หลังจากการบอกลาของเพื่อนคนแรกในชีวิตผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว มันช่างเป็นมิตรภาพที่สั้นเหลือเกินสำหรับเด็กหญิงตัวน้อย เธอเองยังแอบหวังลึก ๆ ว่าสักวันหนึ่ง คงจะได้เจอใครสักคน ที่ได้มาเป็นเพื่อนกันจริง ๆ
กระทั่ง ความฝันที่จะได้มีชีวิตใหม่ปรากฏ เมื่อมีสองสามีภรรยา เดินทางมาจากในตัวเมือง ต้องการรับเลี้ยงเด็กสักคน และ ปลายตะวัน คือผู้ถูกเลือก
"มีบ้านแล้ว ต่อจากนี้ไปใช้ชีวิตให้มีความสุขนะ"
พิมศร นำกระเป๋าเดินทางพร้อมด้วยข้าว ของ เครื่องใช้ ส่วนตัวมาส่งถึงรถ
แม้ช่วงเวลากว่าหนึ่งปีที่อยู่ด้วยกัน จะไม่ได้สนิทสนมอะไรมาก แต่เธอต่างรักเด็ก ๆ เหมือนลูกคนหนึ่ง การที่ได้เห็นว่าคนในความดูแลกำลังจะไปมีอนาคตที่ดี เธอเองก็ปลาบปลื้มใจไม่น้อย
"ฝากน้องด้วยนะคะ"
ผู้ดูแลสถานสงเคราะห์หันไปบอกสองสามีภรรยา ก่อนจะยืนมองไฟสีแดงจากท้ายรถหรู ที่ค่อย ๆ เคลื่อนตัวห่างออกไป
บ้านพักแห่งหนึ่ง ใจกลางเมือง
"นู่น ห้องใต้หลังคา ที่พักแก อย่าคิดว่ามาอยู่บ้านหรูแล้วจะสบาย จำเอาไว้ว่าที่นี่! ฉันกับคุณณรงค์ คือเจ้านาย ส่วนแกเป็นแค่ขี้ข้าเอาไว้ให้ฉันใช้งานเท่านั้น"
ไม่ทันที่เท้าจะแตะพื้น เสียงตะคอกก็ดังออกมาจากเบาะผู้โดยสารด้านหลัง เด็กน้อยได้แต่นั่งตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
"ลงมาเร็ว ๆ เข้า ฉันไม่ได้มีเวลาว่างมาอยู่กับแกทั้งวันหรอกนะ"
เจ้าของบ้านหลังนี้คือ รัศมี
เธอบังเอิญเกิดมาโชคดี ได้แต่งงานกับเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ จึงยกระดับชีวิตตัวเองขึ้นเป็นคุณนาย ของตระกูลเศรษฐี
เธอ กับ ณรงค์ ผู้เป็นสามี มีความลับบางอย่างซ่อนเอาไว้ภายใต้หน้ากากผู้ดี นั่นคือชื่นชอบการทรมาน ทำร้ายเด็ก ๆ
ก่อนหน้า ทั้งคู่เคยไปติดต่อตามสถานสงเคราะห์ใหญ่ ๆ มาหลายแห่ง จนเริ่มมีคนสงสัยว่าเด็กที่ถูกรับเลี้ยงเหล่านั้นหายไปไหน แต่ด้วยอำนาจเงินของณรงค์ ทำให้ไม่มีใครสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้
ครั้งนี้พวกเขาจึงเปลี่ยนไปเลือกเป็นบ้านสวนแห่งรัก เพราะนอกจากอยู่ไกลออกไปแล้ว ยังเป็นแค่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าเล็ก ๆ ไม่มีใครคอยหนุนหลัง การตรวจสอบครอบครัวไม่รัดกุม ทำให้จัดการเอกสารต่าง ๆ ได้ง่าย
และ ปลายตะวัน คือเหยื่อคนล่าสุดที่ถูกพาตัวมา
"ที่รักคะ ฉันซื้อของเล่นชิ้นใหม่มาไว้ให้คุณด้วยนะ คืนนี้เรามาลองใช้กับนังเด็กนั่นกัน ดูรูปร่าง หน้าตาแล้ว คงทนมือ ทนเท้ามากแน่ ๆ "
เสียงหัวเราะคิกคักดังออกมาจากในห้องนั่งเล่น
ที่นี่ไม่มีแม่บ้าน ไม่มีคนรับใช้ ซึ่งนั่นหมายความว่า ต่อให้ร้องขอชีวิตดังแค่ไหน ก็จะไม่มีใครเคยได้ยินเสียงของเด็ก ๆ เหล่านั้นเลย
กูบอกให้มึงเก็บขึ้นมากินไง..เป็นแค่ลูกไม่มีพ่อมีแม่ กูให้ข้าว ให้น้ำขนาดนี้ ทำไมไม่สำนึกบุญคุณ
เสียงแส้ฟาดลงกับผิวหนังอันแสนบอบบางของร่างน้อย ๆ ที่นอนโอดครวญอยู่บนพื้น เมื่อถูกสั่งให้หยิบข้าวค้างคืน ที่ส่งกลิ่นเหม็นเน่าขึ้นมาใส่ปาก
"หนูปวดท้อง"
ปลายตะวัน ยกมือพนมขึ้นเหนือศีรษะ เนื้อตัวเต็มไปด้วยร่องรอยของการถูกทำร้ายอย่างทารุณ
"ปวดท้องก็ต้องกิน กูบอกให้มึงกิน...ที่รักคะ มันดื้อกับเราอีกแล้วทำยังไงดี"
รัศมี หันไปถามสามี ที่นั่งอยู่บนโซฟา กำลังสูบบุหรี่อย่างสบายใจ
ความสุขของเขาคือการเห็นเลือดสด ๆ ไหลออกมาจากแผล และเสียงร้องไห้คร่ำครวญที่ช่วยขับกล่อมให้เขาหลับสนิทในทุก ๆ คืน
"วันก่อนผมเพิ่งได้เครื่องช๊อตไฟฟ้าอันใหม่มา เห็นเขาบอกว่ารุ่นนี้ ปรับความแรงได้ตั้งหลายระดับ คุณลองเอามาใช้ดูซิ เพื่อจะสอนลูกรักของเรา ให้เป็นเด็กดีกับเขาได้บ้าง คราวหน้าจะได้ไม่เถียงพ่อ แม่อีก.."
วันแล้ววันเล่าที่ปลายตะวันต้องตกอยู่ในสภาพแสนหดหู่นั่น
เธอได้กินเพียงข้าวและน้ำในปริมาณน้อยนิด เพื่อแลกกับการต่อลมหายใจ
ทุกวัน เช้า เย็น สองสามีภรรยาจะเข้ามาที่ห้องใต้หลังคา เพื่อสรรหาวิธีทรมานแบบใหม่ เมื่อกระทำจนสุขสมดั่งใจ จะลากเธอให้ลงมาข้างล่าง เพื่อให้ทำความสะอาดบ้าน
หากวันไหนดื้อดึง ไม่ทำตาม ก็ถูกทารุณด้วยสารพัดวิธี แม้แต่ในตอนที่เจ็บป่วย พวกเดรัจฉานมนุษย์ไม่เคยสนใจ มองเธอเป็นเพียงเครื่องมือ ที่ใช้ระบายอารมณ์เท่านั้น
"ถ้าฉันจำไม่ผิด วันนี้วันเกิดแกใช่ไหม พอดีเลยฉันซื้อเค้กมาให้ กินซะซิ ปีนี้อายุเท่าไหร่แล้วนะ.."
รัศมี โยนกล่องกระดาษลงตรงหน้าเด็กสาว ด้านในมีก้อนครีมสีขุ่น ที่ถูกโรยหน้าเอาไว้ด้วยหนอนนับพันตัว
"ไม่ได้ยินที่ฉันถามหรือไง.."
เธอตะคอกเสียงดังเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมตอบสนองคำพูดของเธอ
"17 ค่ะ..แม่"
"ดีมาก กินซะซิ แม่อุตส่าห์เตรียมมาเพื่อลูกรักของแม่เลยนะ กูบอกให้มึงกินไง!"
