เสียงร้องไห้ดังระงมอยู่หน้าห้องพักศพ
ความหวัง ทุกอย่างพังทลายลงไปต่อหน้าต่อตา
ลูกชายที่เป็นเพียงความหวังเดียว กลับต้องมาตาย แถมหลานสาวที่เธอรักที่สุด ก็พลอยเคราะห์ร้ายไปด้วย
เมรินกำลังจะเรียนจบ เตรียมแต่งงาน มีครอบครัว ทว่าเส้นทางความฝันนั้น คงไปไม่ถึงอีกแล้ว
ญาติทางฝั่งหญิงสาว ขอเป็นคนจัดการเรื่องศพเอง และนำตัวเธอกลับไป ไม่แม้แต่จะให้เมวดีได้กล่าวขอโทษเลยด้วยซ้ำ
"ฉันขอเข้าไปดูเขาข้างในได้ไหมคะ"
เจ้าหน้าที่ด้านหน้า หนักใจไม่น้อย เพราะโดยปกติว่าด้วยกฎของทางโรงพยาบาล ย่อมไม่สามารถทำได้ แต่ด้วยเบื้องหน้าเขา คือคุณหญิงของตระกูลมหาเศรษฐี ที่กุมมีอำนาจเป็นลำดับต้น ๆ ของประเทศ หากขัดใจขึ้นมา ยังไม่รู้เลยว่าหน้าที่การงานต่อจากนี้จะเป็นยังไง
"ให้เขาเข้ามา"
ไม่ทันได้ตอบอะไร เสียงของปลายตะวัน ดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลัง
"คุณคือใคร" เมวดีเอ่ยถาม
"ฉันเป็นเจ้าหน้าที่ประจำห้องพักศพ หรือที่คุณเรียกว่าช่างแต่งหน้าศพนั่นแหละ สรุป จะเข้าไปไหม"
"เข้าค่ะ เข้า"
"คุณปลายคะ แต่ว่า.."
"เขาเป็นแม่ลูกกันในเมื่อเขาอยากดู ก็ให้เขาดู ใครมีปัญหา ฉันรับผิดชอบเอง ปกติไม่เห็นมีใครอยากวุ่นวายกับที่นี่ อยู่ดี ๆ จะมาทำตัวเป็นไม้บรรทัดให้ใครดู"
ปลายตะวันพูดโดยไม่คิดใส่ใจเท่าไหร่นัก ร้อยวันพันปี งานของเธอไม่ได้มีคนมาให้ความสนใจอยู่แล้ว เรียกว่าเป็นเขตในโรงพยาบาล ที่แทบไม่มีใครพูดถึงด้วยซ้ำ
ดังนั้น เธอจึงไม่จำเป็นต้องเกรงใจใคร เพราะทุกร่างที่นอนอยู่ข้างใน ล้วนเป็นผลงานของเธอแต่เพียงผู้เดียว
"นั่งรอที่เก้าอี้ก่อนแล้วกันนะ ข้างในนี้อากาศค่อนข้างเย็น ฉันมีโอกาสให้คุณตัดสินใจใหม่อีกที ว่าจะอยู่ดูจริง ๆ ใช่ไหม เพราะถ้าฉันเริ่ม ประตูบานนั้นจะไม่เปิดให้คุณออกไปอีก จนกว่างานวันนี้ของฉันจะเสร็จ"
น้ำเสียงของหญิงสาว เย็นชาเสียยิ่งกว่าอากาศภายในห้องเสียอีก
"ไม่เป็นไรค่ะ ฉันจะอยู่"
"งั้นก็ตามใจคุณ"
ไอเย็นยะเยือกจากเครื่องปรับอากาศระบบปิดของห้องพักศพโรงพยาบาล ส่งเสียงครางหึ่ง ๆ เคล้าไปกับเสียงหยดน้ำจากก๊อกสเตนเลส ที่ดังเปาะแปะเป็นจังหวะ
บรรยากาศรอบเตียง เต็มไปด้วยความวังเวง และกลิ่นฉุนของตัวยาเข้มข้น
ทว่าสิ่งเหล่านี้ ปลายตะวัน ล้วนคุ้นเคยเป็นอย่างดี
เธอสวมถุงมือสีเขียว เอื้อมหยิบเข็มโค้งที่ใช้สำหรับงานเย็บเนื้อโดยเฉพาะขึ้นมา แล้วบรรจงร้อยไหมเส้นละเอียดอย่างแคล่วคล่อง
สายตาของเธอทอดมองใบหน้าของเมทัส ที่บัดนี้ไร้ซึ่งสัญญาณชีพ ผิวแก้มด้านซ้ายของเขาฉีกขาดเป็นแผลฉกรรจ์ยาวจนเห็นชั้นไขมันด้านในที่เปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ำและซีดเทา เพราะไม่มีเลือดมาหล่อเลี้ยง
ปลายตะวันเริ่มลงมือเย็บแผลอย่างแผ่วเบา ท่วงท่าของเธอประณีตราวกับช่างปักผ้าชั้นสูง
