พ่อบุญธรรม

2133 Words
แม้จะยังกล้า ๆ กลัว ๆ แต่ทางเลือกในชีวิตอดีตผู้ต้องหาจากสถานพินิจอย่างปลายตะวันคงไม่ได้มีมากมายเท่าไหร่นัก เธอตัดสินใจว่าจะลองอยู่ที่บ้านของภาสกร และหากถูกกระทำ หรือเกิดเรื่องอะไรกับเธอขึ้นมาอีก เธอจะไม่ยอมตกเป็นเหยื่อ เหมือนในอดีตอีกต่อไป "เมื่อวานพ่อลองไปคุยกับทางอาจารย์ของมหาวิทยาลัยมาแล้วนะ เขาบอกว่าจะช่วยทำเรื่องสอบเทียบรับวุฒิมัธยมปลายให้ แล้วปีหน้า ลูกค่อยไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกที ช่วงนี้อาจจะต้องอ่านหนังสือหนักหน่อยนะ ถือว่าเพื่ออนาคตของตัวเองแล้วกัน" ภาสกร วางเอกสารเกือบสิบฉบับลงตรงหน้าเธอ หนึ่งในนั้นเป็นข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องการเรียน ซึ่งเธอไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้รับโอกาสนี้ "พ่อคะ แต่ว่าเรื่องของหนู.." ด้วยในใจยังหวาดหวั่น เกี่ยวกับชีวิตของตัวเองที่ผ่านมา กลัวว่าจะเกิดผลกระทบต่อชื่อเสียงของผู้มีพระคุณ แค่การพาเธอเข้ามาอยู่ที่นี้ ให้ความดูแลเป็นอย่างดี มันเพียงพอสำหรับเธอแล้ว "ไม่ต้องคิดมากเรื่องนั้น ต่อจากนี้เธอคือปลายตะวัน ลูกสาวคนเดียวของภาสกร จะไม่มีใครทำร้ายลูกของพ่อได้อีก" "ขอบคุณนะคะ ขอบคุณมากจริง ๆ " หญิงสาวคุกเข่าลงกราบเท้าพ่อบุญธรรมทั้งน้ำตา ในที่สุดชีวิตของเธอก็พบกับแสงสว่างอย่างคนอื่นเขาเสียที "วันนี้เป็นงานเลี้ยงสำคัญ พ่อจะพาปลายไปแนะนำให้ทุกคนรู้จัก ว่าปลายเป็นใคร แต่งตัวให้สวย ๆ นะลูก เดี๋ยวให้ป้าเมษาเอาชุดขึ้นไปให้" "ค่ะพ่อ.." นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา คุณหนูปลายตะวัน จึงเป็นที่รู้จักในแวววงสังคมของกลุ่มนักธุรกิจ ว่าเธอคือแก้วตาดวงใจของภาสกร และเป็นว่าที่ประธานคนต่อไปที่จะขึ้นมาบริหารงานแทนผู้เป็นพ่อ ก๊อก ก๊อก ก๊อก กลางดึกคืนหนึ่ง เด็กสาวสะดุ้งตื่นขึ้นมาบนเตียงนอน ก่อนจะมองออกไปด้านนอก ฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนเธอมาหลายปีกลับมาอีกครั้ง ด้วยความกลัวเธอจึงวิ่งไปที่ห้องพักของพ่อบุญธรรมเพื่อขอความช่วยเหลือ "ปลาย มีอะไรเหรอลูก" ภาสกรเปิดประตูออกมา ถามด้วยน้ำเสียงงัวเงีย "หนู..