ห้องพักศพ
ร่างใหม่ที่เพิ่งถูกจัดแต่งจนเรียบร้อย ก่อนที่ปลายตะวัน จะเดินมาทิ้งตัวลงนอนบนเตียงสเตนเลส โดยมีเมทัสยืนเฝ้าดูอยู่ไม่ไกล
"ผมถามจริงนะ เวลาต้องมาเย็บแผล หรือแต่งหน้าให้ศพแบบนี้คุณไม่รู้สึกอะไรบ้างเหรอ"
ร่างโปร่งแสงถามด้วยความสงสัย
ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ดูท่าทางคงไม่ได้ขาดความรู้ ความสามารถ แต่กลับเลือกอาชีพที่ในสังคมแทบให้ความสำคัญ หรือมองว่าเธอมีตัวตนอยู่ด้วยซ้ำ
"รู้สึกสงบไง"
"....."
"ทำงานคนเดียว ไม่ต้องมีหัวหน้ามาคอยชี้นิ้วสั่ง ไม่มีเพื่อนร่วมงานขี้อิจฉา คอยจับผิดเวลาที่ทำผลงานออกมาได้ดีกว่า เสร็จงานกลับบ้าน ไม่ต้องคอยอ่านข้อความในไลน์กลุ่มให้ปวดหัว ที่สำคัญลูกค้าไม่เรื่องมาก ส่งงานยังไง ก็จบงานได้อย่างงั้น ไม่เคยมีใครลุกขึ้นมาขอแก้งานเลยสักคน"
เมทัสยืนฟังตั้งแต่ต้นจนจบ
ความคิดของปลายตะวัน แตกต่างจากคนอื่นมากจริง ๆ แม้แต่ตัวเขาเองยังคาดไม่ถึง
"แล้ว..คนที่คุณจ้างไปสืบ ได้ความคืบหน้าอะไรบ้างไหม"
ชายหนุ่มถามต่อ
"นิดหน่อย ยังไม่ได้ช่วยอะไรมาก ฉันเลยให้เขาตามต่อ วันรดน้ำศพ มีคนเห็นรถกระบะสีขาวขับออกมาจากวัด ท้ายรถมีตะกร้าวางเรียงเอาไว้จนเต็ม สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นร่างของคุณ ตัวรถมุ่งหน้าไปทางเหนือ"
"เท่าที่ผมรู้ ตระกูลผมไม่มีญาติฝ่ายไหนอยู่ทางเหนือเลยนะ"
ทั้งสองคนพากันครุ่นคิดอย่างหนักถึงทิศทางการหายไปอย่างไร้ร่องรอยของร่างเมทัส
"อย่างที่บอก อาจจะเกี่ยว หรือไม่ใช่ก็ได้ทั้งนั้น ฉันให้คนตามอยู่ ไว้คืบหน้าจะบอกอีกที ตอนนี้ฉันขอนอนพักก่อนจะได้ไหม นั่งแต่งหน้ามาเกือบสามชั่วโมง ปวดหลังจะแย่"
ร่างบางดึงผ้าสีขาวขึ้นมาห่ม ดวงตาที่เหนื่อยปิดลงอย่างช้า ๆ
"นอนบนเตียงเข็นศพเนี่ยนะ..ชีวิตคุณนี่มีเรื่องให้ผมตื่นเต้นได้ตลอดจริง ๆ ปลายตะวัน"
เสียงเครื่องปรับอากาศตัวเก่าที่ผ่านการใช้งานมาพอ ๆ กับอายุของโรงพยาบาล ดังก้องสะท้อนอยู่ในความมืดมิด
ร่างโปร่งแสงนั่งจ้องหญิงสาวที่นอนหลับใหลอย่างลืมตัว ก่อนจะฟุบลงที่ข้างเตียงแล้วเผลอหลับไปอีกคน
เมทัสสะดุ้งตื่นลืมตาขึ้น ท่ามกลางความว่างเปล่า
เบื้องหน้าเป็นทุ่งกว้างสุดสายตา ถูกปกคลุมด้วยหมอกสีขาวขุ่น จนมองไม่เห็นแม้แต่เส้นขอบฟ้า
ทุกย่างก้าวเงียบงัน มีเพียงเสียงฝีเท้าของเขาที่ดังแผ่วเบา
สายลมเย็นพัดผ่านผิวกาย พร้อมกับกลิ่นดอกไม้หอมอ่อน ๆ ลอยมาตามอากาศ
กลิ่นนั้นหอมเสียจน ชวนให้เคลิบเคลิ้มขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้
ร่างสูงยังคงเยื้องย่างต่อไปข้างหน้าช้า ๆ
หมอกที่พัดวนอยู่รอบกาย หนาทึบมากขึ้นทุกที แสงสว่างเลือนหาย เหลือเพียงความมืดที่คืบคลานเข้ามา
กลิ่นดอกไม้ เปลี่ยนจากหอมละมุน เป็นฉุนจนเขารู้สึกแสบจมูก
เมทัสเริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง
เขาหยุดเดิน พยายามมองฝ่าหมอกออกไป
ทว่าไม่เห็นอะไรเลย
ฉับพลัน
ของเหลวกลิ่นคาวคลุ้ง ถูกสาดเข้ามาจนตัวเขาเปียกชุ่ม เสื้อผ้าที่สวมใส่กลายเป็นสีแดงชาด
เลือด!!
เมทัสเบิกตากว้าง รีบหันมองรอบตัวอย่างตื่นตระหนก
ทันใดนั้นเอง เสียงกรีดร้อง โหยหวนดังขึ้นจากที่ใดสักแห่งในความมืด
ร่างโปร่งแสงสะดุ้งตื่น หายใจหอบถี่รัว เหงื่อผุดขึ้นเต็มใบหน้า
"เป็นอะไรหรือเปล่าคุณ ฝันร้ายเหรอ"
พลอยให้ปลายตะวันที่นอนอยู่ใกล้กัน รู้สึกตัวลืมตาขึ้นมาอีกคน
"อืม..ผมฝันแบบนี้มาสองสามครั้งแล้ว เหมือนจะเป็นมาตั้งแต่ตอนที่คุณย้ายเข้าไปอยู่บ้านผมนั่นแหละ"
"แล้วฝันว่ายังไงบ้าง ลองเล่าให้ฉันฟังหน่อยได้ไหม เผื่อจะเป็นเบาะแสอะไร"
"ทำไมคุณถึงคิดอย่างนั้น"
"ตามความเชื่อโบราณ วิญญาณไม่มีความฝันหรอกนะ นอกเสียจากว่า สิ่งที่คุณเห็นเป็นลางบอกเหตุ"
เมทัสนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ชีวิตนี้สำหรับเขา คงไม่มีเรื่องไหนแปลกประหลาดหรือเกินความคาดหมายเท่าสิ่งที่เขาเผชิญอยู่อีกแล้ว
ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องลังเลอะไรมาก แค่เริ่มเรียบเรียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในความฝัน ให้อีกฝ่ายรับฟัง
"กลิ่นหอมดอกไม้ มันเหมือนจริงมากนะ บางทีผมตื่นมาแล้ว กลิ่นยังติดอยู่ที่จมูกอยู่เลย"
หญิงสาวพยักหน้าตามช้า ๆ
"เป็นไปได้ ว่าร่างคุณอาจจะอยู่ใกล้พวกสวนดอกไม้ หรือสถานที่ที่มีกลิ่นหอม ฉันว่าเราลองไปหาแม่คุณกันดีกว่า เผื่อท่านพอคิดอะไรออก"
ทั้งสองคนพากันออกจากโรงพยาบาล แล้วมุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์พิบูลนาวินทันที
"ปลาย! เธอมาที่นี่ได้ยังไง"
เมวดี เดินลงมาจากชั้นสองของบ้าน ก่อนจะต้องชะงักฝีเท้า ยืนนิ่ง เมื่อพบว่ามีแขกไม่ได้รับเชิญ นั่งรอเธออยู่ในห้องโถง
เท่าที่เธอจำได้ บ้านหลังนี้ปลายตะวันไม่เคยมา ต่อให้ข้อมูลตระกูล จะเด่นหราอยู่ทุกหน้าสื่อสังคมออนไลน์ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้ที่ตั้งบ้านหลังนี้
"ขับรถมาค่ะคุณแม่ พอดีมีเรื่องสำคัญอยากสอบถามนิดหน่อย ตอนแรกว่าจะโทรมา แต่คิดว่าคุยต่อหน้าคงดีกว่า"
หญิงสาวตอบกลับไปอย่างไม่ทันคิดอะไร
"ฉันหมายความว่า เธอรู้จักที่นี่ได้ยังไง ทัสบอกเธอเหรอ ตั้งแต่เมื่อไหร่"
คำถามของแม่สามีกำมะลอทำเอาอีกฝ่ายนิ่งเงียบ ก่อนจะส่งยิ้มเจื่อน ๆ ไปให้ ไม่วายมองร่างโปร่งแสงด้านหลังอย่างอาฆาต
"ข้อมูลทั่วไปเองค่ะ ไม่สำคัญหรอก"
"อะอืม..แล้วเธอมีอะไร"
"ตระกูลของคุณแม่มีบ้านพักตากอากาศตามต่างจังหวัด หรือมีทรัพย์สินอสังหาฯ แถวไหนที่อยู่ใกล้ กับสวนดอกไม้ บ้างไหมคะ"
ปลายตะวันถามออกไปโดยไม่อ้อมค้อม
"ไม่มีนะ ฉันกับพ่อตาทัสเป็นคนกรุงเทพ พวกที่ดินที่ซื้อเอาไว้ ส่วนใหญ่เป็นในเมืองทั้งหมด ทำไมเหรอ"
"พอดีมีเบาะแสนิดหน่อย เลยลองมาถามดู"
"แล้วเรื่องคนที่เอาร่างของลูกชายฉันไป เป็นยังไงบ้าง ทางฉันไม่มีข้อมูลอะไรเลย ถ้าเรื่องนี้เป็นฝีมือสองแม่ลูกนั่นจริง พวกมันเก็บหลักฐานได้เนียนมาก ๆ คงเตรียมวางแผนกันมานานแล้วแน่ ๆ"
เมวดีบอกอย่างหนักใจ
ตอนนี้ฐานะในงานด้านบริหารของเธอ แม้ยังไม่มั่นคง แต่ก็พอจะปิดช่องทางอรุณี กับ กรกัณฑ์ ไปได้สักระยะ ด้วยโครงการใหม่ถือเป็นผลงานชิ้นใหญ่ประจำปี เหล่าผู้ถือหุ้นจึงไม่มีใครกล้าเอาผลประโยชน์ของตัวเองลงไปเสี่ยง
"หนูวางบาทเดียว ว่าเป็นเขาสองคนแน่นอน ปัญหาคือเราต้องเจอปมแรกให้ได้ก่อน ถึงจะเริ่มต้นถูก ว่าควรจัดการยังไง"
"อืม แล้วถ้าสมมุติว่าทัสเขาตายไปแล้วจริง ๆ ร่างที่ขโมยไป ทิ้งไว้นานจะเป็นอะไรหรือเปล่า ฉันไม่อยากให้วิญญาณของลูกชายฉันไม่สงบสุข"
เมทัสนั่งลงข้าง ๆ ผู้เป็นแม่
เพราะเขาดื้อดึง หลงใหลในสิ่งมอมเมาที่ถูกศัตรูยื่นมาให้ จนเผลอทำร้ายคนที่หวังดีที่สุด กว่าจะตาสว่าง ก็เป็นในตอนที่ทุกอย่างสายเกินกว่าจะแก้ไข
"คุณแม่แน่ใจเหรอคะ ว่าอยากฟังคำอธิบายถึงความเป็นไปได้เกี่ยวกับร่างของเมทัส ในกรณีที่เขาเสียชีวิต"
ปลายตะวันถามย้ำ
สำหรับเธอแล้ว เรื่องพวกนี้คือกลไกทางธรรมชาติ ที่สุดท้าย ไม่มีใครหนีพ้น แต่กับเมวดี มันคงไม่ง่ายที่จะทำความเข้าใจได้ขนาดนั้น
"เอาแบบกึ่งปลอบใจฉันสักหน่อยไม่ได้หรือไง"
"น่าจะไม่ได้ค่ะ เอาเป็นว่าคุณแม่ควรเชื่อว่าทัสยังไม่ตาย ดีที่สุดค่ะ ไม่อย่างนั้นจากที่คุณแม่นอนไม่หลับ อาจถึงขั้นไปนอนอยู่โรงพยาบาลแทน"
"เธอเนี่ยนะ ถ้ามาเป็นลูกสะใภ้ของฉันจริง ๆ คงได้ตีกันทุกวัน พูดจาแต่ละอย่างทำเป็นพวกไร้ความรู้สึกไปได้"
ปลายตะวันหัวเราะออกมาเบา ๆ
ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน จนตอนนี้ ซึ่งก้าวข้ามมาอยู่ในสถานะผู้ให้ความร่วมมือ สิ่งเดียวที่เสมอต้นเสมอปลาย คงเป็นคำพูดตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ของผู้หญิงคนนี้
เมื่อก่อนคนที่รายล้อมตระกูลพิบูลนาวินล้วนคอยพูดจาประจบประแจงเอาใจ ชี้นกบอกเป็นนก ชี้ไม้ก็ว่าเป็นไม้
ใครจะไปคิดว่าวันหนึ่ง คนอย่างเมวดี จะเดินทางมาถึงจุดที่ต้องพึ่งพาคนอื่น
"จริง ๆ ฉันผ่านอะไรมาเยอะมากเลยนะคะ ถึงได้มองโลกตามความเป็นจริง อีกหน่อย คุณแม่จะเข้าใจเองแหละค่ะ ว่ามันไม่ได้น่ากลัวเลย ภาพลวงตากับคำหวานหูต่างหาก ที่คุณแม่ควรจะกลัว"
ทั้งสองคนพูดคุยกันต่ออีกเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับแผนการรับมือขั้นต่อไป ด้วยพวกเขาถือว่ายืนอยู่กลางแสงสว่างจึงทำอะไรบุ่มบ่ามไม่ได้ คงต้องอดทนไปจนกว่าจะถึงวันที่ทุกอย่างคลี่คลาย
