หลังจากที่สองแม่ลูก ปรับความเข้าใจกันเรียบร้อย หลักฐานทุกอย่างที่เมวดีหามา เป็นเครื่องช่วยยืนยัน ว่าตลอดระยะเวลาสองปี ทั้งเรื่องของต้องตา กลุ่มเพื่อนที่ตีสนิทและชวนเมทัสออกไปเที่ยวทุกคืน เป็นคนที่อรุณีจ้างมาทั้งสิ้น
เมื่อความจริงถูกเปิดเผย คนที่ร้อนรนใจมากที่สุดก็คงไม่พ้นต้นเหตุของเรื่อง
"แบบนี้เราจะทำยังไงดีกันครับแม่ อีกนิดเดียว จะสำเร็จอยู่แล้ว เพราะไอ้เวรทัสคนเดียว ดวงแข็งชะมัด คนของเราตั้งเป็นสิบคน มันดันหนีรอดไปได้"
กรกัณฑ์ นั่งหงุดหงิดอยู่บนโซฟาภายในบ้าน หลังจากที่คนของเขาส่งข่าวมาบอก ว่าจิระ สามารถช่วยเมทัสจากการถูกลอบทำร้าย ได้สำเร็จ
แถมเมวดี ยังฟื้นจากอาการบาดเจ็บแล้วอีกต่างหาก นั่นหมายความว่าแผนการที่อุตส่าห์วางไว้พังทลายลงในพริบตา
"ไม่เป็นไร เพราะยังไงเรายังเหลือเรื่องข่าวที่เมทัสมันพยายามฆ่าแม่ของตัวเองอยู่ พวกผู้บริหารไม่ยอมแน่นอน วันมะรืนนี้จะมีการโหวตประธานใหม่"
"แล้ว ถ้าไอ้แก่พวกนั้นมันยังดึงดันเลือกไอ้ทัสเหมือนเดิม เราจะทำยังไง"
"ไม่เห็นยาก เราก็แค่ทำให้มัน ไม่มีโอกาสได้กลับมานั่งในที่ประชุมอีกตลอดกาล ครั้งแรกเราอาจจะพลาด แต่ครั้งนี้แม่เตรียมทุกอย่างเอาไว้หมดแล้ว ต่อให้มันไม่ตาย มันก็ไม่มีทางกลับมาทำหน้าที่ประธานได้อีก"
แววตาของภรรยานอกสมรสของทัศนะเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา
เขาไม่รู้เลยว่าตลอดหลายปีที่เลี้ยงดูผู้หญิงคนนี้เอาไว้ เธอไม่ต่างจากงูพิษ ที่รอสังหารเหยื่อ
สำหรับอรุณี การเดิมพันครั้งนี้มีราคาที่ต้องจ่าย มากเกินกว่าจะย้อนกลับไปเริ่มต้นใหม่ได้อีก ไม่ว่ายังไง พิบูลนาวิน กรุ๊ป และทรัพย์สินทั้งหมดของทัศนะ จะต้องเป็นของเธอและลูกชายเท่านั้น
โรงพยาบาล
"พวกผู้ถือหุ้น ยังยืนยันว่าอยากให้มีการเปิดโหวตประธานคนใหม่ ผมคิดว่า น่าจะเป็นฝีมือของอรุณี"
จิระ แวะมาเยี่ยมเมวดี และ เมทัส พร้อมนำข่าวสำคัญมาแจ้งให้ทราบ
"แล้วทิศทางพวกผู้บริหารเป็นยังไงบ้างคะ"
ผู้เป็นแม่ถามด้วยความเป็นกังวล
"ครึ่ง ๆ นะ บางส่วนยังคงไม่เห็นด้วย เพราะสถานะของคุณอรุณี ถึงจะบอกว่ากรกัณฑ์เป็นลูกชายของทัส แต่ก็ยังไม่ใช่ทายาทที่ถูกต้องตามกฎหมายอยู่ดี มีบางส่วนที่มองว่าลูก ก็คือลูก แล้วสองปีที่ผ่านมา ช่วงที่ทัสเขวไป สองคนนั่น ทำผลงานไว้ไม่น้อยเหมือนกัน"
จิระ พูดไปตามความจริง
หากมองในแง่ของธุรกิจ เมทัสแทบไม่มีความน่าเชื่อถือ และเหมาะสมในตำแหน่งของประธานบริหารบริษัทเลยด้วยซ้ำ เพราะก่อนหน้า เขาละเลยงานภายใน จนทำให้ทุกฝ่ายปั่นป่วนไปหมด ถึงจะมีเมวดีคอยตามเช็ดตามล้าง
แต่นั่นก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องอยู่ดี
"แล้วแบบนี้ ผมพอจะทำอะไรได้บ้างไหมครับ"
ในฐานะต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด เมทัสมองว่าเขาควรมีส่วนในการรับผิดชอบ
"ทางเดียวคือทัส ต้องเรียกความเชื่อมั่นของคณะบริหารกลับมาให้ได้ ลุงจะลองไปคุยเรื่องโหวตกับพวกเขาให้ ถ้าไม่มีอะไร ครั้งนี้ทัสน่าจะรักษาตำแหน่งเดิมเอาไว้ได้"
"เรามีปัญหาใหญ่แล้วค่ะ คุณป้า คุณลุงจิระ"
เมริน เปิดประตูพรวดพราดเข้ามาภายในห้องพักฟื้นของคนไข้ พร้อมเอกสารในมือ
"มีอะไรหืม! หน้าตาตื่นเชียว"
"โครงการที่ประจวบมีปัญหา หัวหน้างานโกงเงินลูกน้อง ตอนนี้พวกคนงานออกมาประท้วงกันใหญ่เลยค่ะ"
เลขาสาว รีบรายงานเป็นการด่วน
"ก่อนหน้า ใครเป็นคนดูแล" เมวดีถามต่อ
"เป็นโครงการของคุณทัสค่ะ"
คนเจ็บถึงกับหันมองหน้าลูกชายทันที
ในใจอยากจะเปิดฉากด่าระบายอารมณ์ แต่ในเวลาแบบนี้การตำหนิคงไม่สามารถทำอะไรให้ดีขึ้น เธอจึงต้องบอกตัวเองให้ใจเย็นไว้เสียหน่อย
"เดี๋ยวผมเข้าไปดูเอง" เมทัสเสนอตัว
ในเมื่อเป็นความรับผิดชอบของเขา และเขาตัดสินใจว่าจะกลับมาทำหน้าที่ของประธาน งั้นนี่คงถือเป็นบททดสอบแรก เพื่อซื้อใจเหล่าผู้บริหาร ว่าทายาทพิบูลนาวินคนนี้ มีคุณสมบัติเพียงพอ
"ให้ลุงไปด้วยไหม" จิระพูดแทรกขึ้น
ด้วยมองว่าเมทัสยังมีอาการบาดเจ็บ อีกทั้งไม่ได้แตะงานมานานถึงสองปี จู่ ๆ จะเข้าไปแก้ไขปัญหาที่ใหญ่ขนาดนี้อาจไม่ง่าย
"ไม่เป็นไรครับ ลุงไปจัดการเรื่องโหวตประธานดีกว่า"
"แน่ใจนะ"
"ครับ ไม่ต้องเป็นห่วง ยังไงผมจะรีบจัดการให้เรียบร้อย แล้วกลับมาให้ทันวันโหวตตำแหน่งประธานแน่นอน เมไปกับพี่ แม่ครับ ผมขอยืมตัวไปเป็นเลขาสักสองสามวันแล้วกันนะ"
เมื่อได้ข้อสรุป
เมทัสจึงทำเรื่องด่วนเพื่อขอออกจากโรงพยาบาล แม้ตอนแรกแพทย์เจ้าของไข้จะไม่เห็นด้วย แต่สุดท้ายทนต่อสารพัดข้ออ้างไว้ไหว จึงปิดหูปิดตายอมเซ็นอนุมัติให้
ทั้งสองคนมุ่งหน้าสู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จุดหมายปลายทางของการเดินทางครั้งนี้
"ยอดความเสียหายเยอะหรือเปล่า"
ระหว่างนั่งอยู่ในรถ เมทัสไม่ปล่อยเวลาให้สูญเปล่า เขาถามรายละเอียดทั้งหมด โดยให้เมริน เป็นคนอธิบายให้ฟัง
"น่าจะราว ๆ สองล้านค่ะ ก่อนหน้าพวกเขาเคยแจ้งเข้ามาแล้ว แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงไม่มีคนเข้าไปตรวจสอบ"
"เขาแจ้งผ่านใคร"
