ชีวิตของเจ้าหน้าที่แต่งหน้าศพ ไม่ได้หวือหวาอะไร
เช้า ออกไปทำงาน นั่งประจำอยู่ภายในห้องปฏิบัติการนิติเวชศาสตร์ ของอาคารฝั่งนิติเวช เพื่อรอให้มีร่างไร้วิญญาณที่ต้องการให้ช่วยตกแต่ง และ ดูแลก่อนนำไปประกอบพิธีถูกส่งเข้ามา
บ้างก็ทำหน้าที่แต่งแต้มเครื่องสำอาง เพื่อให้วาระสุดท้ายของชีวิตยังคงความสดใส เอาไว้
หรือในบางครั้ง อาจจะมีการเย็บตกแต่งบาดแผล ซ่อมแซมรอยเล็ก ๆ ให้ผู้ล่วงลับ
ปลายตะวันใช้ชีวิตอยู่เช่นนี้มาเป็นเวลาเกือบปี สำหรับเธอ มันคือสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว
"ได้เวลาเลิกงานสักที เจอกันพรุ่งนี้นะทุกคน"
หญิงสาวหันไปบอกลาร่างแน่นิ่ง ที่นอนตัวเย็นเฉียบ อยู่ใต้ผ้าคลุมสีขาว ก่อนจะปิดไฟลง แล้วคว้ากระเป๋าผ้าใบเก่ง เดินออกจากห้องทำงานของตัวเอง
ตลอดทางแทบไม่มีใครกล้าทักทายเธอด้วยซ้ำ ซึ่งนั้นล้วนเป็นการกระทำที่น่าพึงพอใจ
ความผูกพัน คือสิ่งต้องห้ามสำหรับเธอ
บ้านพัก ชานเมือง
บ้านโมเดิร์นสีขาว ตั้งอยู่ห่างออกมาจากชุมชน ถูกล้อมรั้วเอาไว้เพื่อความเป็นส่วนตัว
คนที่ผ่านไป มา คงมองว่าเจ้าของบ้านหลังนี้เป็นแค่หญิงสาวทำงานหาเช้ากินค่ำ แต่ใครเลยจะรู้ ว่าแท้จริงแล้ว เงินในบัญชีที่เธอมีอยู่ สามารถทำให้เธอสุขสบายเผื่อไปได้อีกหลายชาติ โดยไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยเลยด้วยซ้ำ
"เมื่อเช้าจำได้ว่าคล้องกุญแจเอาไว้แล้วนินา หรือว่า โจร!"
ปลายตะวันหยุดมองที่ลูกบิดประตู เมื่อเห็นว่ามีร่องรอยของสีถลอก จากการถูกงัดแงะ
ถึงแม้ว่าของในบ้านจะไม่ได้มีค่าอะไร แต่เธอคงไม่สามารถปล่อยหัวขโมยให้ออกไประรานคนอื่นได้
"ออกมาเดี๋ยวนี้นะ ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าฉันไม่เตือน"
หญิงสาวหยิบไม้เบสบอลที่วางพิงเอาไว้ข้างประตู มากระชับเอาไว้ในมือ
เธอมองไปรอบ ๆ
ห้องนั่งเล่น ห้องครัว และข้าวของทุกอย่างยังคงอยู่ในสภาพเดิม ไร้ร่องรอยการรื้อค้น
หรือเจ้าโจรใจทรามคนนี้ จะมีเจตนาอื่น
เธอคิดในใจ
พลันสายตาเหลือบไปเห็นคราบสีแดงที่พื้น หยดเป็นทางเดิน ไปยังห้องเก็บของใต้บันได
"ผมไม่ใช่โจร ผมโดนทำร้ายมา"
ร่างของใครบางคนคลานออกจากมุมมืด เนื้อตัวของเขาเต็มไปด้วยบาดแผล ใบหน้ามีรอยฟกช้ำอยู่หลายแห่ง
ต่อให้นี่คือขโมยจริง ๆ จากสภาพที่เธอเห็น คงไม่มีปัญญาลุกขึ้นมาทำอะไรเธอได้แน่ ๆ
"แล้วคุณเข้ามาในบ้านฉันทำไม บุกรุกบ้านคนอื่นมันผิดกฎหมายนะ ฉันแจ้งความจับคุณได้"
ปลายตะวันยังกล้า ๆ กลัว ๆ
เธอขยับตัวถอยออกมา แล้วจ้องมองอีกฝ่ายตัวแววตาหวาดระแวง
"ผมวิ่งหนีพวกมันมา จนเจอบ้านคุณ ก็เลยเข้ามาหลบ"