เมื่อเสร็จธุระ ปลายตะวันจึงขอตัวกลับ
บ้าน ของเมทัส
หลังเผชิญความวุ่นวายมาตลอดทั้งวัน หญิงสาวเดินเข้ามาทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟา อย่างหมดแรง
"ไม่ไปอาบน้ำก่อนเหรอคุณ" เมทัสเอ่ยถาม
"ขอนั่งพักก่อน ขับรถในกรุงเทพมันกินพลังงานฉันจนแทบไม่มีแรงจะเดินอยู่แล้ว"
"งั้นตามสบายนะ"
คล้อยหลังร่างโปร่งแสงได้ไม่นาน ปลายตะวันจึงผล็อยหลับไป
สายลมเอื่อยพัดผ่านหุบเขา กลิ่นดินชื้นปะปนกับกลิ่นใบไม้สดหลังฝนตก โชยมาแตะปลายจมูก
เบื้องหน้าคือกระท่อมไม้หลังเล็ก ตั้งโดดเดี่ยวท่ามกลางอ้อมกอดของขุนเขา
หลังคามุงจากเก่า ๆ มีเถาวัลย์เลื้อยพันเสาไม้
เสียงหัวเราะสดใสของเด็กคนหนึ่งดังขึ้น
ปลายตะวันรีบหันไปมองในทันที
เด็กผู้หญิงตัวเล็กในชุดกระโปรงสีอ่อนกำลังวิ่งเล่นอยู่หน้าบ้าน ผมดำสลวยปลิวไหวตามแรงลม เธอยิ้มกว้างอย่างมีความสุข ก่อนจะหยุดยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่
ใบหน้าคุ้นตาเหลือเกิน
ไม่ไกลจากกัน ชายวัยกลางคนยืนอยู่ข้างรั้วไม้ ในเสี้ยววินาทีที่สบตา ปลายตะวันถึงกับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่
'พ่อ' หญิงสาวร้องเรียกเสียงแผ่ว
ถัดลงไปที่แปลงดอกไม้ ยังมีใครอีกคนนั่งอยู่ตรงนั้น ใบหน้าของเธอละม้ายคล้ายปลายตะวันไม่มีผิดเพี้ยน เพียงแต่ดูมีอายุ และดวงตาเปล่งประกายมากกว่าหลายเท่า
เธอกำลังนั่งคุกเข่าปลูกต้นกล้าลงในแปลงดิน มือค่อย ๆ กลบดินอย่างทะนุถนอม
'แม่'
คำเรียกหลุดออกจากริมฝีปากอย่างลืมตัว
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง สายลมหนาวพัดกรูเข้ามา ทุกอย่างรอบตัวพลันสั่นไหวราวกับภาพสะท้อนบนผืนน้ำ
เจ้าตัวเล็ก อาทิตย์ รวมถึงหญิงสาวคนนั้นพลันเลือนหายไปต่อหน้าต่อตา เหลือเพียงความว่างเปล่า
กระท่อมพลันเปลี่ยนเป็นบ้านไม้เก่าผุพัง หลังคาทรุดโทรม ฝาแตกร้าวจนเห็นช่องโหว่ ประตูบานหนึ่งเปิดอ้า ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดตามแรงลม
ต้นไม้ที่เคยเขียวชอุ่มเหี่ยวเฉา เหลือเพียงกิ่งแห้งสีน้ำตาลเข้ม
"มีใครอยู่ไหมคะ"
ปลายตะวันตะโกนเรียกหา
ปัง
หญิงสาวสะดุ้งเฮือก ลุกขึ้นนั่งหอบตัวโยน
"ฝันบ้าอะไรเนี่ย"
เธอมองไปรอบ ๆ ถึงได้เห็นว่าเป็นเวลาเกือบตีสามแล้ว ส่วนเมทัสยังคงนั่งดูทีวีอย่างสบายใจ ไม่ได้รับรู้อะไร
"ตื่นแล้วเหรอ"
"อืม ฉันว่าฉันอาจจะรู้ว่ากลิ่นดอกไม้ที่คุณฝันถึงมาจากที่ไหน"
ปลายตะวันฉุกคิดถึงของที่พ่อบุญธรรมของเธอทิ้งเอาไว้ให้ เหมือนมีบางสิ่งกำลังบอกเธอว่าสิ่งที่เธอและเมทัสกำลังตามหา อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับฝันที่มองเห็น