หญิงสาวกดขอบแผลให้ชิดกันพอดี ซ่อนรอยไหมไว้ใต้ชั้นผิวหนัง แทบจะฝีเข็ม ต่อฝีเข็ม เพื่อให้แผลแนบเนียน และหลงเหลือรอยตะเข็บภายนอกน้อยที่สุด ในระหว่างที่กำลังดึงปมไหมขมวดสุดท้าย เธอเริ่มฮัมเพลงออกมาเบา ๆ ในลำคอ น้ำเสียงอบอุ่น ขัดกับความเงียบงันชวนขนลุกของห้องแห่งนี้อย่างสิ้นเชิง
"เมื่อวานฉันเย็บแผลตรงขาให้เรียบร้อย ส่วนที่หน้าที่เป็นแผลใหญ่สุดน่าจะโอเคแล้ว มีแก้มตรงนี้ ที่ยุบไปหน่อย เดี๋ยวฉันเติมให้นะคะ รับรองว่าโครงหน้าของลูกชายคุณ จะหล่อเหมือนเดิม"
คำพูดของเธอ เหมือนเป็นเพียงความเคยชินในช่วงเวลาทำงาน ไม่ได้สื่อสารกับใครจริงจัง
ปลายตะวันหยิบขี้ผึ้งศัลยกรรมเฉพาะทางสำหรับศพ (Mortuary Wax) เนื้อเหนียวนุ่มมาผสมกับซิลิโคนเหลว
(Mortuary Wax ขี้ผึ้งศัลยกรรมตกแต่งศพ คือ ขี้ผึ้งชนิดพิเศษที่ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อใช้ในงาน ศัลยกรรมตกแต่งและบูรณะสภาพศพ Restorative Art)
เธอใช้เกรียงเล่มเล็ก ตักเนื้อขี้ผึ้งขึ้นมา แล้วค่อย ๆ ปั้น สมานลงบนรอยบุบ ตรงขากรรไกรของเมทัสที่ผิดรูป น่าจะเป็นผลมาจากแรงกระแทกของอุบัติเหตุ
นิ้วมือของเธอเกลี่ยไล้ อย่างใจเย็น บรรจงสร้างรูปแก้ม และแนวสันกรามของชายหนุ่มขึ้นมาใหม่ทีละมิลลิเมตร เพื่อให้โครงหน้าส่วนที่เสียหายกลับคืนสู่สรีระเดิมอันแสนคุ้นเคยให้มากที่สุด
ที่มุมห้อง
เมวดีนั่งกอดอกแน่น ร่างกายสั่นเทาด้วยความสะเทือนใจ ภาพลูกชายที่นอนเป็นศพอยู่บนเตียงเหล็ก ผนวกกับเสียงฮัมเพลงอย่างสบายอารมณ์ของปลายตะวัน ทำให้เธอรู้สึกพะอืดพะอมจนต้องยกมือขึ้นอุดปาก สลับกับเสียงสะอื้นไห้เบา ๆ ออกมาเป็นระยะ
"ฮรึก แม่ขอโทษ แม่ไม่น่าให้ลูกไปคนเดียวเลย รู้ทั้งรู้ว่ามันอันตราย"
เจ้าหน้าที่ตกแต่งศพ ชะงักมือเล็กน้อย
ก่อนจะเงยหน้ามองเจ้าของเสียงร้องไห้ด้วยความหงุดหงิด
"คนเราวันหนึ่งก็ต้องตายอยู่ดี จะคร่ำครวญไปทำไม"
"นี่คุณ! มันไม่เกินไปหน่อยหรือไง ฉันเพิ่งสูญเสียลูกชายไป การที่ฉันร้องไห้ มันผิดตรงไหน พูดจากอะไรช่วยให้เกียรติกันบ้าง"
"แล้วเขาฟื้นคืนมาให้คุณหรือเปล่าล่ะ นอกจากน้ำตาที่ไหลเปื้อนหน้าคุณ การร้องไห้มันมีประโยชน์อะไรเหรอ บอกฉันหน่อย"
พูดจบ ปลายตะวันจึงหันกลับไปมองใบหน้าเมทัสอีกครั้ง
เธอนำพู่กันหัวแบน แตะครีมรองพื้นเนื้อพิเศษ ความเข้มข้นสูง (Mortuary Cosmetology) นำมาแต้มและกดซับลงบนผิวหน้า แป้งเนื้อหนาค่อย ๆ กลบสีผิวที่ซีดเผือด และรอยเขียวคล้ำจากการตกตะกอนของเลือดที่หลังใบหู ลำคอ ให้เลือนหายไป ก่อนจะปัดบลัชออนสีพีชบางเบาที่โหนกแก้มทั้งสองข้าง เพื่อปรับให้ใบหน้าของเขาดูมีเลือดฝาด ราวกับเขากำลังนอนหลับสนิท และฝันดีอยู่ในห้องอันแสนอบอุ่น
"พรุ่งนี้คุณมาจัดการเอกสารเรื่องการนำศพออกไปได้เลยนะคะ ส่วนวันนี้ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันว่าคุณเชิญกลับไปก่อนดีกว่า เพราะว่าถ้าตึกด้านหลังปิด นอกจากจะได้อยู่เป็นเพื่อนลูกชายสมใจแล้ว ยังมีสมาชิกอีกหลายคนในห้องแช่แข็ง ที่มาอยู่เป็นเพื่อนอีกนะคะ คงอบอุ่นน่าดู"