"แน่ใจนะ ว่าไม่ได้มาเพื่อขโมยของ หรือแอบไปปีนเข้าบ้านคนอื่นจนโดนทำร้ายมา แล้วมาใช้เหตุผลนี้อ้างกับฉันหรอกนะ"
"คุณคิดว่าสภาพแบบนี้ จะให้ผมขโมยอะไร แค่น้ำขวดเดียวยังไม่มีแรงยกดื่มเลย"
เจ้าของบ้านพิจารณาอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะวางอาวุธในมือลง แล้วเดินไปเปิดตู้ยาสามัญประจำบ้าน เพื่อหยิบอุปกรณ์ทำแผลออกมา
"อยู่นิ่ง ๆ ถ้าคิดตุกติกละก็..ได้ไปนอนเฝ้ารากมะม่วงแน่"
สองมือค่อย ๆ บรรจงทำแผลอย่างชำนาญ แม้แต่การเย็บปิดรอยแตกเล็ก ๆ ก็ทำได้อย่างไม่มีที่ติ
"คุณเป็นหมอเหรอ ทำไมเก่งจัง เรื่องล้างแผลเนี่ย ผมพอเข้าใจนะ แต่ถึงขนาดมีพวกอุปกรณ์เย็บแผลติดบ้านไว้ด้วย ไม่เคยเห็น"
"ความเคยชินน่ะ"
"แล้วคุณเป็นหมออยู่โรงพยาบาลอะไร"
"ฉันบอกคุณตอนไหน ว่าฉันเป็นหมอ"
ปลายเข็มด้ามสุดท้าย แทงเข้าบาดแผล ก่อนจะปิดจบงานฝีมือ อย่างสมบูรณ์
"ถ้าไม่ใช่หมอ ก็ต้องเป็นกู้ภัย ใช่ไหม"
ชายหนุ่มยังคงถามต่อ
ดูเหมือนเขาจะให้ความสนใจในอาชีพของพลเมืองดี อยู่ไม่น้อย
"ไม่เห็นต้องทำงานพวกนั้นสักหน่อย อีกอย่างเย็บตกแต่งแผลให้ศพ กับคนปกติ มันไม่ได้ต่างอะไรกันอยู่แล้ว ฉะนั้นคุณไม่ต้องห่วงหรอก แผลคุณสวยแน่นอน ฉันทำมาเป็นร้อยศพแล้ว ญาติคนตายเขาพอใจกันทุกคน"
รอยยิ้มบนใบหน้าพลันหายไปในพริบตา
บัตรที่ห้อยอยู่ตรงกระเป๋าเสื้อเหมือนช่วยยืนยันว่าสิ่งที่ผู้หญิงคนนี้พูดไม่ใช่มุกตลกขบขัน แต่เป็นความจริง
เธอคือเจ้าหน้าที่แต่งหน้า และตกแต่งบาดแผลศพ ของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง
"มีอะไรสงสัยอีกไหม ถ้าไม่มีเชิญคุณกลับไปได้แล้ว ฉันจะพักผ่อน"
ปลายตะวัน เก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ ใส่ในกล่องตามเดิม
"ผมขอหลบอยู่อีกสักพักได้ไหม กลัวว่าพวกมันจะตามาเจออีก"
คนเจ็บชันตัวขึ้นมาจากพื้น สองมือตะเกียกตะกายไปจนถึงโซฟา โดยมีเพียงสายตาเย็นชาจากเจ้าของบ้านมองตามอยู่เงียบ ๆ
เกิดมาเขาเองเพิ่งเคยเห็นผู้หญิงที่ดูไร้ชีวิตชีวามากขนาดนี้
"ฉันไม่มีความจำเป็นต้องช่วยคุณ ที่ยอมทำแผลให้ ถือว่ามากพอแล้ว ฉันสามารถเรียกรถจากโรงพยาบาลมารับคุณได้ หรือจะให้ติดต่อหาญาติคุณ ฉันก็ยินดี"
ปลายตะวัน ไม่ใช่คนแล้งน้ำใจอะไร แต่จากการคำนวณของเธอ คืนนี้เป็นคืนจันทร์เต็มดวง เธอจะให้คนนอกมาเห็นความลับของเธอไม่ได้เด็ดขาด
"ผมขอแค่คืนเดียว ผมสัญญาว่าจะไม่ยุ่งวุ่นวายคุณเลย เป็นมุมเล็ก ๆ บนโซฟาก็ได้ นะคุณ แค่คืนนี้คืนเดียว"
"เวรกรรมอะไรของฉันเนี่ย เอาเป็นว่าคุณไปอยู่ที่ห้องนอนเล็กแล้วกัน แต่ฉันขอเตือนอะไรคุณเอาไว้อย่าง.."