ฉึก...
ความอดทนของคนเรา สามารถสิ้นสุดลงได้เสมอ
มือหยาบกร้านล้วงหยิบเศษกระเบื้องที่ซุกซ่อนเอาไว้ออกมา แล้วแทงเข้าที่ลำคอของแม่เลี้ยงใจร้ายอย่างเลือดเย็น แววตาไร้ซึ่งความรู้สึกผิด
มีเพียงรอยยิ้มแห่งความสะใจ เท่านั้น
"ฉะ...ฉัน ไม่ได้ตั้งใจ ช่วยด้วย!"
เหมือนเพิ่งได้สติ เมื่อเห็นร่างนอนแน่นิ่งจมกองเลือดอยู่ตรงหน้า ปลายตะวันทิ้งอาวุธในมือแล้วลนลานเข้าไปดูรัศมี ก่อนจะพบว่าเธอสิ้นใจไปแล้ว
"อีเด็กเวร มึงฆ่าเมียกู"
ณรงค์ เข้ามาเห็นเหตุการณ์พอดี เขาปรี่เข้ามาหมายจะเอาเรื่องปลายตะวัน
"หนูเปล่า หนูไม่ได้ทำ หนูไม่ได้ทำ พ่อ กับ แม่นั่นแหละ ที่ทำให้หนูเป็นแบบนี้..ไม่จริงถอยไปนะ อย่าเข้ามา!"
เด็กสาวกรีดร้องออกมาดังลั่น
ไม่มีใครรู้ว่าหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น กระทั่งปลายตะวันตื่นขึ้นมาและพบว่าตัวเองนอนอยู่ในโรงพยาบาล มือทั้งสองข้างถูกมัดติดเอาไว้กับเตียงคนไข้
อายุแค่ 17 เอง ทำไมโหดเหี้ยมได้ขนาดนี้ เห็นเขาว่าเป็นเด็กที่ขอมาเลี้ยงด้วยนะ นี่แหละใคร ๆ เขาว่า เอาลูกเขามาเลี้ยงเอาเมี่ยงเขามาอม สุดท้ายต้องมาตาย
และแล้วชีวิตของปลายตะวันก็ต้องถึงคราวเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
เธอถูกดำเนินคดีในข้อหาฆ่าคนตาย หลักฐานทุกอย่างชี้ว่าเธอเป็นผู้ลงมือ ทำร้ายร่างกายพ่อ และ แม่เลี้ยงจนถึงแก่ชีวิต แต่เพราะอายุยังไม่ถึง 18 ปี ศาลเยาวชนจึงตัดสินให้ส่งไปควบคุมตัวอยู่ใน ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชน
ชีวิตในช่วงที่ควรสดใสที่สุดของคนคนหนึ่งกลับมืดมน
จมอยู่กับการถูกคนตราหน้าว่าเป็นฆาตกร
4 ปีผ่านไป
"ออกไปแล้วก็อย่ากลับมาอีกล่ะ"
ปลายตะวันในวัย 21 ก้าวออกมาจากสถานพินิจ โลกภายนอกสำหรับเธอ ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกแล้ว
แม้นี่คืออิสรภาพ แต่มันน่ารันทดยิ่งกว่าตอนอยู่ข้างในเสียอีก
สองเท้าเดินเตร็ดเตร่ไปริมถนน หวังแค่เพียงหาที่พักสักหน่อย แล้วค่อยคิดหนทางไปต่อ
จนมาเจอศาลาริมทางแห่งหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ป่ารกครึ้มข้างทาง ปลายตะวันรู้สึกเวียนหัวจนเดินต่อไปไม่ไหว จึงเลือกตรงนี้ ใช้เป็นที่ซุกหัวนอน เพื่อให้ช่วงเวลาเลวร้ายของเธอ ผ่านพ้นไปอีกวัน
ร่างผอมบางใช้เสื้อเก่า ๆ ที่นำติดตัวมาปูลงบนพื้นสกปรก ก่อนจะล้มตัวลงนอน
แสงจันทร์สีนวลสาดส่องเข้ามา พลันเสียงฝีเท้าที่เหยียบย่ำบนใบไม้แห้งรอบ ๆ ศาลา รบกวนช่วงเวลาพักผ่อน จนทำให้ต้องชันตัวลุกขึ้นมามองหา ว่าต้นตอเสียงน่ารำคาญเหล่านั้น มาจากที่ใด
กระทั่งเห็นเงาดำของคนนับสิบ ที่เดินสวนกันไปมาด้านนอก บางคนหายเข้าไปในต้นไม้ บ้างก็ฟุ้งกระจายกลายเป็นกลุ่มควัน
อีกมุมหนึ่งเกิดเป็นแสงสว่างของเปลวเพลิง ตามมาด้วยเสียงกรีดร้อง ปลายตะวันรีบรุดเข้าไปช่วยเหลือ ก่อนพบว่าพื้นที่ตรงนั้นว่างเปล่า
"นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย.."
