สุดท้ายปลายตะวันจึงยอมใจอ่อน ด้วยการขอข้อแลกเปลี่ยนเป็นหุ้น 3 เปอร์เซ็นต์
ถึงแม้จะไม่รู้ว่าจะเอามาได้อย่างไร เพราะคนที่รับปากเป็นแค่วิญญาณล่องลอยไม่มีตัวตน แต่เธอแค่รู้สึกไม่อยากทำอะไรให้มันติดค้าง จึงเอาเรื่องของผลประโยชน์มาเป็นข้ออ้าง
อย่างน้อยหากทุกอย่างสำเร็จ เรื่องหุ้นที่เธอขอเอาไว้ แล้วได้รับมา คงนับว่าเป็นกำไร
"งั้นฉันคงต้องเริ่มจากการไปยืนยันตัวตนต่อหน้าเหล่าบรรดาญาติ พี่น้องคุณก่อนซินะ ว่าฉันเป็นใคร ระหว่างนี้เราคงต้องเตรียมตัวให้พร้อม คุณเล่าเรื่องราวส่วนตัวของคุณทั้งหมดให้ฉันฟังหน่อย..."
วัด แห่งหนึ่ง
เสียงพระสวดอภิธรรมในคืนสุดท้ายผ่านพ้นไป พรุ่งนี้คงถึงเวลาที่จะได้นำส่งผู้ล่วงลับเป็นครั้งสุดท้าย
ปลายตะวันสวมชุดสีดำยืนอยู่หน้าศาลาจัดงานศพ โดยมีร่างโปร่งแสงของเมทัสยืนอยู่ข้าง ๆ
จะมีสักกี่คนที่สามารถกลับมาอยู่ในงานของตัวเอง มองดูภาพขาว ดำ ที่ติดอยู่หน้าโลงไม้สี่เหลี่ยม ได้ยิน ได้เห็น บรรยากาศทุกอย่างด้วยตาตัวเอง
"คุณคิดว่ามันจะได้ผลหรือเปล่า"
หญิงสาวหันไปถาม เสียงเรียบ
"มันเหลือแค่ทางนี้ คงต้องลองดู อย่างน้อยต่อให้ไม่มีใครเชื่อ แต่แม่ผมต้องยอมช่วยคุณแน่นอน"
วันต่อมา
"เดี๋ยวทางสัปเหร่อ จะเปิดโลง เพื่อให้ญาติ ได้บอกลาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนนำเข้าเตาเผานะครับ"
ชายชราในชุดขาว ผู้ดูแลขั้นตอนฌาปนกิจ หันมาบอกเมวดี
"จะดีเหรอคะ ทัสโดนรถชนขนาดนั้นสภาพศพคงไม่น่าดูเท่าไหร่ หรอกมั้ง"
เสียงอรุณีดังแทรกขึ้นมา
ยิ่งรู้ว่าตอนนี้ พิบูลนาวินเหลือเพียงเมวดีตัวคนเดียว ความโลภที่อดกลั้นมานาน ก็ดูจะเก็บเอาไว้ไม่ได้อีกต่อไป
ทั้งเธอ และลูกชาย แทบจะเขียนป้ายติดหน้าผากว่าตนเองมีความสัมพันธ์เช่นไรกับอดีตประธาน แต่ตอนนี้ เมวดีไม่ได้สนใจอะไรอีกแล้ว ต่อให้เธอไม่อยากปล่อยวางจากการแก่งแย่งชิงดีทรัพย์สินเหล่านี้ แต่สุดท้ายจุดจบของเธอ คงไม่แคล้วเป็นเหมือนลูกชาย
"ฉันจะดูหน้าลูกชายฉัน ถ้าเธอไม่อยากดูแค่ลงไปอยู่ข้างล่าง ตรงนี้เขาให้คนในครอบครัวขึ้นมา"
"แหม! พี่เมวดี ทำไมพูดแบบนั้นล่ะคะ ฉันเข้าใจนะว่าพี่อาจยังเสียใจเรื่องตาทัสอยู่ แต่คนเราไม่ว่าใครก็หนีความตายไปไม่พ้นหรอกค่ะ ทำใจเถอะนะ"
"ใช่ เธอก็ระวังจะหนีไม่พ้นอีกคนแล้วกัน เปิดได้เลยค่ะ"
ผู้ดูแลพิธี มองหน้าทั้งสองคนสลับกันไป มา ด้วยไม่รู้ว่าตนควรฟังเสียงของฝั่งไหนดี
อีกทั้งสายตาแขกเหรื่อที่มองขึ้นมา กลายเป็นภาวะกดดันมากกว่าเดิม
"สวัสดีค่ะ"
ท่ามกลางเสียงถกเถียงของคนด้านบน จำต้องหยุดชะงัก เมื่อมีหญิงสาวคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น
"คุณ..."
"สวัสดีค่ะ คุณนายเมวดี ฉันชื่อปลายตะวันนะคะ คุณน่าจะจำฉันได้ เราเคยเจอกันครั้งหนึ่งแล้วที่ห้องพักศพของโรงพยาบาล"
"อ่อ คุณนั่นเอง มีอะไรหรือเปล่าคะ หรือว่าเอกสารมีปัญหา"
เมวดี ถามกลับอย่างสุภาพ
ถึงแม้วันนั้นคำพูดของเด็กสาวคนนี้จะทำให้เธอสะเทือนใจอยู่ไม่น้อย แต่ในฐานะของคนเป็นแม่ คงต้องขอบคุณที่เธอช่วยจัดการเรื่องร่างของเมทัสให้เป็นอย่างดี
"จริง ๆ แล้ว ถ้าญาติต้องการเปิดโลงศพ สามารถทำได้นะคะ เพราะโรงพยาบาลได้ฉีดยา เรียบร้อยแล้ว อีกอย่างสภาพเดิมของคุณเมทัส ไม่ได้เสียหายอะไรมากขนาดนั้น แต่ที่ฉันมาไม่ใช่เพราะเรื่องนี้อย่างเดียว"
แฟ้มเอกสารสีน้ำตาล ถูกนำออกมาจากกระเป๋าสะพายก่อนจะส่งให้เมวดี
"ทางตำรวจค้นพบข้อมูลบางอย่าง บ่งชี้ว่าบางทีคุณเมทัส อาจจะไม่ได้เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุ จึงจำเป็นต้องส่งร่างกลับไปตรวจพิสูจน์อีกครั้ง"
คำพูดของช่างแต่งหน้าศพทำเอาท่าทีอวดเก่งของใครบางคนเมื่อครู่ เปลี่ยนเป็นวิตกกังวลขึ้นมาแทบจะทันตาเห็น
"บวกกับมีจดหมายฉบับหนึ่งถูกส่งไปที่สถานีตำรวจหลังคุณเมทัสเสียชีวิต จากการตรวจสอบเบื้องต้น น่าจะเป็นของคุณเมทัสค่ะ นั่นหมายความว่า คงให้เผาศพวันนี้ไม่ได้แล้ว"
"ลายมือของตาทัส จริง ๆ ด้วย"
ปลายตะวันเหลือบมองร่างโปร่งแสงที่ยืนอยู่ข้างกัน
หลังจากคิดทบทวนหาหนทางอยู่หลายวิธี นี่คงเป็นทางเลือกที่บ้าบิ่นที่สุดในชีวิต เพราะเมทัสดันฉุกคิดขึ้นมา ว่าการตายของตัวเองอาจมีเงื่อนงำ แต่เพราะถูกคนของอรุณีดักเอาไว้ทุกทาง ทำให้คดีถูกปิดจบอย่างมีข้อกังขา
ซึ่งนั่นไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงของอำนาจที่ปลายตะวันซุกซ่อนเอาไว้เลยแม้แต่น้อย
ด้วยเส้นสายจากพ่อบุญธรรม รวมถึงคนที่เธอเคยให้ความช่วยเหลือเอาไว้ในอดีต แค่คำร้องของ่าย ๆ ที่จะรื้อคดีขึ้นมาใหม่ จึงสำเร็จลุล่วงภายในไม่กี่วัน
"คดีปิดไปแล้ว เธอเป็นแค่เจ้าหน้าที่ห้องคนตายที่โรงพยาบาล จะมายุ่มย่ามอะไรด้วย"
อรุณีรีบแย้งขึ้นมา ด้วยกลัวว่าหากล่าช้าไปกว่านี้ เรื่องที่เธอปกปิดเอาไว้คงแดงขึ้นมา
"แต่ฉันเป็นแม่ของเมทัส และฉันเชื่อในสิ่งที่แม่หนูคนนี้พูด อีกอย่างจดหมายฉบับนี้เขียนเอาไว้ ว่าถ้าหากเกิดอะไรขึ้นกับเขา ให้ตีความว่าถูกกระทำโดยมือที่สาม ซึ่งหมายความว่ามีใครบางคนวางแผนทำร้ายเมทัสจริง ๆ"
เป็นไปตามคาด เมวดีพร้อมเข้าข้างปลายตะวันอย่างไม่มีข้อแม้ เพราะนี่คือหนทางเดียว ที่จะช่วยให้ชื่อเสียง รวมถึงทรัพย์สินเงินทองของเธอ กับ สามี ไม่ตกอยู่ในมือคนจิตใจชั่วร้ายอย่างสองแม่ลูกนั่น
"ฉันไม่ได้พูดลอย ๆ นะคะ และฉันไม่ได้ทำเกินหน้าที่ อีกอย่าง ทางเจ้าหน้าที่ก็อยู่ที่นี่ด้วย ถ้าคุณอรุณีคิดว่ามีเรื่องไหนไม่เหมาะสม ลองถามพวกเขาดูไหมคะ"
ตำรวจสี่นาย เดินขึ้นมายืนด้านหลังของหญิงสาว ทุกคนล้วนได้รับคำสั่งมาเป็นอย่างดี ว่าวันนี้จะต้องหยุดยั้งพิธีฌาปนกิจของเมทัสให้ได้ เพื่อเริ่มทำการรื้อคดีครั้งนี้ใหม่ ตามที่เบื้องบนมอบคำสั่งการลงมา
"นี่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ ที่ดูแลคดีครั้งก่อนนิ"
กรกัณฑ์ ที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่นาน เข้ามาสมทบเคียงข้างผู้เป็นแม่
"แล้วทำไมคุณถึงรู้ว่าไม่ใช่ล่ะคะ การสืบสวนเป็นขั้นตอนทางกฎหมายที่ไม่ได้เผยแพร่ให้คนนอกรู้"
คำพูดของปลายตะวัน ทำให้ทุกสายตาจับจ้องไปที่สองแม่ลูกทันที
"เนื่องจากมีการตรวจพบความไม่โปร่งใสของทีมสืบสวนคราวก่อน เราจึงให้เจ้าหน้าที่ชุดใหม่เข้ามาดูแลแทน เอกสารทั้งหมด เป็นไปตามหลักกฎหมาย ไม่มีนอก ใน อีกทั้งหลักฐานที่มีอยู่ในตอนนี้ เพียงพอสำหรับการรื้อคดีใหม่ทั้งหมด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องนำร่างของผู้เสียชีวิตไปทำการชันสูตรเพิ่มเติมครับ"
นายตำรวจคนหนึ่งกล่าวขึ้น
พร้อมแสดงเอกสารการจัดการที่ได้รับมอบหมายแก่คนในงานทุกคน เพื่อให้พวกเขาเป็นพยาน ว่าการทำงานทั้งหมด โปร่งใส และเป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้อง
"รถชน ก็คือรถชน เก็บร่างเอาไว้นานขนาดนี้ไม่คิดว่าวิญญาณ..."
"ศพของเมทัสหายไปไหน!!!"
ปลายตะวันอาศัยช่วยจังหวะชุลมุนที่ทุกคนมัวแต่ถกเถียงกันเรื่องจัดการร่างผู้เสียชีวิต เธอเดินไปเปิดฝาโลงศพออก ก่อนจะพบว่าข้างในว่างเปล่า
"อะไรนะ"
เมวดี รีบเดินเข้าไปดูด้วยตาตัวเอง
"นี่มันเกิดอะไรขึ้น"
"ผมว่าคราวนี้คงไม่ใช่แค่เรื่องอุบัติเหตุแล้วนะครับ ที่เราต้องทำการสืบสวน ตอนนี้ศพของผู้ตายมาหายไปอีก นั่นหมายความว่ามีใครบางคนต้องการปกปิดความจริงเกี่ยวกับเรื่องคดีที่เกิดขึ้น ผมคงต้องสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ยังไงเชิญทุกท่านตามไปที่โรงพักด้วยนะครับ แม้แต่คนเดียวผมก็ไม่ละเว้น"
เสียงพูดคุยอื้ออึง เซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณลานวัด จากการทะเลาะเล็ก ๆ สู่คดีที่ดูเหมือนว่าคงไม่สามารถปิดลงได้ง่าย ๆ
แขกผู้มาร่วมพิธี ทยอยกลับบ้านตัวเอง เหลือไว้เพียงผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงคนของทางวัดที่ทำหน้าที่จัดการงานทุกขั้นตอน ตั้งแต่วันแรก
"ลุงช่วยให้คนนำภาพกล้องวงจรปิด ตั้งแต่วันแรกที่นำศพมา จนถึงวันนี้ให้ผมด้วยนะครับ นอกจากลุงยังมีใครรับผิดชอบดูแลศพคุณเมทัสอีกไหมครับ"
ตำรวจถามชายชรา สัปเหร่อผู้จัดเตรียมพิธี
"ไม่มีครับ พวกเด็ก ๆ แค่มาช่วยจัดทำความสะอาด ไม่มีใครยุ่งกับโลงแม้แต่คนเดียว"
"ไม่เป็นไรครับ ทางเราจะสืบหาต่อเอง เอาเป็นว่าลุงไปจัดการตามที่ผมบอกก็พอ เดี๋ยวผมส่งเจ้าหน้าที่ตามไปรับไฟล์กล้องวงจรปิดมาเอง"
"คุณตำรวจครับ มีอย่างหนึ่งที่ผมอยากบอก อาจจะดูเหลือเชื่อไปสักหน่อย แต่ผมคิดว่าบางที คนในโลงเขาอาจไม่ได้ตายจริง ๆ แต่มีคนทำบางอย่างให้เขาดูเหมือนคนตาย"
น้ำเสียงเย็นเยียบกล่าวขึ้นภายในห้องสืบสวน
เรื่องราวเหนือธรรมชาติ เป็นเพียงความเชื่อที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ คำพูดทิ้งท้ายของชรา จึงถูกปัดทิ้งไปในทันที
กระทั่งการสอบปากคำสิ้นสุดลง ทุกคนล้วนตกเป็นผู้ต้องสงสัย
ไม่เว้นแม้แต่เมวดีผู้เป็นแม่ แต่ถึงกระนั้น หากไม่ได้หลักฐานที่บ่งชี้แน่ชัด บวกกับร่างที่หายไปของเมทัสยังหาไม่พบ คดีนี้คงไม่สามารถปิดลงได้ง่าย ๆ ทางตำรวจคงต้องทำงานอย่างหนักกันต่อไป
"ร่างผมไปไหน ใครมันเอาร่างผมไป"
เสียงบ่นด้วยประโยคเดิม ๆ นับตั้งแต่ออกจากโรงพักมา จนปลายตะวันจำไม่ได้แล้วว่า วิญญาณตนนี้พูดวนไปแล้วกี่ครั้ง
"คุณเคยคิดไหมว่าตัวเองยังไม่ตาย"
"ยังไม่ตาย แล้ววิญญาณจะออกจากร่างมาได้ยังไง คุณนี่ก็พูดแปลก ๆ "
"วิญญาณออกจากร่าง แต่บางครั้งเราสองคนสัมผัสกันได้ เหมือนตอนที่คุณเขียนจดหมายผ่านร่างฉันไง ถึงฉันจะไม่เคยเป็นผี แต่ฉันคิดว่าวิญญาณคนตายไม่น่าทำแบบนั้นได้นะ"
หญิงสาวให้เหตุผล
ทั้งตอนที่เธอตกใจเผลอชกใบหน้าของเมทัส ถึงแม้อีกฝ่ายจะไม่มีบาดแผล แต่เธอสามารถสัมผัสกับเขาได้ ไม่ต่างจากร่างของมนุษย์ปกติ
รวมถึงตอนที่เขียนจดหมายส่งไปสถานีสำรวจ เมทัสพยายามยืนคุมอยู่ด้านหลังเพื่อบังคับให้เธอเขียนลายมือให้เหมือนเขามากที่สุด แต่อีกฝ่ายลืมตัวเอื้อมมือเข้ามาหา กลับกลายเป็นว่าสามารถจับมือเธอได้เช่นกัน
ทุกอย่างจึงดูไม่สมเหตุสมผลสักเท่าไหร่ เพียงแค่ต้องหาสาเหตุให้เจอ
"นี่อาจเป็นเหตุผลที่พวกนั้นมาเอาร่างคุณไป เพราะรู้ว่าคุณไม่ตาย"
"ถ้าผมไม่ตาย มันจับร่างจัดเข้าเตาเผาให้จบ ๆ ไม่ง่ายกว่าหรือไง อีกอย่างตอนเข็นเข้าไปให้คุณแต่งหน้า คุณเห็นกับตาว่าผมตัวแข็งทื่อไปแล้ว"
"โลกเราไม่ได้มีแค่วิทยาศาสตร์เอาไว้อธิบายเรื่องพวกนี้หรอกนะ"
ปลายตะวันถอนหายใจออกมาเบา ๆ
สำหรับเธอ ทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น และนี่อาจเป็นข้อพิสูจน์ว่าที่ผ่านมา เธอไม่ได้ป่วย แต่โลกหลังความตาย วิญญาณ และไสยศาสตร์ มีอยู่จริง
"ฉะนั้น ถ้าเราหาร่างของคุณเจอ เราก็จะได้คำตอบของเรื่องทั้งหมด"