หญิงสาวชั่งใจเล็กน้อย
ไม่รู้ว่าการที่ตัวเองใจอ่อนแบบนี้ มันเป็นทางเลือกที่ถูกต้องดีแล้วหรือเปล่า
"ฉันรักความเป็นส่วนตัวมาก และไม่ชอบความวุ่นวาย ในเมื่อคุณขอนอนแค่คืนเดียว ฉันอนุญาต ตลอดทั้งคืนนี้คุณห้ามออกมาจากห้องถ้าฉันเห็นหน้าคุณเมื่อไหร่ ฉันจะจับคุณโยนออกไปข้างนอก จำเอาไว้"
หญิงสาวเดินปึงปังหายเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง ก่อนจะกลับออกมาพร้อมผ้าห่มและหมอนในมือ
เธอพาตัวคนเจ็บ มายังห้องพักเล็ก ๆ ติดกับห้องเก็บของใต้บันได
ข้างในถูกทำความสะอาดเอาไว้อย่างดี มีเพียงเตียงนอน กับ ตู้ เป็นของตกแต่งเท่านั้น
"นี่ยาแก้ปวด แผลคุณคงจะปวดมาก กินเอาไว้สักหน่อย บนหัวเตียง มีหูฟังอยู่ ถ้าคืนนี้มันเกิดอะไรขึ้นแล้วคุณห้ามความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองไม่ได้ ก็หยิบมันมาใส่ซะ ฉันหวังว่าคุณจะรักษาคำพูด เพราะฉันเกลียดพวกชอบลำเส้นมากที่สุด"
แสงสีส้มค่อยๆ ถูกกลืนหายไปพร้อมกับความมืดมิดที่คืบคลานเข้ามา พระจันทร์กลมโตเต็มดวงสีนวล ลอยเด่นขึ้นแทนที่ ทอแสงลงมาอาบทั่วทุกมุมห้อง
ทว่าสำหรับปลายตะวันแล้ว คืนพระจันทร์เต็มดวง มีเพียงความหวาดผวาที่เริ่มกัดกินจิตใจ อีกครั้ง
"ฉันต้องผ่านมันไปให้ได้ ฉันไม่ได้บ้า"
เงาสลัวค่อย ๆ ก่อตัวเป็นรูปร่างบิดเบี้ยวตามมุมมืด ใบหน้าซีดเผือด และดวงตาโบ๋ลึกของเหล่าวิญญาณ เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
"ไม่จริง ไม่มี มันไม่มีจริง เดี๋ยวมันก็ผ่านไป แกต้องทำได้นะปลาย"
เธอพึมพำกับตัวเอง
ร่างบางก้าวถอยจนแผ่นหลัง ชนเข้ากับชั้นวางของ มือไม้สั่นเทาพยายามยกขึ้นกุมขมับ บังคับตัวเองให้หลับตาลง
ใบหน้าเน่าเฟะ ของวิญญาณตนหนึ่ง ยื่นเข้ามาใกล้ ส่งกลิ่นเหม็นเน่าชวนสะอิดสะเอียน
เมื่อก่อนเธอเห็นพวกมันเป็นแค่เงาดำ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ภาพหลอนเหล่านั้น กลับเริ่มทวีความรุนแรง และน่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ
มันเริ่มมีรูปร่างชัดเจน
มีกลิ่น
บางครั้งยังสามารถพูดจาโต้ตอบกับเธอได้อีกด้วย
"ออกไปนะ ฉันบอกให้ออกไปไง"
หญิงสาวคว้าสิ่งของทุกอย่างที่อยู่ใกล้มือ ปาเข้าใส่ร่างที่ไร้วิญญาณเหล่านั้น อย่างบ้าคลั่ง
เพล้ง
เสียงโครมครามที่ดังมาจากห้องด้านบน ทำให้ชายหนุ่มในห้องด้านล่าง รู้สึกกระสับกระส่ายจนแทบเป็นบ้า มือหนากำผ้าห่มแน่น ท่องข้อตกลงที่เคยให้ไว้กับเธอซ้ำ ๆ ในหัว
"ไอ้ทัส แกห้ามเข้ามาสอดรู้สอดเห็นเด็ดขาด นะเว้ย"
เขาพยายามข่มใจบอกตัวเอง
แม้จะหยิบหูฟังมาเปิดเพลงกลบเกลื่อน แต่ยังไม่สามารถอดทนต่อเสียงเหล่านั้นได้ เขาตัดสินใจก้าวลงจากเตียง แล้วค่อย ๆ เดินย่องขึ้นไปชั้นบนของตัวบ้าน
"แอบดูแป๊บเดียวคงไม่เป็นไรมั้ง"
เขาแตะมือลงบนลูกบิดประตูห้องของปลายตะวัน ก่อนจะแง้มออกทีละน้อย
ภาพที่ปรากฏคือหญิงสาวนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่ในมุมหนึ่ง ข้าวของกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น
วินาทีนั้นเธอหัน มามองเขาในทันที
"ออกไป"
รุ่งเช้า
ปลายตะวันตื่นขึ้นมา ในหัวคิดทบทวนถึงเรื่องที่เกิดเมื่อคืน
ทุกครั้ง ความทรงจำในวันพระจันทร์เต็มดวงจะไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไหร่นัก และเธอไม่ต้องการรื้อฟื้นเรื่องราวพวกนั้นให้มากระทบต่อการใช้ชีวิตของตัวเอง จึงปล่อยวางและให้ผ่านไป
ความอัปยศ ของสภาพจิตใจ ที่ต้องการเก็บมันเป็นความลับไปตลอดกาล
"เงียบขนาดนี้ คงกลับบ้านไปแล้วซินะ"
มือข้างหนึ่งหมุนลูกบิดประตูอย่างช้า ๆ
ผ้าห่ม และ หมอน ถูกพับวางเอาไว้อย่างดี
"ให้มันจบลงที่ต่างคนต่างไปนั่นแหละดีแล้ว อย่ามายุ่งเกี่ยวอะไรกันอีกเลย"