เธอพึมพำกับตัวเอง มองดูภาพตรงหน้า เหมือนคลิปวิดีโอที่ถูกกดฉายซ้ำไป ซ้ำมา จนความกลัวเริ่มแทรกซึม
"ไม่จริง เราไม่ได้เป็นบ้า ที่เห็นมันไม่ใช่ความจริง..ไม่ใช่!"
เด็กสาววิ่งระหกระเหินไร้ทิศทาง
สองเท้าเปลือยเปล่าก้าวไปข้างหน้า มีสายตาหลายคู่จับจ้องมองเธอเป็นตัวประหลาด แต่ไม่มีใครคิดยื่นมือ เข้ามาเพื่อช่วยเหลือเธอเลยสักคน
จนกระทั่ง มานอนหมดแรงอยู่ที่หน้ารั้วของบ้านหลังหนึ่ง
เธอเอนตัวพิงกับกำแพงปูน ก่อนจะกวาดตามองไปรอบ ๆ อย่างหวาดระแวง ด้วยกลัวเงาดำเหล่านั้นจะติดตามมา เมื่อเห็นว่าปลอดภัยดี เด็กสาวจึงค่อย ๆ เอนตัวลงนอน จนเผลอหลับไป
"ไปเตรียมน้ำ กับอาหารมาไว้หน่อย ตื่นมาคงจะหิวมากแน่ ๆ"
แววตาอ่อนโยนของชายวัยกลางคน กำลังจ้องมองมายังร่างบางของคนที่หลับสนิท
ภาสกร เป็นนักธุรกิจ ก่อนหน้านี้เขาเคยแต่งงานกับภรรยา แต่เพียงไม่กี่ปี ภรรยาของเขาก็เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาจึงครองตัวเป็นโสด ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงที่ไหนอีก ตามคำมั่นสัญญาที่เคยให้กับหญิงสาวอันเป็นที่รักไว้ ในวันแต่งงาน
"น่าสงสารจังเลยนะคะ ไม่รู้ไปเจออะไรมาบ้าง ตัวก็เล็กนิดเดียว"
"อืม..ไว้รอเขาตื่น ลองค่อย ๆ ถามดู อย่าไปทำเขาตกใจล่ะ"
ผ้าห่มผืนหนาถูกดึงขึ้นมาคลุมตัวของปลายตะวันเอาไว้ ก่อนไฟภายในห้องจะถูกปิดลงเพื่อปล่อยให้คนที่กำลังนอนหลับ ได้พักผ่อน
รุ่งเช้า..
"ที่นี่ที่ไหนเนี่ย.."
