พิบูลนาวิน กรุ๊ป
คือหนึ่งในบริษัทชั้นนำ ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และส่งออกจิวเวลรี่รายใหญ่
โดยมีทัศนะเป็นประธานบริหารสูงสุด
พิบูลนาวิน เป็นตระกูลเก่าแก่ ที่มีชื่อเสียงดีงามมาหลายชั่วอายุคน โดยทัศนะ แต่งงานกับ เมวดี มา 25 ปี มีทายาทเป็นพยานรัก วัย 21 ปี 1 คน คือ เมทัส พิบูลนาวิน ตอนนี้กำลังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ซึ่งกำลังจะก้าวขึ้นเป็นประธานคนต่อไป
"แม่ วันนี้พ่อไปไหน ทำไมยังไม่กลับบ้านอีก ผมอุตส่าห์ตั้งใจจะเอาถ้วยรางวัลแข่งบาสมาอวด ตอนนั้นพ่อบอกว่าถ้าผมแข่งชนะ จะซื้อรถคันใหม่ให้"
เมทัส เดินลงมานั่งข้างเมวดี สองมือคล้องแขนผู้เป็นแม่อย่างออดอ้อน
"เห็นว่ามีประชุมด่วน คงกลับดึก ๆ ว่าแต่เราเถอะ หิวหรือเปล่า"
"ไม่หิวครับ กินที่มหาวิทยาลัยมาแล้ว งั้นเอาไว้พรุ่งนี้ ผมค่อยตื่นมาอวดพ่ออีกที ขอตัวไปอาบน้ำนอนก่อนนะครับ เหนื่อยมาก"
"จ้า ๆ "
แววตาเอ็นดูมองตามหลังลูกชาย ก่อนจะหันกลับมาสนใจหน้าจอทีวีที่เปิดทิ้งเอาไว้
ลึก ๆ กลับรู้สึกหวิว ๆ ขึ้นมา เหมือนว่ากำลังมีเรื่องไม่ดีบางอย่างเกิดขึ้น
เมวดี ตัดสินใจโทรหาสามี
เธอรอสายอยู่นานจนกระทั่งมีคนกดรับ
"คุณนะ อยู่ไหนแล้วคะ ยังประชุมไม่เสร็จอีกเหรอ"
เธอกรอกเสียงถามด้วยความกังวล
"สวัสดีครับ ไม่ทราบว่าคุณเป็นอะไรกับเจ้าของมือถือ"
น้ำเสียงที่แปลกไป ทำให้เมวดีต้องมองหน้าจอมือถืออีกครั้ง ว่าตนเองไม่ได้โทรไปหาผิดคน
จนกระทั่งเห็นชื่อที่ปรากฏอยู่ นั่นยิ่งทำให้ความกลัวแผ่ซ่านปกคลุมภายในจิตใจของเธอมากกว่าเดิม
"ฉันเป็นภรรยาของเขาค่ะ ไม่ทราบว่าสามีฉันไปไหน ทำไมโทรศัพท์ของเขาถึงมาอยู่กับคุณได้ แล้วคุณเป็นใคร"
"ผมเป็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยครับ สามีของคุณเกิดอุบัติเหตุ เจ้าหน้าที่กำลังนำส่งโรงพยาบาล ยังไงคุณรีบตามมานะครับ"
สองมือไร้เรี่ยวแรงจนโทรศัพท์ร่วงหล่นลงกับพื้น เมทัสที่บังเอิญลงมาดื่มน้ำพอดีเห็นอาการผิดปกติของแม่ จึงรีบวิ่งเข้ามาดู
"แม่ครับ เป็นอะไรหรือเปล่า"
เขาถามด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะประคองเมวดีให้นั่งลงช้า ๆ
"ทัส ไปเอากุญแจรถมาให้แม่หน่อย พ่อเกิดอุบัติเหตุ แม่ต้องไปโรงพยาบาล"
เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"อะไรนะครับ แม่ใจเย็น ๆ ก่อนนะ ไปครับเดี๋ยวผมขับรถให้เอง"
เนื่องจากคุณทัศนะ ได้รับบาดเจ็บรุนแรงจากอุบัติเหตุ ระบบร่างกายไม่ตอบสนองต่อการกู้ชีพ จึงเสียชีวิตก่อนที่จะมาถึงโรงพยาบาล หมอขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวด้วยนะครับ
เหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจ โดยไม่ทันได้ตั้งตัว
ร่างไร้วิญญาณ ถูกเข็นออกมาจากห้องฉุกเฉิน เสียงร้องไห้ สะอื้นปานจะขาดใจจากภรรยาที่ร่วมทุกข์ ร่วมสุขกันมายาวนานถึง 25 ปี
ใครจะไปคาดคิดว่าวันหนึ่ง ต้องจากกันทั้งที่ไม่ทันได้เอ่ยคำลา
งานศพของทัศนะ จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ มีทั้งเพื่อน พี่ น้อง สมัยเรียน และ พันธมิตรทางธุรกิจมากมายมาร่วมงาน
บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า จนกระทั่งการปรากฏตัวของบุคคล สองคน
อรุณี และ กรกัณฑ์
"สวัสดีค่ะ คุณนายเมวดี"
หญิงวัยกลางคนแต่งตัวด้วยชุดลูกไม้สีดำเดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าภรรยาผู้เสียชีวิต
"สวัสดีค่ะ ไม่ทราบคุณคือ?"
เพื่อนพ้อง คนสนิท หรือแม้แต่พนักงานในบริษัท เมวดีคุ้นหน้าคุ้นตาทุกคนเป็นอย่างดี ยกเว้นสองคนนี้เท่านั้น ที่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ว่าพวกคือใคร
"ฉันเป็นภรรยาอีกคนของคุณทัศนะ ส่วนนั่น กรกัณฑ์ ลูกชายของฉันกับเขา"
น้ำเสียงเย้ยหยันพูดขึ้น ก่อนจะยื่นซองเอกสารให้
"ฉันรู้ค่ะ ว่าระดับคุณคงสืบหาข้อมูลของเราสองแม่ลูกได้ไม่ยาก เพื่อเป็นการไม่เปลืองแรง ฉันเลยเอามาส่งให้คุณเอง หลักฐานการโอนเงินในแต่ละเดือนที่คุณนะ โอนเป็นค่าเลี้ยงดูให้กับฉันและลูก ภาพถ่ายครอบครัวของเรา รวมถึงใบเกิดของกรกัณฑ์ ที่ระบุเอาไว้ชัดเจนว่าพ่อของเขาเป็นใคร"
เมวดีหันมองหน้าแขกไม่ได้รับเชิญทั้งน้ำตา
คาดคะเนจากอายุของเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอแล้ว น่าจะห่างกับเมทัสไม่ถึงสองปีด้วยซ้ำ
นั่นหมายความว่า ภาพของหัวหน้าครอบครัวผู้ซื่อสัตย์ คือหน้ากากจอมปลอม ที่ทัศนะปกปิดความมักง่าย เอาไว้มานานถึง 20 กว่าปี
"แล้วคุณต้องการอะไร ตอนนี้คุณนะไม่อยู่แล้ว ส่วนเรื่องของคุณกับเขา ฉันไม่ขอมีความเห็นใด ๆ ในเมื่อเขาเลือกที่จะหักหลังฉัน ฉันพร้อมอโหสิกรรมให้ เพราะถึงยังไงคงไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกอยู่ดี"
ว่ากันว่า เวลาที่คนเราเจ็บปวดที่สุด จิตใจจะสร้างเกราะบางอย่างขึ้นมา เพื่อปกป้องตัวเอง
เรวดี เช็ดน้ำตาที่อาบสองแก้มของตนออก เหลือเพียงแววตาแข็งกร้าว จ้องมองไปยังรูปถ่ายหน้าโลงศพของสามี
"พิบูลนาวิน ตอนนี้น่าจะตกเป็นของลูกชายคุณตามกฎหมาย แต่กรกัณฑ์ เป็นลูกคนหนึ่งของคุณนะเหมือนกัน ฉันต้องการตำแหน่งในบริษัทให้เขา อย่างน้อยจะได้มีหลักประกันว่าในอนาคตลูกชายของฉันจะไม่ต้องลำบาก"
อรุณี บอกสิ่งที่ตัวเองต้องการอย่างไม่นึกละอายใจ
"แล้วถ้าฉันไม่ให้"
"งั้นวันนี้กลางงานศพของสามีคุณ ทุกคนก็จะได้รู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว เขานอกใจคุณไปมีเมียน้อย แถมยังมีลูกรุ่นราวคราวเดียวกันกับเมทัส โผล่มาอีกคน.. คุณว่าหลังจากข่าวนี้แพร่ออกไป มันจะเกิดอะไรขึ้น"
ชื่อเสียงของพิบูลนาวิน ถือเป็นส่วนสำคัญที่มีผลต่อหลายด้าน โดยเฉพาะผลประโยชน์ทางธุรกิจ หากมีข่าวเสียหายขึ้นมา เกี่ยวกับเรื่องผิดศีลธรรมเช่นนี้ บวกกับสถานการณ์ภายใน ที่เพิ่งขาดประธานไป นั่นคงนับเป็นวิกฤตครั้งใหญ่แน่ๆ
เมวดีจึงไม่มีทางเลือก