"คุณกรกัณฑ์ ค่ะ"
หญิงสาวอ่านเสียงเรียบ ราวกับว่าเธอเห็นเหตุการณ์ทำนองนี้มานับครั้งไม่ถ้วน จนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว และดูเหมือนว่าคนขับรถ คงคิดอย่างเดียวกัน
"งั้นไม่แปลกใจหรอก ที่เรื่องจะไม่ไปถึงบริษัท เพราะชื่อคนดูแลโครงการมันเป็นชื่อพี่ พวกนั้นจงใจปล่อยไว้ให้เป็นปัญหา พี่มองคนผิดไปมากจริง ๆ จนเกือบทำให้พี่ต้องเสียคนในครอบครัวคนเดียวที่พี่เหลืออยู่ไป"
"ไม่เป็นไรนะคะ เมเชื่อว่าคุณป้ารักพี่มากท่านให้อภัยพี่เสมอ ขอแค่ต่อจากนี้ไปพี่อย่ายอมแพ้อะไรง่าย ๆ อีกนะคะ"
"อืมขอบใจนะ เดี๋ยวนี้เป็นสาวแล้วซิ มาสอนพี่ได้"
รอยยิ้มเล็ก ๆ ผุดขึ้นบนใบหน้า
ทั้งสองคนต่างเป็นลูกคนเดียว การมีอยู่ของกันและกัน จึงเปรียบเหมือนสิ่งเติมเต็มในฐานะครอบครัว
เมรินทุ่มเททำงานให้กับพิบูลไพลินมาก เธอเองมีหน้าที่รับผิดชอบเกินกว่าเด็กสาวในวัยเดียวกัน แต่เธอไม่เคยคิดถอดใจ และเธอก็หวังว่าวันหนึ่งเมทัสจะคิดได้แบบเธอเช่นกัน
"พี่ทัส เมว่ามีรถตามเมา เมเห็นตั้งแต่เมื่อกี้ พอมีช่องให้แซง ไม่ยอมแซง กลับชะลอความเร็ว แต่พอเราเริ่มเร่งเครื่อง เขาก็เหยียบตามมาติด ๆ เลย"
เมทัสมองดูไฟหน้ารถที่ขับตามมา สะท้อนอยู่บนกระจกมองหลัง
"ข้างหน้าก็จะพ้นเขตถนนพระรามสองแล้ว เส้นนั้นกลางคืนค่อนข้างเปลี่ยว เมนั่งดี ๆ นะ พี่จะสลัดมันให้หลุด สงสัยพวกมันคงตามมาเก็บงานคราวก่อน"
ปลายเท้าเหยียบคันเร่งจนมิด ขับฝ่าความมืดพุ่งตรงไปข้างหน้า
"พี่ทัส ระวัง!!"
รถบรรทุกคันหนึ่งพุ่งออกมาจากซอยข้างทาง เพราะความเร็วบวกกับรถของคู่กรณีไม่ได้เปิดไฟด้านหน้าทำให้เมทัสไม่ทันสังเกตเห็น จึงพุ่งชนเข้าเต็มแรง
"เม เม เป็นอะไรหรือเปล่า"
ควันสีเทาพวยพุ่งออกมาจากกระโปรงหน้ารถ
คนขับพยายามสลัดอาการมึนหัวทิ้งไป แล้วสะกิดผู้โดยสารที่นั่งอยู่ข้างกัน ก่อนจะต้องเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ
ร่างของเมรินฟุบลงที่คอนโทรลของรถ ทันทีที่เขาจับตัวเธอให้เงยหน้าขึ้นมาถึงได้เห็นว่ามีเศษกระจกชิ้นใหญ่ปักเข้าที่ลำคอของเธอ จนเลือดสีแดงสดไหลอาบเปียกชุ่มเสื้อสีขาวทั่วทั้งตัว
"โทรเรียกรถพยาบาลเร็ว คนขับยังไม่ตาย"
เสียงเอะอะของเหล่าผู้ใช้ถนนที่บังเอิญผ่านมาเห็นเหตุการณ์ ดังขึ้นเรื่อย ๆ
วินาทีนั้น เมทัสจับใจความอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง ดวงตาทั้งสองข้างพร่าเลือน หูอื้ออึ้งได้ยินเพียงเสียงแหลมคล้ายสัญญาณทีวีตัดขาด
ก่อนที่จะหมดสติไป
"ทำยังไงก็ได้ ให้มันตาย"
เสียงทุ้มต่ำ ดังขึ้นจากมุมมืดภายในห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ ที่เต็มไปด้วยเครื่องมือแพทย์
บนเตียงมีร่างชายหนุ่มคนหนึ่ง กำลังนอนแน่นิ่งอยู่ สัญญาณชีพของเขา อ่อนแรงจะแทบจะกลายเป็นเส้นตรง
"หลังจบเรื่องผมจะให้คนส่งคุณไปต่างประเทศ คุณไม่ต้องเป็นห่วง จะไม่มีใครหาคุณเจอ"
"ครับ ผมขอรับรองว่าเขาได้ตายสมใจพวกคุณแน่นอน"
เข็มปลายแหลมบรรจุสารเคมีบางอย่างถูกฉีดเข้าบริเวณข้อพับแขน
ร่างคนเจ็บกระตุกเกร็งอยู่หลายครั้ง เลือดไหลทะลักออกจากปาก และ จมูก ก่อนดวงตาจะเบิกโพลง พลันลมหายใจขาดห้วง
เสียงแหลมของอุปกรณ์ตรวจจับการเต้นของหัวใจดังขึ้นจนแสบแก้วหู
"นายเมทัส พิบูลนาวิน เสียชีวิตเวลา เที่ยงคืน ยี่สิบหานาที"
บางครั้งกว่าจะได้เรียนรู้ว่าตัวเองทำพลาด อาจเป็นวันที่สายเกินไปเสียแล้ว
ร่างของผู้เสียชีวิตถูกส่งต่อให้กับเจ้าหน้าที่ประจำห้องแต่งศพของโรงพยาบาล ตามความประสงค์ของญาติ
"ผู้เสียชีวิตอายุ 23 ปี ประสบอุบัติเหตุรถชน มีแผลบริเวณหน้าผาก คาง และต้นขา ค่ะ อันนี้เป็นเอกสารทั้งหมด คุณปลายตรวจสอบได้เลยค่ะ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันขอตัวก่อน"
พยาบาลสาวรายงานตามหน้าที่ ก่อนจะรีบสับฝีเท้าออกไปจากห้องพักศพทันที
"อายุยังน้อยอยู่เลย...สวัสดีค่ะ คุณเมทัส"
ผ้าคลุมสีขาวถูกเปิดออก
ปลายตะวันนิ่งไปครู่หนึ่ง
แม้จะเป็นเพียงไม่กี่นาทีในการเจอกันครั้งนั้น แต่เขาจำแขกไม่ได้รับเชิญท่านนี้ได้อย่างขึ้นใจ
เขาคือผู้ชายคนเดียวกัน ที่เพิ่งรอดชีวิตออกไปจากบ้านเขาได้เพียงไม่กี่วัน
"เราไม่น่ามาเจอกันที่นี่เลยนะ เอาเป็นว่าฉันจะทำให้คุณดูดีที่สุด ในวันสุดท้ายของชีวิตแล้วกันนะ"
ปลายตะวันหันไปหยิบเข็มที่จะใช้สำหรับเย็บปิดบาดแผล
ด้วยความไม่ทันระวัง ทำให้ปลายแหลมของมันจิ้มเข้าที่นิ้วของเธอ
เลือดหยดลงบนร่างเย็นเฉียบโดยไม่ตั้งใจ
"ขอโทษ!! เดี๋ยวฉันทำความสะอาดให้นะ"
หญิงสาวกุลีกุจอ มองหากระดาษสำหรับเช็ดทำความสะอาด
ปกติแล้วเธอไม่ใช่คนสะเพร่า น่าแปลกที่วันนี้กลับรู้สึกมีบางสิ่งรบกวนจิตใจอยู่ตลอดเวลา
"อ้าว..ทำไมไม่มีล่ะ เมื่อกี้จำได้ว่าเปื้อนอยู่เลยนินา"
คิ้วบางขมวดเข้าหากัน เมื่อรอยเลือดที่อยู่บนร่างของผู้ตายหายไป เพียงเสี้ยววินาทีที่เธอหันไปหยิบกระดาษมาทำความสะอาด นั่นสร้างความงุนงงให้กับเธอเป็นอย่างมาก
"สงสัยจะตาฝาด ตั้งสติหน่อยปลายตะวัน นี่มันไม่ใช่ร่างแรกของแกสักหน่อย..ญาติเขารออยู่รีบ ๆ ทำ จะได้กลับไปพัก"