขาหลบอยู่ที่บ้านได้ หลังจากเขาวอนขออยู่นานสองนาน
แต่มีข้อแม้ว่า..
ถ้าคืนนี้มันเกิดอะไรขึ้นแล้วคุณห้ามความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองไม่ได้ ก็หยิบมันมาใส่ซะ ฉันหวังว่าคุณจะรักษาคำพูด เพราะฉันเกลียดพวกชอบลำเส้นมากที่สุด
กลางดึก
เสียงเอะอะดังมาจากห้องนอนเจ้าของบ้าน ความอยากรู้อยากเห็นไม่เข้าใครออกใคร แม้จะพยายามข่มใจตัวเองเอาไว้ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้
"ออกไป" วินาทีที่เธอหันมามองเขา
นัยน์ตาสีขาวของเธอถูกความดำกลืนหายไปทั้งหมดในเสี้ยววินาที ดวงตาคู่สวย กลายเป็นสีดำสนิทไร้ประกาย ราวกับหลุมลึก
เสี้ยววินาทีเลือดสีแดงสดค่อย ๆ เอ่อซึมออกจากหัวตา ไหลเป็นสายอาบแก้มอย่างช้า ๆ
เมทัสถอยกรูดจนติดกำแพงก่อนจะหมดสติไป
กระทั่งรุ่งเช้า
ชายหนุ่มตื่นขึ้นมาถึงได้พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงภายในโรงพยาบาล ข้างกันมีหญิงสาววัยกลางคนกำลังจ้องหน้าเขาอยู่
"แม่!"
"ยังจำได้อยู่เหรอ ว่าฉันเป็นแม่แก"
"เดี๋ยวก่อน?! แล้วผมกลับมาที่นี่ได้ยังไง"
ภาพสุดท้ายในความทรงจำ คือเขาอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง จากนั้น..
ทุกอย่างขาด ๆ หาย ๆ จนเขาจำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง คิดไปพาลให้ปวดหัวเปล่า ๆ
"ลุงจิระ ไปลากแกออกมาจากบ้านหลังหนึ่ง เขาตามสัญญาณมือถือแกไป รอดมาได้ก็บุญแค่ไหนแล้ว คราวนี้ยังคิดจะไปเกาะแข้งเกาะขาไอ้พวกนั้นอีกไหม"
เมวดีโยนแฟ้มใส่หน้าลูกชาย มันคือเอกสารฉบับเดียวกัน ที่ถูกทิ้งเอาไว้ และเขาเสี่ยงตายเพื่อจะไปเอามันมา
"สองแม่ลูกนั้นส่งคนเข้าไปเก็บกวาดบ้านจนหมด โชคดีที่ฉันฉลาด อันที่เอาให้แกดูเป็นแค่สำเนา ส่วนฉบับจริง ที่ฉันฝากเมรินเอาไว้ก่อนหน้านี้"
ผู้เป็นแม่ นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ
"ทัส นี่เป็นโอกาสสุดท้ายแล้วนะ ที่แกจะหันกลับมาทัน การที่แกรอดตาย แล้วรู้ความจริงทุกอย่าง นั่นเท่ากับว่าเรากับพวกมันเป็นศัตรูกันอย่างสมบูรณ์แล้ว ไม่มีหลบซ่อน ไม่มีแกล้งทำ คนที่เก่งและเข้มแข็งมากพอเท่านั้น ถึงจะชนะ"
"..."
"แม่ไม่อยากให้แกต้องมาเสี่ยงนะ.."
"ผมจะทำ ผมจะกลับไปเป็นประธาน แล้วลากคนพวกนั้นมารับผลของการกระทำทั้งหมดที่มันทำกับผม และแม่ให้ได้ แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ"