เอกสารบันทึก รวมถึงข้อมูลบ้านเกิดที่ภาสกรเก็บเอาไว้ให้ ถูกนำออกมาอ่านอีกครั้ง หลังจากที่ตอนนั้น ปลายตะวันคิดว่าตนเอง คงไม่มีความจำเป็นต้องสนใจเรื่องราวในอดีตอีก ด้วยความรัก ความอบอุ่นที่พ่อบุญธรรมเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดี เธอจึงเลือกอยู่กับปัจจุบัน และมองข้ามความทรงจำอันเลวร้ายเหล่านั้น ที่ติดค้างอยู่ในใจมาเนิ่นนาน
"คิดอะไรอยู่เหรอ"
เมทัส เดินลงมานั่งข้าง ๆ
เขามองดูใบหน้าเศร้าสร้อยของหญิงสาวแล้วอดเป็นห่วงไม่ได้
ปัญหาครอบครัวของเขา อาจกำลังทำให้ผู้เธอคนนี้ลำบาก ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันเลยแม้แต่น้อย
"ฉันแค่รู้สึก ว่ามีบางอย่างที่มันเกี่ยวโยงกัน ระหว่างฉันกับคุณ การที่ฉันเห็นวิญญาณของคุณได้ ไม่น่าเป็นแค่เรื่องบังเอิญ"
"แล้วบันทึกพวกนี้ มันช่วยอะไรได้เหรอ"
"พ่อบุญธรรม เคยตามสืบเรื่องของฉันในอดีต เหมือนว่าพื้นเพครอบครัวฉัน ไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป ฉันเคยถามแม่คุณไปแล้ว คราวนี้คุณคงต้องถามตัวเองเหมือนกัน ว่ามีความเชื่อเกี่ยวกับพิธีกรรมพื้นบ้าน หรือคาถาอาคมหรือเปล่า"
เมทัสนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าแทนคำตอบ สำหรับเขา คงไม่มีเรื่องประหลาดใดในโลก น่าตื่นเต้นเท่ากับสิ่งที่เผชิญอยู่ ณ เวลานี้อีกแล้ว
"งั้นเตรียมตัวให้พร้อม พรุ่งนี้ฉันจะเดินทางกลับไปที่บ้านเกิด บางที ที่นั่นอาจมีคำตอบที่เราต้องการ"
ปลายตะวันเก็บสมุดบันทึกลงในกระเป๋าเดินทาง พร้อมด้วยเสื้อผ้าจำนวนหนึ่ง ก่อนจะต่อสายไปหาเมวดี
"คุณแม่คะ ฉันมีธุระต้องเดินทางไปต่างจังหวัดประมาณสามถึงสี่วัน ยังไงช่วงนี้คุณแม่ให้คนจับตาดูความเคลื่อนไหวของสองแม่ลูกไปก่อน อย่าเพิ่งบุ่มบ่ามทำอะไร รอฉันกลับมา"
"อืม! ว่าแต่..ทำไมกะทันหันจัง มีเรื่องหรือเปล่า"
"พอดีคิดอะไรขึ้นมาได้ เลยลองไปตรวจสอบดูสักหน่อย คุณแม่อยู่ทางนี้ระวังตัวเองดี ๆ นะคะ ไว้ฉันจะรีบจัดการให้เรียบร้อย แล้วกลับมาเล่าให้คุณแม่ฟังอีกที"
หญิงสาวกดวางสายจากแม่สามีกำมะลอ แล้วหันไปสบตาร่างโปร่งแสง ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
ยิ่งสืบลึกลงไปเท่าไหร่ เธอยิ่งรู้สึกว่าเธอและเมทัส มีบางอย่างเกี่ยวโยงกัน
ทั้งเรื่องในอดีต
ความลับที่ถูกปกปิด
และร่างที่หายสาบสูญ
วันรุ่งขึ้น
ทั้งสองคนออกเดินทางกันตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า
เมทัสนั่งเงียบ ๆ อยู่เบาะข้างคนขับ ดวงตาเหม่อมองเส้นทางที่ทอดยาวเบื้องหน้า
รถคู่ใจขับลัดเลาะเข้าสู่แนวเขาสูง สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าทึบ
"อีกกี่ชั่วโมง เราถึงจะเจอหมู่บ้านเหรอครับ"
ร่างโปร่งแสงถาม พลางมองแผนที่ในโทรศัพท์ของปลายตะวัน ที่วางอยู่บนคอนโซล
"ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เราคงถึงที่หมู่บ้านตรงทางเข้าไปหุบเขาก่อนค่ำ ฉันลองติดต่อคนในเอาไว้ว่าจะค้างในหมู่บ้านหนึ่งคืน แล้วออกเดินทางแต่เช้าตรู่ ตามที่พ่อบุญธรรมเขียนเอาไว้ จากหมู่บ้าน เข้าป่าไปประมาณ 1 ชั่วโมง เราก็จะเจอบ้านกลางหุบเขา"
"ก็หวังว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาด อย่างที่คุณว่า"
ปลายตะวันเหลือบมองเขาเพียงเสี้ยววินาที
"ปากเหรอนั่นที่พูด เคยได้ยินคำโบราณเขาบอกไหม เดินป่าเดินเขาอย่าพูดถึงเสือ"
"ผมไม่ได้พูดถึงเสือสักหน่อย แค่รู้สึกว่าตั้งแต่ออกจากบ้านมา เหมือนมีใครกำลังมองอยู่ตลอด"
คำพูดนั้นทำให้ในรถเงียบลง หญิงสาวไม่ได้ตอบอะไรกลับไปเพราะลึก ๆ แล้ว เธอเอง กำลังรู้สึกไม่ต่างกัน
ทันใดนั้น
เงาสีดำพุ่งออกมาจากพงหญ้าข้างทาง
"ระวัง!"
ปลายตะวันเหยียบเบรกสุดแรง
เอี๊ยดดด!
แมวดำตัวใหญ่กระโดดตัดหน้ารถ ห่างไปเพียงไม่กี่คืบ ดวงตาสีเหลืองอำพันสะท้อนกับกระจก มันหยุดยืนกลางถนน จ้องมองมายังพวกเขาทั้งสองคนที่นั่งอยู่ด้านใน ก่อนจะค่อย ๆ เดินกลับเข้าไปในป่า
"นั่นแมวจริง ๆ เหรอคุณ ทำไมตัวใหญ่ขนาดนั้น"
เมทัสมองตามเงาที่หายเข้าไปในโพรงหญ้ารกร้าง แล้วกันมาถามคนที่นั่งอยู่ข้างกัน
"แมวซิ มันคงเป็นแมวป่าแหละมั้ง ตัวเลยใหญ่กว่าแมวบ้าน แต่เล่นโผล่มาแบบนี้ทำเอาใจหายหมด ถ้าชนขึ้นมาคงแย่"
ปลายตะวันถอนหายใจ
เธอเม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรง ด้วยรู้ดีว่าสิ่งที่พูดออกไป ตรงข้ามกับความคิดของตนอย่างสิ้นเชิง
การเดินทางครั้งนี้ มีบางอย่างผิดปกติ
"เรารีบไปกันดีกว่า"
เธอหันไปพูดกับผู้โดยสาร ก่อนจะปลดเบรกมือแล้วออกเดินทางกันต่อ
รถแล่นต่อไปได้ไม่ถึงยี่สิบนาที
คราวนี้กลับมีงูเหลือมขนาดใหญ่เลื้อยขวางถนน ลำตัวสีดำปนน้ำตาล เคลื่อนผ่านอย่างเชื่องช้า
"แม่เจ้า! ป่าแถวนี้นี่มันอุดมสมบูรณ์จริง ๆ เดี๋ยวแมว คราวนี้มาเป็นงูอีก ถ้าขับต่อไปเราจะเจอช้างไหมคุณ"
เมทัสพูดติดตลก ผิดกับสีหน้ากังวลของปลายตะวันโดยสิ้นเชิง
"เงียบปากไปเลยเมทัส.."
คำสั่งเด็ดขาดของหญิงสาวทำเอาเสียงเจื้อยแจ้วถูกกลืนหายไปในลำคอ นี่คงเป็นหนึ่งข้อดีที่ทำให้เธอสามารถสั่งวิญญาณตนนี้ได้ และตอนนี้เธอต้องการความสงบ
เมื่อหมดหนทางต่อต้าน เมทัสจึงทำได้เพียงเอนกายพิงกับกระจกหน้าต่างของตัวรถ แล้วเหม่อมองออกไปด้านนอกอีกครั้ง
ผืนป่าสงบเงียบผิดปกติ ไม่มีฝูงนกบินผ่าน ใบไม้หยุดนิ่งไร้แรงลม
เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง ในใจเฝ้าภาวนาว่าคงไม่เกิดเรื่องราวชวนประหลาดใจขึ้นมาอีก ทว่าคำขอของทั้งคู่คงไม่เป็นผล เมื่อจู่ ๆ ท้องฟ้าที่เคยแจ่มใส กลับถูกเมฆสีดำปกคลุมอย่างรวดเร็ว
เมทัสเงยหน้ามองผ่านกระจก
"เหมือนพายุจะเข้าเลยนะแบบนี้"
เปรี้ยง!
ยังไม่ทันสิ้นเสียง
สายฟ้าฟาดลงบนยอดเขาที่อยู่ไม่ไกล จนพื้นถนนสั่นสะเทือน จากนั้นฝนเม็ดใหญ่ เทกระหน่ำลงมาอย่างรุนแรง ภายในไม่กี่อึดใจ โลกทั้งใบก็ถูกม่านสีขาวกลืนหาย
ใบปัดน้ำฝนทำงานเต็มกำลัง แต่แทบไม่ช่วยอะไร หนทางข้างหน้ามีเพียงสายฝน ปกคลุม
ปลายตะวันจำต้องลดความเร็วลงด้วยเกรงว่าขืนขับต่อไปอาจเป็นอันตราย
"แบบนี้เราจะทำยังไงกันดี"
ร่างโปร่งแสงเอ่ยถาม
"เราคงขับต่อไปไม่ได้ แล้วล่ะ เท่าที่ฉันดูเส้นทางมา เหมือนใกล้ ๆ น่าจะพอมีโรงแรมเล็ก ๆ อยู่ คืนนี้คงต้องพักที่นั่นกันไปก่อน"
เมทัสพยักหน้า ในเมื่อเป็นการตัดสินใจของปลายตะวันเขาเองจึงไม่ขัด บวกกับสถานการณ์เช่นนี้ ขืนรบเร้าจะเดินทางต่อ ผลที่ได้คงไม่คุมกับความสูญเสีย
"นั่นไง อยู่ตรงนั้น"
ร่างโปร่งแสงชี้ไปที่อาคารไม้เก่า ๆ
บ้านพัก สายหมอก
อาคารสองชั้น เงียบสงัด ตั้งโดดเดี่ยวอยู่กลางเส้นทางที่มีแต่ป่าใหญ่ล้อมรอบ
ปลายตะวันดับเครื่องยนต์ สายตามองสำรวจด้วยความลังเล ไม่รู้ว่าระหว่างจอดรถแล้วนอนข้างทางเพื่อรอฝนหยุดตก กับเข้าพักในสถานที่สภาพแบบนี้ ทางเลือกไหนปลอดภัยกว่ากัน
"คงไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าที่เจอแล้วแหละ นอนมันที่นี่ไปก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่"
หญิงสาวปลอบใจตัวเอง
คนที่ทำงานอยู่กับร่างไร้วิญญาณมาเนิ่นนานจนคุ้นชิน ลำพังในนอนในโรงแรมคร่ำครึแบบนี้ ย่อมไม่สะทกสะท้านอะไร แต่สิ่งที่เป็นกังวล คืออำนาจบางอย่างที่ติดตามทั้งสองคนมาตั้งแต่เดินทาง และกำลังจับตาดูพวกเขาอยู่ ณ เวลานี้ต่างหาก
"จะบ้าตาย พอเข้ามาถึงห้องพัก ฝนดันหยุดตกเฉยเลย เอาไงดี หรือว่าเราไปกันต่อเลยจะได้ไม่เสียเวลา"
เมทัสหันมาถาม
หลังจากที่ประตูบานเก่าปิดลง เสียงพายุที่โหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งพลันเงียบสงบราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน
"ไม่น่าดี คุณไม่เห็นหรือไง ตลอดทางเราเจอแต่ปัญหาแปลก ๆ นั่นหมายความว่า มีบางอย่างพยายามไม่ให้เราไปถึงที่หมู่บ้านหุบเขาได้ง่าย ๆ ทางที่ดี รอให้เช้าก่อนค่อยออกเดินทาง"
"อืม ตามใจคุณ..ถือซะว่ามาดูพระจันทร์นอกกรุงเทพแล้วกัน นาน ๆ จะได้เห็นพระจันทร์กลมสวยแบบนี้สักที"
ปลายตะวันมองออกไปที่นอกหน้าต่าง
ขนตามลำตัวลุกชันขึ้นมา เธอค่อย ๆ ยกมือลูบต้นแขนของตัวเองเบา ๆ
"คุณเป็นอะไรหรือเปล่า หน้าซีด ๆ "
เมทัสที่เห็นอีกฝ่ายอาการไม่ดี จึงรีบเข้ามาดู
"ฉันมีปัญหากับคืนพระจันทร์เต็มดวงนิดหน่อย เอาเป็นว่า คุณอย่ามาอยู่ใกล้ฉันจะดีกว่า ถ้าไม่อยากเจ็บตัว"
คำพูดของหญิงสาวทำให้เมทัสนึกไปถึงตอนที่เขา เข้าไปขอความช่วยเหลือจากเธอที่บ้าน
คืนนั้น เป็นคืนที่จันทร์เต็มดวงเช่นกัน และปลายตะวันก็มีอาการแปลก ๆ เพียงแต่เขาจำไม่ได้ว่าตนเองเห็นอะไรบ้าง
"ออกไป.."
จู่ ๆ ร่างบางก็แผดเสียงออกมาดังลั่น สองมือยกขึ้นปิดหู แล้ววิ่งไปซุกตัวอยู่ข้างซอกเล็ก ๆ ของเตียงนอน
"ปลาย!! ใจเย็น ๆ ซิคุณ เป็นอะไร บอกผม ผมต้องทำยังไง"
"ฉันบอกให้ออกไป ที่นี่ไม่ต้อนรับพวกแก เมทัสคุณเห็นพวกเขาไหม เงาดำที่ลอยผ่านไปผ่านมาที่หน้าต่าง คุณเห็นมันหรือเปล่า"
ร่างโปร่งแสงหันไปตามคำบอกเล่า ก่อนจะพบว่า บริเวณด้านนอก เต็มไปด้วยวิญญาณที่เดินวนเวียนกันอยู่เต็มลานจอดรถหน้าห้องพัก
"คุณเห็นพวกเขาเหรอ"
ปลายตะวันพยักหน้า
"ทุกคืนพระจันทร์เต็มดวงพวกมันจะแห่กันออกมาปรากฏตัวให้ฉันเห็น ภาพมันชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ จนฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะเป็นบ้าตาย"
เมทัสเดินลงไปนั่งข้าง ๆ แล้วเอื้อมมือข้างหนึ่งโอบรั้งคนขวัญเสียเอาไว้แน่น
เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นมุมอ่อนแอ ของผู้หญิงที่ดูอวดเก่งตลอดเวลาอย่างปลายตะวัน นั่นหมายความว่าภาพที่เธอเห็น และสิ่งที่เผชิญคงน่าสะพรึงกลัว และกระทบกระเทือนต่อจิตใจของเธอมาก
"ไม่เป็นไรนะ ผมอยู่ข้าง ๆ คุณเอง ผมเป็นวิญญาณเหมือนกัน ถ้าคุณอยู่กับผมได้ ไอ้พวกผีเร่ร่อนพวกนั้นคุณก็ไม่ต้องไปสนใจพวกมันหรอก"
มือหนาลูบเบา ๆ เพื่อปลอบประโลมให้คนในอ้อมกอดคลายความหวาดกลัว
"คุณไม่คิดว่าอาการที่ฉันเป็นคือพวกที่ป่วยปัญหาทางจิตเหรอ"
เสียงสะอื้นเอ่ยถาม
เพราะเธอเป็นแบบนี้ จึงจงใจตีตัวออกห่างจากสังคม เพื่อเก็บความลับของเธอเอาไว้
"งั้นผมคงต้องบ้าเหมือนกัน ที่กลายเป็นวิญญาณ แทนที่จะไปเลือกให้อาจารย์หมอผีเก่ง ๆ ให้เจอตัว จะได้หาทางช่วย กลับมาอยู่กับช่างแต่งหน้าศพอย่างคุณ"
"ปากเนี่ยเคยพูดอะไรให้มันดี ๆ บ้างได้ไหม"
"เอาน่า วันนี้เราจะไม่ตีกันวันหนึ่ง ผมเชื่อนะ ว่าต้องมีคนที่เข้าใจและพร้อมยอมรับสิ่งที่คุณเป็น ถึงวันนั้น ผมจะเป็นคนแรก ที่ไปร่วมยินดีกับคุณ"