เมวดี ถึงกับหน้าถอดสี ไม่คิดว่าในชีวิตจะได้มาเจอคนที่สามารถพูดถึงเรื่องความตาย คล้ายว่าเป็นอาหารมื้อหนึ่งในชีวิตที่ต้องเจอในทุก ๆ วัน
เธอไม่ได้ต่อปากต่อคำอะไร นอกจากเดินกลับออกมา
จากนี้ไป เธอคงต้องต่อสู้ตามลำพัง
"สี่ทุ่ม..พรุ่งนี้ต้องแต่งหน้าอีกคน งั้นก็นอนมันที่นี่แหละ ง่ายดี"
ปลายตะวันเงยหน้ามองดูนาฬิกาที่ถูกแขวนเอาไว้บนข้างฝา ก่อนจะพึมพำออกมาเบา ๆ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรก สำหรับการนอนค้างอยู่ภายในห้องพักศพของเธอ
บางทีอาจจะคุ้นเคยมากกว่าการกลับไปนอนที่บ้านด้วยซ้ำ จนถูกคนในโรงพยาบาลพูดอยู่บ่อยครั้ง ว่าเจ้าหน้าที่แต่งหน้าศพที่ชื่อปลายตะวัน อาจจะเป็นศพเดินได้ เพราะเธอทำตัวน่าขนลุก และเย็นชา มากกว่าร่างไร้วิญญาณ ที่นอนแช่แข็งอยู่ข้างในนั้นซะอีก
"ฝันดีนะทุกคน"
เตียงสเตนเลส ถูกใช้สำหรับพักพิงในคืนนี้ ผ้าห่มสีดำ พร้อมด้วยหมอนหนึ่งใบ อุปกรณ์ประจำตัวที่ใช้งานมานับครั้งไม่ถ้วน ถูกหยิบออกมาจากล็อกเกอร์เก็บของ
ด้วยความอ่อนเพลียหญิงสาวจึงหลับไปอย่างง่ายดาย
"คุณ มานอนรวมกับศพ ไม่กลัวเขาเข็นไปผิดเตียงหรือไง"
เสียงใครบางคนปลุกให้ปลายตะวันลืมตาตื่นขึ้น ก่อนจะพบว่ามีใบหน้าของชายหนุ่มยื่นเข้ามาใกล้เธอ จนปลายจมูกห่างกันเพียงไม่กี่เซนติเมตร
"นี่คุณ ฟื้นมาได้ยังไง"
ปลายตะวันกระโดดลงจากเตียง มายืนจ้องหน้าแขกไม่ได้รับเชิญ ที่หน้าตาถอดแบบออกมาจากร่างไร้ลมหายใจ ที่เธอเพิ่งตกแต่งไปให้เมื่อไม่กี่นาทีก่อน
"เดี๋ยวก่อนนะ.."
หญิงสาวเดินย้อนกลับไปยังจุดเก็บร่าง เพื่อเปิดผ้าคลุมศพออก ก่อนจะหันกลับมา แล้วพบว่า ทั้งห้องว่างเปล่า ไม่ได้มีบุคคลภายนอกเข้ามาแต่อย่างใด
เธอจึงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา เพื่อติดต่อไปหาหมอคนหนึ่ง
"ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าคุณเมทัสเขามีพี่หรือน้องชายที่เป็นฝาแฝดหรือเปล่า"
ปลายตะวันถามอย่างไม่อ้อมค้อม
"ไม่มีนะ เขาเป็นลูกชายคนเดียวของบ้านพิบูลนาวิน"
"อืม ขอบใจ" เสียงสัญญาณถูกตัดขาดในทันที
"ไม่ใช่ฝาแฝด แต่เราก็มั่นใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาด งั้นหมายความว่า มีคนบุกรุกเข้ามาในห้องพักศพงั้นเหรอ"
สองเท้าเยื้องย่างไปข้างหน้าช้า ๆ สายตามองสำรวจรอบ ๆ พื้นที่
ภายในห้องนี้มีข้าวของ เครื่องมืออุปกรณ์มากมายวางระเกะระกะ ทำให้การติดตามหาผู้บุกรุก ต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง
"คุณเห็นผมจริง ๆ ด้วย"
พลั่ก..
จู่ ๆ ร่างสูงก็โผล่ออกมาจากซอกตู้กะทันหัน สัญชาตญาณของร่างกายคนเราจึงสั่งให้ป้องกันตัว
ปลายตะวันชกเข้าไปที่ใบหน้าของอีกฝ่ายเต็มแรง จนชายหนุ่มล้มลงไปกองอยู่บนพื้น
"คุณเป็นใคร ผี หรือ คน.."