หนูเห็นภาพแปลก ๆ พวกนั้นอีกแล้ว หนูไม่ได้เป็นบ้านะคะพ่อ คนพวกนั้นเขามีอยู่จริง ๆ" พ่อบุญธรรมไม่ได้กล่าวอะไร เขาเพียงเดินกลับเข้าไปหยิบโทรศัพท์มือถือ เพื่อติดต่อไปหาใครบางคน ไม่นานกลุ่มเจ้าหน้าที่ในชุดกาวน์สีขาวก็มานั่งรออยู่ที่โถงห้องรับแขก "คนไข้มีอาการแบบนี้บ่อยไหมคะ" หญิงสาวส่ายหน้า สองมือยังคงกอดแขนภาสกรเอาไว้แน่น พลางมองรอบ ๆ ตัวอย่างหวาดระแวง "เฉพาะคืนพระจันทร์เต็มดวงค่ะ" "แล้วเห็นเป็นแบบไหนบ้างคะ ช่วยอธิบายให้หมอฟังหน่อย" "เป็นเงาดำ ๆ เดินวนไปเวียนมา บางทีได้ยินเสียงคนคุยกัน หรือไม่ก็เห็นเป็นภาพอุบัติเหตุ แล้วแต่ครั้ง แล้วแต่วัน เหตุการณ์ไม่เคยซ้ำกัน" แพทย์ผู้ดูแลจดรายละเอียดทั้งหมดลงในสมุดบันทึก "อาจเป็นผลข้างเคียงจากการถูกกระทบกระเทือนจิตใจในอดีตนะคะ ทำให้เห็นเป็นภาพหลอน เดี๋ยวหมอจะจ่ายเป็นยานอนหลับให้ก่อน หมอแนะนำว่าให้ทางคุณภาสกร พาน้องปรึกษาจิตแพทย์ดูอีกทางนะคะ" "หนูไม่ได้บ้า.." ปลายตะวัน ตะโกนแทรกขึ้นมาเสียงดัง "หมอทราบค่ะ การพบจิตแพทย์ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเป็นผู้ป่วยจิตเภทเสมอไปนะคะ เราแค่ต้องมีใครสักคนช่วยวิเคราะห์ความคิด ความรู้สึกของเรา เท่านั้นเองค่ะ" นามบัตรพร้อมด้วยยานอนหลับ ถูกวางลงบนโต๊ะตรงหน้า ก่อนที่กลุ่มเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาล จะขอตัวกลับ "บอกพ่อได้ไหม ทำไมปลายถึงไม่อยากไปหาหมอจิตเวช เพราะกลัวคนมองว่าเราไม่ปกติเหรอ" เมื่อได้อยู่กันตามลำพัง ภาสกรจึงหันไปถามลูกสาวบุญธรรม ด้วยในฐานะของพ่อคนหนึ่ง เขาย่อมอยากเข้าใจในความรู้สึกของลูกสาวตนเองให้มากที่สุด "เปล่าค่ะ หนูรู้ว่าหนูไม่ได้บ้า ภาพที่หนูเห็น มันต้องมีเหตุผลบางอย่าง" "พ่อเข้าใจปลายนะ แต่ว่าพ่อ อยากให้ปลายลองไปคุยกับหมอดู เผื่อว่ามันจะมีทางออกที่ดีกว่าการต้องมาลุ้นว่าในแต่ละคืน ลูกของพ่อต้องเจอเรื่องราวน่ากลัวอะไร" ปลายตะวันลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่สุดท้ายเธอจะตอบตกลง แม้รู้ดีว่าการรักษาไม่ได้ผล แต่เพื่อความสบายใจของผู้มีพระคุณ เธอก็ยินดี ผ่านไป 4 ปี อาการของหญิงสาวดูเหมือนจะดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน ไม่ใช่เพราะการรักษา แต่ปลายตะวันรู้วิธีรับมือกับสิ่งที่ตนเองเห็นได้ดีขึ้น ไม่ร้องไห้ฟูมฟาย วิ่งขอความช่วยเหลือเหมือนช่วงแรก