บางครั้งความอดทน อาจมีอายุสั้นเกิดไป
ถึงจะตั้งใจอยากทำทุกอย่างเพื่อเจริญรอยตามผู้เป็นพ่อ แต่ด้วยวัยเพียง 21 ต้องมาแบกรับความกดดันเกี่ยวกับงานบริหารทั้งหมด เมทัสจึงเริ่มเกิดอาการต่อต้าน เพราะรู้สึกว่า ทำไมตัวเองถึงไม่ได้มีชีวิตเป็นเหมือนวัยรุ่นธรรมดาทั่วไป เรียน เที่ยวเล่น กลับบ้าน
"ทัส พรุ่งนี้ 8 โมงเช้า มีประชุมบอร์ดบริหารนะลูก"
ประโยคแรกของการเก้าเข้ามาถึงบ้านหลังเลิกเรียน ไม่พ้นเรื่องในบริษัทอีกเช่นเคย
"แม่เลื่อนไปเป็นวันอื่นได้ไหมครับ คืนนี้ผมต้องอยู่ทำโปรเจกต์ส่งอาจารย์ จะเสร็จตอนไหนยังไม่รู้เลย"
"ไม่ได้ นี่มันประชุมสำคัญนะลูก เอางี้ ลูกฝากเพื่อน ๆ ทำไปก่อน แล้วค่อยหาทางชดเชยให้พวกเขาก็ได้"
"นี่มันงานกลุ่มนะครับแม่ ผมเหนื่อย งานเยอะแยะ ถ้าแม่อยากประชุม แม่ไปเองเลยครับ ผมไม่ไป"
ความสัมพันธ์ระหว่างเมวดี กับ เมทัสเริ่มแย่ลงเรื่อย ๆ จากความรัก กลายเป็นกดดัน จนนิสัยเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
มหาวิทยาลัย
"พี่ทัส วันนี้เป็นวันเกิดเพื่อนผม ไปด้วยกันไหมครับ"
กรกัณฑ์ บังเอิญเดินผ่านมาที่อาคารเรียนของเมทัสพอดี เลยตรงเข้าไปทักทาย
"ฉันสนิทกับนายหรือไง"
"ไม่ใช่แบบนั้นครับ ผมแค่เห็นว่าช่วงนี้พี่ดูเครียด ๆ ทั้งเรียน ทั้งทำงาน เลยอยากให้ไปผ่อนคลายบ้าง ขนาดผมงานไม่หนักเท่าพี่ยังเหนื่อยเลย"
เป็นครั้งแรกที่มีใครมาเข้าใจในความรู้สึกของเขา จึงทำให้เผลอไผลคิดไปว่านี่ที่พักพิง
จนถลำลึกโดยไม่รู้ตัว
"ทัส ทำไมป่านนี้ยังไม่ตื่นอีกลูก เมื่อคืนแอบไปกินเหล้ามาอีกแล้วใช่ไหม"
เสียงเคาะประตูห้องนอนดังลั่นบ้าน
ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ เมทัสเลื่อนการประชุมไปไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง บางวันกว่าจะกลับบ้านก็เล่นเอาเกือบรุ่งสาง แถมยังมาพร้อมกับกลิ่นเหล้าคละคลุ้ง พูดจาไม่รู้เรื่อง จนต้องให้พ่อบ้านช่วยหามขึ้นห้องนอนอยู่บ่อยๆ
"แม่อย่ามายุ่งได้ไหม คนจะนอน"
เสียงหงุดหงิดตะโกนออกมาจากในห้อง
"ไม่ได้ตาทัส วันนี้ยังไงก็ไม่ได้"
เมวดีตัดสินใจใช้กุญแจสำรองไขเข้าไปในห้องลูกชาย
ปกติเธอค่อนข้างมีพื้นที่ส่วนตัวและไม่เคยเข้ามาวุ่นวายมากขนาดนี้ แต่สัญชาตญาณของคนเป็นแม่กำลังบอกเธอ ว่าหากปล่อยเอาไว้ พิบูลนาวิน อาจจะเหลือแค่ชื่อ
"วันนี้มีโปรเจกต์สำคัญต้องไปเซ็นสัญญา ไปอาบน้ำ ล้างหน้าให้สร่างเมา แล้วเดี๋ยวแม่ไปส่ง"
เมวดีพยายามใจเย็น
เธอรู้ว่าภาระความรับผิดชอบ มันคงหนักหนาเกินไปสำหรับวัยนี้ แต่จะให้เธอนิ่งเฉยมองดูทุกอย่างที่ตระกูลสร้างมา ตกเป็นของสองคนแม่ลูกนั่นไม่ได้เด็ดขาด
"ให้กรมันไปแทนซิครับ รองประธาน กับ ประธาน อยู่หน้างานก็อำนาจเท่ากัน"
"ไม่ได้..ทัส! แกอยากเห็นบริษัทของเราตกไปเป็นของสองแม่ลูกนั่นหรือไง"
"ไม่เห็นเป็นไรนิครับ ดีซะอีก ผมจะได้ไม่ต้องเหนื่อย ผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าแม่จะอะไรนักหนา พ่อก็ตายไปแล้ว ในเมื่อเขามีลูก มีเมียเพิ่มมา จะต้องแย่งชิงอะไร สมบัติในบ้านเรา ใช้ได้ไปถึงชาติหน้าด้วยซ้ำ"
เพียะ..เมวดี ตบเข้าที่ใบหน้าของลูกชายเต็มแรง
"ทุกอย่างที่ฉันกับพ่อแกสร้างมามันก็เพื่ออนาคตของแกทั้งนั้น ฉันจำเป็นต้องยกมันให้เมียน้อยกับไอ้ลูกนอกคอกนั่นหรือไง"
"แล้วแม่ถามผมหรือเปล่า ว่าผมอยากได้ไหม ถ้าแม่อยากได้มาก กอดมันเอาไว้เลยครับ ผมไม่เอาแล้ว"
เมทัส ตะคอกใส่หน้าผู้เป็นแม่เสียงดังลั่น ก่อนจะลุกออกจากที่นอน แล้วคว้ากุญแจรถขับออกจากบ้านไป
เสียงร้องไห้ดังสะอึกสะอื้นออกมาจากในห้องนอน เธอเองไม่ได้อยากให้เรื่องทุกอย่างมันเป็นแบบนี้เหมือนกัน เธอเองก็จนปัญญาแล้วเช่นกัน
นับตั้งแต่วันนั้น บ้านพิบูลนาวินไม่ต่างจากสงครามเย็น
เมทัสมึนตึงใส่เมวดี
บริษัทไม่เข้า
มหาวิทยาลัยไม่ไป
เอาแต่เที่ยวเล่นสำมะเลเทเมา ผลาญเงินคืนละหลายแสน บางวันไม่กลับบ้านเพราะเอาเวลาไปมั่วสุมอยู่กับเพื่อนข้างนอก จนเมวดีต้องไปตามอยู่บ่อย ๆ
"ไม่เป็นไรนะ ทัสมาอยู่บ้านน้าก่อนก็ได้ รอแม่เขาอารมณ์เย็นลงเมื่อไหร่ ค่อยกลับไป"
บ้านของอรุณี กลายเป็นสถานที่พักพิง
หลายครั้งที่เมทัสทะเลาะกับเมวดี ก็มักจะมาขออาศัยอยู่ด้วย ความใจดี อบอุ่น ที่ได้รับ เป็นเหมือนน้ำทิพย์ชโลมจิตใจของเด็กหนุ่ม ให้รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว
'พี่ทัส ผมจำได้ว่าอาทิตย์หน้าจะวันเกิดพี่ พี่เคยบ่นว่าอยากได้มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ ผมเลยเก็บเงินซื้อมาให้ ดูซิ พี่ชอบไหม'
'วันนี้น้าทำต้มยำทะเลของโปรดของทัสด้วยนะลองชิมดูซิ'
'อันที่จริงน้าเข้าใจนะ น้าว่าแม่ทัสเขาเข้มงวดไปหน่อย กับตากร น้าไม่เห็นต้องทำขนาดนั้นเลย น้าไม่ได้คิดไปแย่งอะไรทัสกับแม่อยู่แล้ว น้าแค่อยากปูอนาคตไว้ให้ลูกชายน้า ได้ตำแหน่งรองประธานมา น้าก็พอใจมากแล้ว ไม่รู้ว่าทำไม แม่ของทัส เขาถึงต้องทำแบบนี้ อย่างกับน้าเป็นศัตรู'
ยิ่งเมทัสให้ความสนิทสนมกับทางอรุณีมากเท่าไหร่ เขากับเมวดี ก็ยิ่งทะเลาะกันหนักมากขึ้นเท่านั้น
คำเตือนของผู้เป็นแม่ กลายเป็นข้อกล่าวหา
ความห่วงใย กลายเป็นสิ่งที่ลูกชายไม่ต้องการ จนเธอไม่รู้แล้วว่า ต้องทำอย่างไร เธอถึงจะได้ลูกชายคนเดิมของตัวเองกลับมา
รอยแผลนี้บาดลึกยาวนานมาเป็นเวลาเกือบ 2 ปี ความสัมพันธ์ระหว่างสองแม่ลูกระหองระแหงเป็นแก้วร้าวที่สานต่อไม่ติด
เมทัสตัดสินใจย้ายออกมาเช่าคอนโดอยู่ข้างนอก ตามคำแนะนำของอรุณี ด้วยเหตุผลที่ว่าอยู่ห่างกันบ้างจะได้ทะเลาะกันน้อยลง และที่พักแห่งนี้ทำให้เขาได้รู้จักความรักเป็นครั้งแรก
"สวัสดี ทัสใช่ไหมที่เพิ่งย้ายเข้ามาชั้น 10 เราจำได้ว่าที่มหาวิทยาลัยเธอเป็นนักกีฬาบาสของโรงเรียนแต่ช่วงนี้ไม่เห็นค่อยไปซ้อมเลย"
ต้องตา สาวสวยดีกรีเชียร์ลีดเดอร์ของมหาวิทยาลัย เดินเข้ามาทักทายเมทัสอย่างเป็นกันเอง
"เธอรู้จักเราด้วยเหรอ"
"ทำไมจะไม่รู้ล่ะ แล้วนี่เพิ่งย้ายมาเหรอเราก็อยู่ชั้น 10 เหมือนกัน"
"อืมดีเลย งั้นถือว่าฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ คุณเพื่อนข้างห้อง"
ความรักสามารถทำให้ดวงตาของคนเรามืดบอด...
เพียงเวลาแค่สองเดือน ต้องตากับ เมทัสก็ตกลงคบหาดูใจกัน กลายเป็นคู่รักคนดังประจำมหาวิทยาลัย หนึ่งสาวสวย กับหนุ่มหล่อทายาทตระกูลดัง
ชีวิตคู่รักที่ลงตัว และลงบ่อน..
หญิงสาวพาเขาไปเปิดประสบการณ์ว่าเงินไม่ได้หายาก ไม่เห็นต้องลำบากไปนั่งทำงานหลังขดหลังแข็ง แค่รู้จักเลือก และเสี่ยง
จากที่เล่นขำ ๆ กลายเป็นการพนันจริงจัง ที่เริ่มมีมูลค่ามากขึ้นเรื่อย ๆ
การเรียนไม่สนใจ
งานที่บริษัทก็ทิ้งขว้างมานานนับปี
ชีวิตของเด็กหนุ่มค่อย ๆ ดิ่งลงเหว โดยที่เขาไม่รู้ตัว เพราะมองว่าทุกอย่างที่ทำ เพื่อสร้างความสุข ของตัวเอง
บ้าน พิบูลนาวิน
เมวดี กำลังนั่งมองรายจ่ายในแฟ้มสีดำ ที่มาจากบัตรเครดิต และ ยอดถอนเงินสดของลูกชาย
ที่บอกว่าสมบัติของตระกูลใช้ชาตินี้คงไม่มีทางหมด ดูเหมือนว่า วันเวลาของคำว่า ชาตินี้ ที่เมทัสเคยพูด อาจจะสั้นลงทุกที
"ช่วยไปตรวจสอบหน่อยได้ไหม ว่ายอดเงินพวกนี้มันจ่ายไปไหน"
เมวดี หันไปบอกเมริน
เพื่อประคองฐานะในบริษัทเอาไว้ นับตั้งแต่เมทัสเริ่มถอยห่างเรื่องงาน เมวดีจึงต้องเข้าไปนั่งจัดการแทนเกือบทุกอย่างแต่ลำพังเธอคนเดียว จะให้สู้กับแร้ง กาทั้งฝูงคงไม่ไหว ยังไง เธอก็ต้องพาลูกชายแสนดีคนเดิมของเธอกลับคืนมา
"คุณป้าคะ ถ้าหนูพูดไปแล้ว คุณป้าต้องใจเย็น ๆ ก่อนนะคะ"
"ทำไมเหรอ"
"จากที่หนูตรวจสอบ เหมือนยอดเงินทั้งหมดจะจ่ายให้กับบัญชีใต้ดิน ที่มีความเกี่ยวข้องกับบ่อนพนันชายแดนค่ะ"
เหมือนมีคนเอาน้ำเย็นราดใส่หน้าอย่างจัง
"หมายความว่าช่วงสองเดือนมานี่ ตาทัสจ่ายเงินเกือบห้าสิบล้านในบ่อน งั้นเหรอ"
เมรินพยักหน้าช้า ๆ
"ไม่ได้ ป้าจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้ สั่งบอดี้การ์ดไปลากคอไอ้ลูกชายตัวดีของป้ากลับมาเดี๋ยวนี้"
"รับทราบค่ะ"
ผ่านไปเกือบหนึ่งสัปดาห์ กว่าคนของเมวดีจะได้เบาะแสของลูกชาย และตั้งแต่พาขึ้นรถจากชายแดนมาจนถึงบ้าน เสียงเอะอะโวยวายของเมทัส ไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงเลย
"เลิกบ้าได้หรือยัง"
เมวดีมองหน้าลูกชายที่นั่งอยู่บนพื้น
ร่างกายซูบผอม ใบหน้าทรุดโทรมจนแทบไม่เหลือเค้าโครงหนุ่มหล่อประจำมหาวิทยาลัยคนเดิม
"แม่ไปสืบมาหมดแล้ว ผู้หญิงที่แกคบด้วยอยู่ตอนนี้ เป็นคนของอรุณี มันส่งมาเพื่อปั่นหัวแก ยังไม่รู้ตัวอีกหรือไง"
"แม่ เมื่อไหร่แม่จะเลิกมองคนอื่นในแง่ร้ายสักทีครับ น้าณี กับกร เขาไม่ได้คิดจะมาแย่งสมบัติอะไรเราเลย มีแต่แม่แหละประสาทไปเอง"
"ไอ้ทัส ฉันเป็นแม่แกนะ ถ้าแกไม่เชื่อฉันแล้วแกจะเชื่อใคร"
เมวดีตวาดใส่เสียงดังลั่น
เธอสืบหาข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมด วันนี้เธอต้องแฉวีรกรรมความชั่วของสองแม่ลูกนั่นให้ได้
"ถ้าแม่จะเรียกผมมาเพื่อพูดเรื่องไร้สาระแบบนี้ คราวหน้าไม่ต้องนะครับ แม่รู้อะไรไหมตั้งแต่ผมออกไปจากบ้านหลังนี้ ชีวิตผมมีความสุขขึ้นเยอะเลย ไม่ต้องมาทนฟังแม่ด่าทุกเช้า ลากผมลงจากเตียงไปประชุม จ้ำจี้จ้ำไชให้ผมต้องทำอย่างนู้น อย่างนี้ ผมไม่เข้าใจว่าแม่จะเรียกผมกลับมาทำไม"
คำพูดของลูกชายทำเอาหัวใจของผู้เป็นแม่กระตุกวูบ
ในสายตาของเมทัส เธอคงกลายเป็นนางมารร้ายไปแล้ว
"เอาเป็นว่าต่อจากนี้แม่จะทำอะไรเชิญตามสบาย แต่อย่ามายุ่งกับผม เดี๋ยวผมจะเก็บเสื้อผ้าออกไปจากบ้านเดี๋ยวนี้"
ร่างสูงลุกขึ้นยืนแล้วเดินขึ้นไปบนชั้นสอง
เมวดีรู้ดีว่าถ้าครั้งนี้เขาปล่อยให้เมทัสออกไป คงยากที่จะได้เจอกันอีก เธอจึงรีบตามไป หวังหยุดการกระทำของลูกชายสักนาที ให้เขาได้เห็นความจริง
"ทัสแกจะไม่เชื่อแม่ก็ได้ แต่แกอ่านเอกสารพวกนี้ก่อน แกจะได้รู้ ว่าที่แม่ทำเพราะแม่เป็นห่วงแกจริง ๆ สองแม่ลูกนั่นมันไม่ใช่คนดี มันกำลังทำให้พวกเรา"
"อย่ามายุ่ง"
เมทัสหันกลับมา แล้วสะบัดแขนของเมวดีออกอย่างแรง
สองเท้าที่กำลังวิ่งตามขึ้นบันได ยืนไม่มั่นคง ทำให้เธอเสียหลัก กลิ้งตกลงมานอนแน่นิ่งอยู่ที่พื้นชั้นล่าง
"แม่.." เสียงเมทัสร้องเรียกดังลั่น
เลือดสีแดงสดไหลออกจากบริเวณด้านหลังศีรษะ และจมูก
เมวดีกระอักเลือกหลายครั้ง สายตามองลูกชายด้วยความผิดหวัง เธอเอื้อมมือไปหยิบแฟ้มเอกสารขึ้นมา
"ใครอยู่แถวนี้บ้างเรียกรถพยาบาลให้ที"
เด็กหนุ่มไม่สนใจ
ต่อให้โกรธแค่ไหน สุดท้ายผู้หญิงคนนี้ก็คือคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขาอยู่ดี
"ทัส เชื่อแม่นะลูก"
น้ำเสียงขาดห้วงก่อนที่คนเจ็บจะหมดสติไป
เมวดีถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน และในขณะที่เมทัสกำลังเฝ้าอาการของผู้เป็นแม่อยู่หน้าห้องฉุกเฉิน สื่อออนไลน์หลายสำนัก จึงเริ่มมีรายงานข่าวสำคัญ ที่ถูกส่งต่อออกไปอย่างรวดเร็ว
เมทัส ทายาทพิบูลนาวิน วางแผนฆาตกรรมนางเมวดี มารดาของตนเอง เพราะต้องการแย่งชิงมรดก หลังมีข่าวว่าติดหนี้พนันก้อนโต
ตอนนี้นางเมวดีบาดเจ็บสาหัส และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล โดยความคืบหน้าของข่าวทางเราจะรายงานเป็นลำดับต่อไป