"ฉันตกลง แต่ตำแหน่งประธานต้องเป็นของตาทัส เพราะยังไงต่อหน้าทุกคน เขาคือทายาทเพียงคนเดียวของคุณนะ ส่วนคุณ ปิดปากเรื่องนี้เอาไว้ให้ดี ไม่อย่างนั้นวันนี้คุณได้ไปเท่าไหร่ ฉันสามารถเรียกมันกลับคืนมาได้อีกหลายร้อยเท่า"
ผู้เป็นภรรยาหันมองภาพถ่ายของสามีราวกับต้องการบอกลาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเดินออกมาจากงานแล้วตรงกลับบ้านทันที
"ริน ว่างไหม มาหาป้าที่บ้านหน่อย"
เมื่อกลับมาถึง เธอรีบโทรหา เมริน หลานสาวของทัศนะ ที่พ่วงตำแหน่งเลขาส่วนตัว
ไม่นาน หลังจากวางสายคนที่ต้องการพบ ก็เดินทางมาถึง
"มีอะไรหรือเปล่าค่ะ หนูนึกว่าคุณป้ายังอยู่ที่วัดซะอีก"
"คนแบบนั้น ป้าไม่เสียเวลาไปนั่งเสียใจให้หรอก บอกป้ามา ว่ารินรู้เรื่องผู้หญิงอีกคนของคุณนะ หรือเปล่า"
เลขาสาวนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ
"ไม่ทราบค่ะ"
"แล้วเคยได้ยินคนชื่ออรุณีไหม พูดความจริงกับป้ามา รินรู้จักป้าดี ว่าป้าเป็นคนแบบไหน"
"รู้จักค่ะ เธอเคยมาที่บริษัทสองสามครั้ง คุณลุงบอกว่าเธอเป็นญาติห่าง ๆ มาขอความช่วยเหลือ แต่เรื่องอื่นหนูไม่ทราบจริง ๆ ค่ะ"
เมวดี ไม่ได้ถามอะไรต่อ เธอคิดว่าเมรินเองคงไม่รู้จริง ๆ นั่นหมายความว่าทัศนะ ปกปิดชู้รักของตนเองเอาไว้อย่างดี เพราะแม้แต่เลขาที่ทำงานด้วยกันทุกวัน ยังไม่มีข้อมูล
"ไม่เป็นไร งั้นรินช่วยเอาบัญชีรายรับ รายจ่ายทั้งหมด ในช่วงสิบปีของบริษัทให้ป้าหน่อย รวมถึงเอกสารโอนเงินยิบย่อย บัญชีนอก ในด้วย อ๋อ! ป้าขอรายชื่อผู้รับผลประโยชน์ ในโปรเจกต์ต่าง ๆ ทรัพย์สินที่คุณนะถือครองทั้งหมด ป้าต้องการภายในสามวันนี้"
"คุณป้า พอจะบอกหนูได้ไหมคะ ว่านี่มันเรื่องอะไร หนูงงไปหมดแล้ว"
เมริน ถามกลับอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
ปกติเมวดีใจดีมาตลอด ไม่เคยดุด่า หรืออารมณ์เสียใส่ใครเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่วันนี้กลับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
"ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากทำให้มันรัดกุมไว้ก่อน เพราะอนาคตข้างหน้า ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีกบ้าง"
"ได้ค่ะ หนูจะรีบไปจัดการให้เดี๋ยวนี้"
"ขอบใจนะ ว่าแต่ตอนหนูออกมาจากวัด เจอตาทัสไหม"
ยังไม่ทันที่เมรินจะได้ตอบอะไร รถหรูสีแดงแสบตา ก็เลี้ยวเข้ามาจอดหน้าบ้านพอดี
"แม่ ทำไมกลับมาไม่บอกผมเลย ผมหาในงานตั้งนาน แล้วนี่! รินมาทำอะไรดึก ๆ ดื่น ๆ "
เมทัส คงเป็นอีกคนที่ไม่รู้เรื่องราวความวุ่นวายที่เกิดขึ้น
"แม่ปวดหัวนิดหน่อยเลยกลับมาก่อน ส่วนริน เขาเอาเอกสารสำคัญมาส่งน่ะ"
"อ่อ แล้วนี่มายังไง ให้พี่เรียกรถกลับบ้านให้ไหม"
เพราะเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก เมทัส จึงมองเมรินเหมือนน้องสาวแท้ ๆ คนหนึ่ง
"ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวแฟนรินมารับ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว รินขอตัวกลับก่อนนะคะ"
"อืม อย่าลืมเรื่องที่ป้าฝากด้วยละ"
หลังเลขาของทัศนะกลับไป บ้านทั้งหลังจึงตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
เมทัสรู้สึกได้ว่าแม่ของตัวเอง มีบางอย่างผิดปกติ แต่ไม่กล้าเอ่ยปากถาม ด้วยกลัวจะไปสร้างความกดดันให้เธอมากกว่าเดิม
"ทัส ถ้าวันหนึ่งทัสรู้ว่าครอบครัวของเรา ไม่ได้สวยงามเหมือนอย่างที่ทัสเห็น ทัสจะโกรธแม่ไหมลูก"
เมวดีเอ่ยถามเสียงสั่น
ตั้งแต่เธอเป็นคุณนายของพิบูลนาวิน มา เธอไม่เคยรู้สึกกลัวเท่าวันนี้มาก่อน
"ทำไมผมต้องโกรธแม่ด้วย"
"แล้วทัสจะโกรธพ่อไหม"
"แม่..แม่มีเรื่องอะไรกันแน่ บอกผมมาตามตรงเถอะ อย่าวกไปวนมาแบบนี้เลย ผมกลัวนะ"
เอกสารที่อรุณียื่นให้มาในวัด ถูกส่งต่อถึงลูกชาย
"นี่พ่อเขามีเมียน้อย! แถมลูกชายอายุน้อยกว่าผมแค่ปีเดียว"
เมวดีพยักหน้า
"วันนี้สองแม่ลูกมาในงาน บอกว่าเราต้องยกตำแหน่งในบริษัทให้กับลูกชายอีกคน ไม่อย่างนั้น เขาจะแฉเรื่องที่พ่อนอกใจแม่"
"ก็ให้เขาแฉไปซิ คนผิดไม่ใช่เราสักหน่อย"
"มันไม่ง่ายแบบนั้น เพราะถ้ามันง่ายแม่คงไม่ต้องมานั่งเครียดแบบนี้ ข่าวด้านลบของคนทำธุรกิจ คือปัญหาใหญ่ที่เราเสี่ยงไม่ได้"
"หมายความว่า เราต้องยอมให้เขามาเหยียบหน้าเราเหรอแม่ เราต้องทนเห็นเมียน้อยกับไอ้ลูกนอกไส้นั่น วนเวียนทำงานในบริษัทเดียวกันเนี่ยนะ"
สองแม่ลูกถอนหายใจออกมาแทบจะพร้อมกัน ทางออกของปัญหานี้ ดูริบหรี่มากเหลือเกิน
"อดทนหน่อยนะลูก แม่สัญญาว่าแม่จะเอาทุกอย่างที่เป็นของเรากลับคืนมาให้ได้"
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ดิฉันเรวดี ภรรยาของคุณทัศนะ พิบูลนาวิน ขอประกาศแต่งตั้งให้ คุณเมทัส ขึ้นดำรงตำแหน่ง ประธาน คนใหม่ของพิบูลนาวิน กรุ๊ป อย่างเป็นทางการ และแต่งตั้งให้ คุณกรกัณฑ์ ดำรงตำแหน่ง รองประธาน ขอความร่วมมือจากทุกฝ่าย ให้การสนับสนุนทั้งสองท่านด้วยนะคะ