ๆ เธอได้แต่บอกกับตัวเอง ว่าบางที สิ่งที่เธอเป็น มันคงติดตัวเธอไปตลอด ไม่มีทางรักษาได้ แค่ทำใจยอมรับ และใช้ชีวิตต่อ "พ่อค่ะ วันนี้หนูซ้อมใหญ่รับปริญญาเพิ่งเสร็จ เลยกะว่าจะนอนหอเพื่อน พ่อไม่ต้องรอหนูนะคะ" หญิงสาวในชุดนักศึกษา เดินโซซัดโซเซออกจากหอประชุมกลางดึก หลังจากที่เพิ่งเสร็จภารกิจสำคัญ "งั้นอย่าลืมหาอะไรกินนะลูก เดี๋ยวพรุ่งนี้ พ่อจะหอบของขวัญชิ้นใหญ่ ไปมอบให้คุณบัณฑิต ถึงที่เลย" "หนูจะรอนะคะ" วันต่อมา พิธีรับปริญญาสิ้นสุดลงไปนานกว่า 2 ชั่วโมงแล้วแต่ภาสกรยังไม่ปรากฏตัว ปลายตะวันออกมานั่งรออยู่ริมถนนหน้าตึกคณะ สายตาทอดยาวออกไปด้านนอก โทรศัพท์มือถือถูกกดโทรออกซ้ำ ๆ แต่ไม่มีสัญญาณใด ๆ ตอบรับกลับมา จนกระทั่งท้องฟ้าเริ่มมืดลง หญิงสาวนั่งร้องไห้สะอื้นอยู่ตามลำพัง ก่อนที่รถคันหนึ่งจะมาจอดอยู่ตรงหน้า "คุณหนูคะ.." ประตูด้านข้างคนขับเปิดออก หญิงวัยกลางคนเดินลงมาประคองเธอให้ลุกขึ้นยืน "ป้าเม ทำไมเป็นป้าละคะ แล้วพ่อไปไหน" "คุณหนูใจเย็น ๆ ก่อนนะคะ" "ใจเย็น เรื่องอะไรคะ ป้ารีบพูดมาซิ แล้วพ่อไปไหน เมื่อคืนพ่อบอกว่าวันนี้จะเอาของขวัญวันเรียนจบมาให้หนู ทำไมป่านนี้พ่อยังไม่มา หรือว่างานที่บริษัทยุ่งมาก พ่อเลยมาไม่ได้ ใช่ไหมคะ" เมษาไม่ได้พูดอะไร เธอเพียงรั้งร่างบาง เข้ามากอดเอาไว้จนแน่น ตลอด 4 ปีที่ผ่านมาเธอเอง ดูแลปลายตะวันไม่ต่างจากลูกคนหนึ่ง และรู้ว่าเด็กสาวคนนี้รักและเคารพในตัวภาสกรมากแค่ไหน แต่ทุกอย่างเป็นเหมือนโชคชะตาที่ถูกเขียนตอนจบเอาไว้แล้วตั้งแต่ต้น "คุณผู้ชายเกิดอุบัติเหตุตอนกำลังออกมาจากบริษัท ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาล เราไปรับคุณผู้ชายกันนะคะ" สองขาอ่อนแรงทรุดลงไปกองอยู่กับพื้น พยายามตั้งสติว่าคงเป็นเพียงอุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ คนดีอย่างภาสกร ต้องไม่เป็นไร ทั้งสองคนเดินทางออกจากมหาวิทยาลัยมุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลใจกลางเมือง ภายในห้องโดยสารของรถยนต์ที่นั่งมา มีเพียงความอึดอัด และเสียงสะอื้นเบา ๆ "พ่อ อยู่ไหนคะป้าเม หนูจะไปหาพ่อ" ปลายตะวันกอดแขนแม่บ้านคนสนิทเอาไว้แน่น เมื่อเห็นว่าทางเดินที่กำลังมุ่งหน้าไป ไม่ใช่อาคารของผู้บาดเจ็บ "คุณหนูใจเย็น ๆ นะคะ เดี๋ยวเราก็จะได้พาคุณผู้ชายกลับบ้านแล้วนะ" เมื่อเดินมาถึงอาคารนิติเวช เมษาหยุดอยู่หน้าเคาน์เตอร์สีขาว เธอสูดลมหายใจลึก ก่อนยื่นบัตรประชาชนให้เจ้าหน้าที่ "มารับร่างคุณภาสกรใช่ไหมคะ" เจ้าหน้าที่ถาม พร้อมตรวจสอบเอกสารในมือ "ใช่ค่ะ" "ป้าเมหมายความว่ายังไง รับร่างคืออะไร แล้วพ่ออยู่ที่ไหน หนูจะไปหาพ่อ" ปลายตะวันร้องไห้ปานจะขาดใจ เธอได้แต่ภาวนาขอให้เรื่องทั้งหมดตรงหน้าตอนนี้ เป็นเพียงฝันร้ายเท่านั้น "รอสักครู่นะคะ เดี๋ยวจะนำร่างออกมาให้ ไม่ทราบว่าเป็นอะไรกับผู้เสียชีวิตคะ" "ฉันเป็นแม่บ้านค่ะ ส่วนนี่คือลูกบุญธรรม คุณผู้ชายไม่ได้มีญาติที่ไหนแล้วค่ะ" "งั้นรบกวนให้บุตร เป็นผู้เซ็นรับรองแล้วกันนะคะ" เมษาลูบแผ่นหลังเบา ๆ เพื่อปลอบโยนให้อีกฝ่ายคลายความเสียใจ มือสั่นเทาของเด็กสาว เอื้อมไปหยิบปากกาขึ้นมา ชื่อที่มีแค่ไม่กี่ตัวอักษร ในเวลานี้ช่างเขียนยากลำบากเหลือเกิน "คุณผู้ชายรีบออกไปหาคุณหนู แต่ถูกรถบรรทุกพุ่งชนท้ายจนอัดก๊อบปี้เข้ากับต้นไม้ใหญ่ข้างทาง ก่อนเสียชีวิตเจ้าหน้าที่บอกว่าคุณผู้ชายเป็นคนสั่งห้ามไม่ให้โทรไปที่คุณหนู เพราะเป็นวันสำคัญ เลยแจ้งมาที่ป้าแทน..ตำรวจจับคนขับรถได้แล้ว อ้างว่าหลับใน.." จากคำบอกเล่าของแม่บ้าน นั่นยิ่งทำให้ปลายตะวันรู้ว่าภาสกรรักเธอมากแค่ไหน ทั้งที่เธอไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องทางสายเลือดใด ๆ กับเขาเลยด้วยซ้ำ "ต่อจากนี้ไป คุณหนูต้องดูแลตัวเองให้ดีนะคะ คุณผู้ชายจะได้ไม่เป็นห่วง" ไม่นาน ร่างคลุมผ้าขาวก็ถูกเจ้าหน้าที่เข็นออกมาจากห้องเก็บศพ เสียงร้องไห้สะอื้นดังก้องสะท้อนไปทั่วบริเวณ สร้างความหดหู่ใจให้กับผู้พบเห็น แล้วชีวิตต่อจากนี้ของปลายตะวันจะเป็นอย่างไรต่อไป เมื่อที่พึ่งเดียวของเธอ ไม่อาจอยู่ปกป้องเธอได้อีกแล้ว ทรัพย์สินทั้งหมดของข้าพเจ้า เงินฝากธนาคาร เงินสด ทองคำ รวมถึงหุ้น และ อสังหาริมทรัพย์ ที่อยู่ในนามส่วนตัวของข้าพเจ้า ขอมอบให้กับนางสาวปลายตะวัน นิมิตรสิงขร บุญสาวบุญธรรมของข้าพเจ้าแต่เพียงผู้เดียว ส่วนบริษัทให้เครือของข้าพเจ้าจำนวนสองแห่ง มอบให้กับนายวิชิต บุตรชายของนางเมษา ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานบริหาร เพื่อสืบทอดกิจการต่อไป หลังจากงานศพของภาสกรผ่านไปได้ไม่นาน