ปลายตะวัน ตกใจสะดุ้งตื่นขึ้นมา ก่อนจะพบว่าตัวเอง นอนอยู่บนเตียงภายในบ้านหลังหนึ่ง
"อรุณสวัสดิ์ค่ะ เป็นยังไงบ้าง หลับสบายไหม"
หญิงสาวท่าทางใจดี เดินเข้ามาพร้อมถุงกระดาษในมือ
"ที่นี่ที่ไหนคะ คุณเป็นใคร แล้วทำไมหนูถึงมานอนบนเตียงได้"
"ป้าชื่อเมษาค่ะ เป็นแม่บ้านของที่นี่ เมื่อคืนคุณผู้ชายกลับจากงานเลี้ยง เห็นคุณนอนหลับไม่รู้ตัวอยู่หน้าบ้าน กลัวว่าจะเป็นอันตราย เลยพาเข้ามาพักข้างใน"
"เอ่อ..ขอบคุณค่ะ พอดีหนูเหนื่อยนิดหน่อย เลยหลับไม่รู้เรื่อง ขอโทษด้วยนะคะที่รบกวน"
เพราะประสบการณ์อันแสนเลวร้ายที่ผ่านมา ทำให้ปลายตะวันไม่กล้าฝากชีวิต และความหวังเอาไว้ที่ใครอีก
"ไม่เป็นไรค่ะ บ้านหลังนี้มีแค่คุณผู้ชายพักอยู่คนเดียว เอาเป็นว่า ไปอาบน้ำ ล้างเนื้อล้างตัวให้เรียบร้อยก่อนดีกว่านะ นี่เป็นชุดที่ป้าให้เตรียมเอาไว้ แล้วจะยังไงต่อไป ก็ค่อยลงไปคุยกันข้างล่าง คุณผู้ชายรออยู่"
เด็กสาวพยักหน้าช้า ๆ ต่อให้นี่เป็นเพียงเสี้ยววินาทีของความทรงจำที่ดี เธอก็อยากซึมซับมันไว้เช่นกัน
หลังจัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย ปลายตะวันถูกพาตัวมายังห้องนั่งเล่น ข้างในมีชายวัยประมาณ 50 ปี กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ เขาคงเป็น คุณผู้ชาย ที่เมษาพูดถึง
"สวัสดีค่ะ คุณลุงเป็นคนพาหนูมาพักเมื่อคืนใช่ไหมคะ ขอบคุณมาก ๆ เลยค่ะ"
"อืม...อาบน้ำแล้วค่อยดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาหน่อย ว่าแต่บ้านช่องอยู่ที่ไหนละ เดี๋ยวลุงให้คนขับรถไปส่ง.."
คนถูกตั้งคำถามหลุบสายตาลงต่ำ สองมือจิกเข้าหากันแน่น จนเป็นรอยแดง
"หนูไม่มีบ้านค่ะ หนูเพิ่งออกมาจากสถานพินิจ ไปติดคุกมาเพราะฆ่าพ่อ กับแม่เลี้ยง ของตัวเอง แถมยังบอกอีกด้วยว่าหนูเป็นคนบ้า ทางที่ดีคุณลุงอย่ามาเข้าใกล้หนูดีกว่านะคะ ถ้าเกิดหนูคลุ้มคลั่งขึ้นมา คุณลุงอาจเป็นอันตรายได้"
"อืม งั้นเหรอ"
ภาสกร ตอบกลับมาเพียงสั้น ๆ ก่อนจะวางหนังสือในมือลง แล้วเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าของปลายตะวัน
"แล้วเราทำแบบนั้นหรือเปล่า"
เด็กสาวส่ายหน้า
"หนูไม่รู้ หนูจำอะไรไม่ได้ "
"งั้นก็ช่างมัน บ้านนี้ลุงพักอยู่กับแม่บ้านสองคน ไม่มีลูก ไม่มีภรรยา อายุปาไปห้าสิบกว่าแล้ว จะอยู่ไปได้อีกสักกี่ปีก็ไม่รู้ หนูสนใจอยากเป็นลูกสาวลุงไหม"
ภาพทับซ้อนของอดีตพ่อ กับ แม่เลี้ยง แทรกเข้ามาในความคิด สองเท้าก้าวถอยหลังหนีช้า ๆ อย่างหวาดระแวง
"เอาเป็นว่า หนูลองอยู่ที่นี่ไปก่อน ถ้าไม่ชอบหนูสามารถเดินออกไปได้ทุกเมื่อ..ชีวิตของหนู ลุงให้หนูเป็นคนตัดสินใจ"