ทนายความประจำตระกูล จึงมาที่บ้านเพื่อทำการเปิดพินัยกรรม อันเป็นคำสั่งเสียสุดท้าย ที่ถูกฝากฝังเอาไว้ มรดกมูลค่ามหาศาล ตกเป็นของบุตรบุญธรรมแต่เพียงผู้เดียว ส่วนที่เหลือถูกมอบให้กับลูกชายแม่บ้านคนสนิท ที่ทำงานกับเขามานานเกือบสามสิบปีเป็นผู้ดูแล "ลุงทนายคะ ถ้าหนูอยากขายทรัพย์สินทุกอย่าง หนูสามารถทำได้ไหมคะ" ดวงตาเลื่อนลอย จ้องมองไปที่เอกสารตรงหน้า นี่ไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการ หากแลกได้ เธออยากขอชีวิตของภาสกรกลับคืนมา มากกว่า "เป็นสิทธิ์ของทางผู้รับมรดกอยู่แล้วครับ" "งั้นหนูฝากลุงทนายหาคนที่ไว้ใจได้มาจัดการเรื่องนี้ให้หน่อยได้ไหมคะ คุณพ่อเคยบอกเอาไว้ว่าถ้ามีเรื่องอะไร ลุงทนายจะเป็นคนเดียวที่ช่วยหนูได้" "เรื่องนั้นไม่มีปัญหาครับ แต่ว่าจะขายหมดจริง ๆ เหรอครับ มูลค่าโดยรวมของมันไม่น้อยเลยนะ" ปลายตะวันมองไปรอบ ๆ บ้าน ภาพความทรงจำในครอบครัวของเธอ ณ ที่แห่งนี้ มีมากเกินไป เธอไม่อาจทนต่อความเจ็บปวดได้ "ค่ะ นอกจากขายทั้งหมดแล้ว หนูอยากให้ลุงทนายช่วยหาบ้านเล็ก ๆ เขตชานเมืองให้หนูสักหลังก็พอ จบเรื่องนี้ หนูไม่ขออะไรอีกแล้วค่ะ" "งั้นก็ได้ครับ เดี๋ยวคืบหน้ายังไง ผมจะติดต่อมาอีกที" "คุณหนู.." หลังทนายกลับออกไป เมษาจึงเข้ามาหาปลายตะวัน เผื่อว่าจะพอเปลี่ยนแปลงความตั้งใจของเธอได้บ้าง "ป้าเมไม่ต้องพูดหรอกค่ะ หนูรู้ว่าป้าเป็นห่วง แต่หนูไม่อยากตื่นขึ้นมาในบ้านที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นจากพ่อ หนูทนรับความรู้สึกพวกนี้ไม่ไหวจริง ๆ ป้าเข้าใจหนูใช่ไหมคะ" "โถ่..คุณหนูของป้า ถ้ามีเรื่องอะไร ติดต่อมาหาป้าได้ตลอดเลยนะคะ ยังไง ป้ายังเป็นป้าเมษาของคุณหนูเสมอนะ" หลังจากวันนั้น ลูกสาวบุญธรรมของภาสกรก็ไม่เคยปรากฏตัวในงานสังคมอีกเลย ปลายตะวันทิ้งอดีตเหล่านั้นจนหมดสิ้น เธอตัดสินใจเข้าทำงานในตำแหน่งช่างแต่งหน้าศพ และเจ้าหน้าที่เตรียมร่างผู้เสียชีวิตในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ใช้ชีวิตอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม ไม่ต้องพบเจอผู้คน ไม่ต้องฝากความรู้สึกเอาไว้กับคนอื่น จะได้ไม่ต้องมีใครมาตายเพราะตัวซวยอย่างเราอีก
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD